
ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2026 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดให้ประเทศไทยขยับขึ้นจากเดิม 4 อันดับสู่ อันดับที่ 26 ของโลก อันเป็นผลจากอันดับที่ดีขึ้นในด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้นถึง 3 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับจากปีก่อน
IMD WCC จัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (World Competitiveness Rankings) ซึ่งเป็นการวัดความสามารถของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการนำจุดแข็งของตนมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัย (factors) ได้แก่ ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard Data) ที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสถิติต่าง ๆ ร่วมกับการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร (Executive Opinion Survey) ซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี


สำหรับการจัดอันดับปี 2569 สิงคโปร์ กลับมาทวงตำแหน่งเขตเศรษฐกิจที่มีความสามารถแข่งขันสูงที่สุดในโลกคืนจากสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่เคยขึ้นสูงสุดถึงอันดับ 1 มาแล้วในปี 2567 แม้ว่าปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจจะหล่นลงไป 2 อันดับไปเป็นอันดับที่ 3 แต่การปรับตัวขึ้นของปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ขยับตัวขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 1 รวมไปถึงปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 1 อันดับมาเป็นอันดับที่ 5 และปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่ 3 ต่อเนื่องอีกหนึ่งปี ทำให้สิงคโปร์กลับมาเป็นอันดับ 1 อีกครั้งด้วยการที่ทั้ง 4 ปัจจัยหลักยังคงเกาะกลุ่มผู้นำได้ทั้งหมด
ส่วนอันดับที่ 2 กลายเป็น ฮ่องกง ที่สามารถขยับอันดับขึ้นจากเดิมมาหนึ่งอันดับ โดยสาเหตุหลักคือปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ยังคงรักษาอันดับที่ 2 ได้ต่อเนื่องอีกหนึ่งปี ในขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ ร่วงลงไปเป็นอันดับ 3 ด้วยสาเหตุสำคัญคือการชะงักงันของเงินทุนไหลเข้า การจ้างงานที่ลดลง และต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งต่างๆ จนทำให้การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึง 24 อันดับไปเป็นอันดับที่ 37

ข้อแตกต่างในปี 2569 IMD WCC ขยายขอบเขตการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันให้ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจที่มีบทบาทในเวทีระดับโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีการนำมาจัดอันดับเพิ่มเติม ได้แก่ เวียดนาม ทำให้การจัดอันดับในปี 2569 ครอบคลุมทั้งสิ้น 70 เขตเศรษฐกิจ ใน 6 ทวีปทั่วโลก
นอกจากนี้ IMD WCC ยังปรับปรุงตัวชี้วัด (indicators) ที่ใช้ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน โดยมีการปรับรายละเอียดถึง 11 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย การนำตัวชี้วัดที่เป็นเพียง Background Data และไม่ได้ใช้ในการจัดอันดับให้เข้ามาอยู่ในการจัดอันดับ ได้แก่ Apartment rent และการเปลี่ยนนิยามหรือแหล่งของข้อมูล เช่น ตัวชี้วัด Start-ups days จากจำนวนวันที่ใช้ในกระบวนการจดทะเบียนธุรกิจตามแบบสำรวจ Doing Business ของธนาคารโลก มาเป็นจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจตามแบบสำรวจ Business Ready ของธนาคารโลก
หรือการเปลี่ยนรูปแบบและขอบเขตของตัวชี้วัด เช่น ตัวชี้วัด Remuneration of management เป็น Remuneration in high skilled professions โดยขยายขอบเขตจากเดิมที่พิจารณาผู้บริหารและแรงงานทักษะสูงเพียงบางกลุ่ม มาเป็นครอบคลุมค่าเฉลี่ยของแรงงานทักษะสูงทั้งหมด
อีกประเด็นสำคัญของ IMD ปีนี้คือ การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดจากคำว่า Digital ไปสู่ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้คะแนนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยร่วงลงถึง 7 อันดับ เพราะไทยยังขาดแคลนทั้ง AI Skills, การลงทุนใน AI จากภาคธุรกิจ และกฎระเบียบที่รองรับด้านนี้อย่างเหมาะสม

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน วิเคราะห์ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 ในภาพรวมดังนี้
เมื่อเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับรวม 6 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีอันดับที่ 1 และ 15 ตามลำดับ
ด้านปัจจัยหลักที่ IMD ใช้ในการจัดอันดับ 4 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่ใช้ข้อมูลสถิติจำนวน 172 ตัวชี้วัด และการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจอีก 92 ตัวชี้วัด รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 264 ตัวชี้วัด พบว่าประเทศไทยมีผลการจัดอันดับในแต่ละด้าน ดังนี้

ปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 8 เป็นอันดับที่ 10 โดยเป็นผลจากปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ที่ปรับลดลง 5 อันดับมาเป็นอันดับที่ 9 และการจ้างงาน (Employment) ที่ลดลงจากอันดับที่ 3 เป็นอันดับที่ 4 ถึงแม้ปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) จะมีอันดับคงเดิมที่อันดับ 38 และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 24 และปัจจัยย่อยด้านราคา (Prices) ที่ดีขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 12 ก็ตาม

ยังคงอยู่ในอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อน แม้ว่าปัจจัยย่อยเกือบทั้งหมดจะปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ด้านนโยบายภาษี (Tax Policy) ขยับขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 7 ด้านการคลังสาธารณะ (Public Finances) ขยับขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 29 กรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) ขยับขึ้น 3 อันดับเป็นอันดับที่ 46 กรอบการบริหารสังคม (Societal Framework) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 39 และปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ (Business Legislation) คงเดิมที่อันดับที่ 40 ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังคงมีปัจจัยย่อยถึง 3 ด้านที่ยังมีอันดับค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะปัจจัยย่อยด้านกรอบการบริหารภาครัฐ ซึ่งประเด็นสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความท้าทายของไทยก็เช่น การบังคับใช้กฎหมาย (rule of law) คอร์รัปชัน และความโปร่งใสของภาครัฐ (transparency) ยังคงอยู่ระดับต่ำในอันดับที่ 57 52 และ 51 ตามลำดับ
นอกจากนี้ อันดับของปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจซึ่งมีตัวชี้วัดจากความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจถึง 13 จาก 19 ตัวชี้วัด สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยังเป็นประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

ขยับขึ้นจากอันดับที่ 24 มาอยู่ในอันดับที่ 21 โดยปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity and Efficiency) ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 37 ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) ขยับขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 10 ด้านภาคการเงิน (Finance) ขยับขึ้นถึง 6 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 31 และด้านการบริหาร (Management Practices) ขยับตัวขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 24 โดยปัจจัยย่อยด้านค่านิยมและทัศนคติ (Attitudes and Values) เป็นปัจจัยย่อยเดียวที่มีอันดับลดลง โดยลดลง 3 อันดับเป็นอันดับที่ 25 จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ทั้งนี้ในปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพที่ถึงแม้จะมีอันดับดีขึ้นแต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในระดับตัวชี้วัดพบว่าประเทศไทยยังผลิตภาพต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพของแรงงาน และผลิตภาพของแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาเพื่อแข่งขันได้ภายใต้สถานการณ์โลกปัจจุบัน

ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 เป็นอันดับที่ 45 โดยปัจจัยย่อยด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) ปรับตัวดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 20 ในขณะที่ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) และด้านการศึกษา (Education) ถึงแม้จะมีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 58 และ 55 เป็นอันดับที่ 56 และ 52 ตามลำดับ แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป ส่วนปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) คงที่ในอันดับที่ 37 ส่วนใน ด้านโครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) ลดลงถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 39 เป็นผลจากการมีตัวชี้วัดใหม่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้
เมื่อดูภาพรวมปัจจัยที่เป็น Key Attractiveness Indicators ของไทยในปี 2569 จะเห็นว่าไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนๆ มากนัก โดยประเด็นที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทยยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติที่เปิดกว้างและความเป็นมิตรในทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนที่แข่งขันได้ ในขณะที่ประเด็นที่เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ระบบภาษีที่แข่งขันได้ ระบบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ความสามารถของภาครัฐ รวมถึงการศึกษาในขั้นสูง ยังคงได้รับการเลือกในสัดส่วนที่ต่ำกว่า ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มประเทศที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันในอันดับต้นๆ
ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ก็ 'ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว' โดยประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งในด้านพื้นฐาน เช่น ผลิตภาพและประสิทธิภาพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมถึงปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในโลกแห่งอนาคตคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ IMD ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดอันดับปีนี้ถึง 9 ตัวชี้วัดด้วยกัน

หลังผลการจัดอันดับ IMD 2026 ออก คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA และทีมวิเคราะห์วิจัย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์กลุ่มย่อยในวันถัดมา โดย Techsauce สอบถามถึงประเด็นอันดับไทยกับเวียดนาม ที่ตามกันมาแบบหายใจรดต้นคอ ทั้งที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรก ซึ่งคุณธีรนันท์ให้คำตอบในหลายมิติที่สำคัญ ดังนี้


แม้อันดับ 26 ของประเทศไทยในปีนี้เป็นการขยับขึ้นจากปีที่ผ่านมา แต่ทาง TMA ย้ำว่า ไทยไม่สามารถชะล่าใจได้ เพราะหากพิจารณา 'ไส้ใน' จะพบว่าเรากำลังเสียเปรียบเวียดนามในจุดที่เป็น 'เครื่องยนต์แห่งอนาคต' และอีกหลายด้านที่เทียบกับประเทศต่างๆ แล้ว เรียกได้ว่าอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ อาทิ ด้านกฎหมายและระเบียบต่างๆ (Rule of law) ทั้งในมุมการออกกฎและบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เขตเศรษฐกิจที่เป็นผู้นำในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือสวิตเซอร์แลนด์ มีร่วมกันคือ ความสามารถเชิงสถาบัน (institutional capacity) ที่ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเชื่อมั่นมากพอที่จะคาดการณ์และตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การค้นคว้าวิจัย หรือการสร้างความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน
สำหรับประเทศไทย TMA ตอกย้ำว่า ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในปี 2569 ช่วยส่งสัญญาณเตือนถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ว่ามีความท้าทายใหม่ๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสนใจและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ กฎหมายและกฏระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ความไม่มั่นใจต่อศักยภาพในการยืดหยุ่นและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภาคเอกชน และความพร้อมเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
และยังปิดท้ายด้วยข้อท้าทายสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ดังนี้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด