Huawei จะไม่ยินยอมให้รัฐบาลจีนเข้าถึงข้อมูลลูกค้า แม้รัฐบาลจะร้องขอก็ตาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท Huawei กล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสกดดันทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน
มร. เหริน เจิ้งเฟย ซึ่งน้อยครั้งจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ จากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ออกมาเตือนว่า อุปกรณ์โทรคมนาคมของบริษัทอาจเปิดช่องให้รัฐบาลจีนเข้าถึงช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ (Backdoor) เพื่อเข้าไปยังระบบเครือข่ายโทรคมนาคมของประเทศ
มร. เหริน กล่าวเป็นภาษาจีนกลางกับคณะสื่อมวลชนโดยผ่านล่ามที่บริษัทเป็นผู้จัดหามาว่า Huawei ไม่เคยส่งมอบข้อมูลดังกล่าวให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง
“เมื่อพูดถึงเรื่องความปลอดภัยด้านไซเบอร์และการปกป้องความเป็นส่วนตัว เรายืนหยัดที่จะอยู่เคียงข้างลูกค้าของเรา เราจะไม่ทำสิ่งที่เป็นภัยต่อประเทศหรือประชาชนคนใด” มร. เหริน กล่าวกับนักข่าวที่มารวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ของ Huawei ในเมืองเซิ่นเจิ้น ประเทศจีน
“กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ไม่มีข้อกฎหมายใดของจีนที่บังคับให้บริษัทต้องสร้างช่องโหว่สำคัญในซอฟต์แวร์ Huawei และตัวผมโดยส่วนตัวเองก็ไม่เคยได้รับคำขอใดๆ จากรัฐบาลเพื่อให้ส่งมอบข้อมูลโดยมิชอบ” มร. เหริน กล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ มร. เหริน เป็นอดีตทหารประจำกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกตั้งคำถามถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทของเขากับหน่วยงานเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายปี แม้ประวัติของเขาจะแสดงถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว แต่มร. เหรินก็ได้กล่าวกับตัวแทนสื่อต่างชาติว่า ความสัมพันธ์อันยาวนานของเขากับพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่มีผลใดๆ ต่ออำนาจในการคัดคานกับรัฐบาลชุดเดียวกัน หากมีการขอให้ส่งข้อมูลลูกค้า
“ค่านิยมสำหรับองค์กรธุรกิจนั้นคือ การคำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราเองซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจจึงต้องปฏิบัติตามกฎกติกาในการทำธุรกิจด้วยเช่นกัน สำหรับในกรณีนี้ ผมเองก็ไม่ได้มองว่าความสัมพันธ์อันใกล้ชิดใดๆ ระหว่างแนวคิดทางการเมืองของตัวผมเองกับการดำเนินธุรกิจอย่างที่เราทำกันอยู่นั้นจะต้องเป็นเรื่องทางธุรกิจ ผมคิดว่า ผมได้ปฏิบัติอย่างชัดเจนแล้วในตอนนี้ เราจะยืนกรานปฏิเสธคำขอนี้อย่างถึงที่สุด” มร. เหรินกล่าวชี้แจงต่อคำถามจากสำนักข่าว CNBC ที่ถามว่า ความสัมพันธ์ของเขากับพรรคการเมืองของจีนนั้นมีผลต่อการปฏิเสธคำขอในลักษณะนี้หรือเปล่า
ล่าสุด Huawei ต้องเผชิญกับปัญหาความกดดันระดับโลกที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะถูกแบนไม่ให้ขายอุปกรณ์ในสหรัฐอเมริกามานานหลายปี จนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศอื่น ๆ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น พากันกีดกันบริษัทไม่ให้จำหน่ายส่วนประกอบสำหรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่แห่งยุคอนาคต หรือที่รู้จักกันว่าเทคโนโลยี 5G
ในขณะที่เมิ่ง หว่านโจว ลูกสาวของมร.เหรินและดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei ก็ถูกจับกุมที่แคนาดาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามคำขอร้องของทางการสหรัฐอเมริกา นางเมิ่งถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงเกี่ยวกับการทำธุรกรรมโดยมิชอบซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่าน แต่ มร.เหริน ก็ยังกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
“สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ในฐานะคนคนหนึ่ง ผมก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นประธานาธิบดีที่ยอดเยี่ยม” มร.เหริน กล่าว “ในแง่ที่ว่าเขากล้าที่จะหั่นมาตรการภาษี และผมคิดว่ามันมีส่วนช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ให้เติบโตก้าวหน้าไปได้”
ในขณะเดียวกันที่โปแลนด์ หน่วยงานด้านกฎหมายได้จับกุมผู้บริหารของ Huawei ด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาได้สมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคนหนึ่ง สร้างวิธีการที่จะสืบข้อมูลของรัฐบาลโปแลนด์ผ่านอุปกรณ์ของบริษัทในโปแลนด์
มร.เหริน ได้รับการสอบถามหลายครั้งในระหว่างการพูดคุยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงความคิดเห็นของเขาต่อการถูกควบคุมตัวของลูกสาวของเขา แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด โดยอ้างว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม มร.เหริน กล่าวว่า เขา “เชื่อใจ” ระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่เปิดกว้างและจะเฝ้ารอผลการตัดสินคดีของศาล
“อุปสรรคปัญหาและความยากลำบาก”
มร.เหริน กล่าวว่า ปี 2019 อาจจะเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับ Huawei ซึ่งรายได้อาจตกลงต่ำกว่าร้อยละ 20 และกล่าวด้วยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้สำหรับทั้งปีอยู่ที่ 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ Huawei ยังไม่ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อย่างเป็นทางการ แต่มร.อีริค ซวี หนึ่งในประธานเจ้าหน้าที่บริหารหมุนเวียนตามวาระของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งนี้ ได้กล่าวกับซีเอ็นบีซีเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่ายอดขายอาจแตะสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
“ในปี 2019 เราอาจจะต้องเผชิญอุปสรรคปัญหาและความยากลำบากมากมายในตลาดต่างประเทศ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเคยพูดไว้ว่า ปีหน้าเราอาจเติบโตได้น้อยกว่าร้อยละ 20” มร.เหริน กล่าว
ปีที่แล้ว แซททีอี บริษัทด้านอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมสัญชาติจีนก็ประสบภาวะยากลำบาก หลังจากทางการสหรัฐฯพบว่าบริษัทละเมิดมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านและเกาหลีเหนือ ผลคำตัดสินของศาลสหรัฐฯส่งผลให้ราคาหุ้นของแซททีอีร่วงลงมา และหน่วยงานสำคัญ ๆ ของบริษัทก็ต้องถูกระงับการทำงานหลังรัฐบาลสหรัฐฯสั่งห้ามไม่ให้บริษัทซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพื่อผลิตอุปกรณ์ของบริษัท
มร.เหริน กล่าวว่า Huawei คงไม่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับแซททีอี หากบริษัทจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เรื่องการละเมิดการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน
“เราได้ลงทุนอย่างมหาศาลด้านการวิจัยและพัฒนามานานหลายปี ดังนั้นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับ ZTE จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับ Huawei แน่นอน” มร.เหริน กล่าว
อ้างอิง CNBC
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด