
ความขัดแย้งและสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นสะเทือนพลังงานโลกอันเป็นผลจากการที่อิหร่านปิด/ไม่ให้หลายประเทศผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และแม้มีการต่อรอง หรือแม้กระทั่งขีดเส้นตาย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าสงครามจะจบลงได้จริงๆ
ไม่นานมานี้ไปรับฟังข้อมูลในงานแถลงข่าวประจำไตรมาส 1 ปี 2569 'ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง' ซึ่งจัดขึ้นโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ทางศูนย์ฯ มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอาจกระทบราคาน้ำมันให้ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งจะกดดันทั้งเศรษฐกิจไทย และอาจดันเงินเฟ้อเข้าหากรอบบนของเป้าเงินเฟ้อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด นำทีมผู้บริหารศูนย์วิจัยกสิกรไทยมาร่วมให้ข้อมูล คาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ผลกระทบ ฯลฯ จากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยสรุปได้ว่าสามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 มิติ นั่นคือ
คุณบุรินทร์ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปจนถึง แรงกดดันต่อราคาอาหารโลก ในระยะต่อไป
สถานการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อ การค้าและการคมนาคมขนส่งทางอากาศ ในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ จำนวนเที่ยวบินลดลง และ ต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในมิติการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น สวนทางกับสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับจีดีพีโลกและของไทย ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น
คุณบุรินทร์ให้ข้อมูลเรื่องอุตสาหกรรมการผลิตที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ นั่นคือ ฮีเลียม (Helium) และ ซัลเฟอร์ (Sulfur) เพราะทั้งสองเป็นเคมีภัณฑ์สำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตชิป (เซมิคอนดักเตอร์) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
โดยก๊าซฮีเลียมเป็นตัวหล่อเย็นในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งยังเป็นเคมีภัณฑ์สำคัญในการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในไทย ขณะที่ซัลเฟอร์จะถูกนำไปใช้ในรูปแบบกรดซัลฟิวริก สำหรับการทำความสะอาดแผ่นเวเฟอร์ (Wafer cleaning) ขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการผลิตชิป
มีความเสี่ยงสูงที่ ฮีเลียมและซัลเฟอร์ จะได้รับผลกระทบจากปัญหาในตะวันออกกลางเพราะราว 1 ใน 3 ของอุปทานฮีเลียมทั่วโลก หรือ 34% ของฮีเลียมมาจากประเทศกาตาร์ ขณะที่สัดส่วนการส่งออกซัลเฟอร์ทั่วโลกถึง 45% มาจากกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งหรือต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อีกประเด็นใหญ่ที่โลกต้องจับตา คือ ผลกระทบของปัญหาการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบ 1 ใน 3 ของ 'อุปทานปุ๋ย' ทั่วโลก และจะเป็นสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งถ้าดูจากสัดส่วนประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยทางทะเลจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf Region) ในปี 2024 พบว่ามีประเทศไทยอยู่ในนั้น และมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากอุปทานชะงักงันอยู่ใน 10 ประเทศแรก ดังนี้
จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 27% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยทางทะเลทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึง 'ต้นทุนด้านการเกษตร' ในอนาคต

คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2-0.7 หลังมองว่าสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก
โดยผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75–90 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน อาจทำให้เงินเฟ้อทั่วไปหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 ในขณะที่ ทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
ด้านผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย คุณณัฐพรกล่าวต่อถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ การพึ่งพาพลังงาน ความเสี่ยงการค้า การท่องเที่ยว และเสถียรภาพต่างประเทศ


ดร. รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราวร้อยละ 8.1

นอกจากนี้ ดร. รุจิพันธ์กล่าวว่า สงครามอิหร่านจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราวร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม
อย่างไรก็ดี ไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปตะวันออกกลางเพียง 0.7% ของทั้งหมด เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบน้อย ส่วนการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกคาดว่าจะยังคงสนับสนุนภาคการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยคาดว่าจะส่งผลให้เติบโตที่ร้อยละ 11.5 ในปี 2569 ชะลอลงจากปี 2568 ที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 38.3

ด้านความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย คุณเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุตัวเลขประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคน จากคาดการณ์ทั้งปี คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
โดยสิ่งที่เกิดตามมาคือ การหยุดชะงักของเส้นทางบิน เพราะสายการบินต้องเลี่ยงการบินผ่านอิหร่านและจุดเปลี่ยนเครื่องในตะวันออกกลางที่โดฮาและดูไบ โดยต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่แคบลงและใช้เวลานานขึ้น เช่น ผ่านอุซเบกิสถาน จอร์เจีย หรืออียิปต์แทน
ร่วมกับสถานการณ์ ต้นทุนการบินพุ่งสูง เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A1) พุ่งสูงขึ้นเกือบ 80% ภายใน 2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ ส่งผลให้สายการบินต้องลดจำนวนเที่ยวบินและราคาค่าโดยสารจึงยิ่งแพงขึ้น
คุณเกวลินสรุปในตอนท้ายว่า 5 ผลกระทบกดดันการดำเนินธุรกิจที่จะเกิดตามมา คือ 1) ต้นทุนพลังงานปรับขึ้น 2) สินค้าขาดแคลน/ขนส่งล่าช้า 3) การผลิตชะงัก 4) ผู้บริโภคยิ่งระวังการใช้จ่าย และ 5) กำไร/มาร์จิ้นธุรกิจแย่ลง

ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าว คุณบุรินทร์พูดถึงคำว่า Force Majeure (ฟอร์ซ มาเจอร์) โดยอธิบายว่า เป็นศัพท์กฎหมายภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึง 'เหตุสุดวิสัย' หรือ Act of God ความหมายก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดแบบไม่คาดคิดและส่งผลกระทบต่อคู่สัญญา ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักรุนแรงได้
อย่างในสถานการณ์ความขัดแย้งที่กระทบการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีบริษัทใช้หลัก Force Majeure เป็นข้ออ้างว่าได้รับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยเพื่อยกเลิกสัญญาการส่งมอบสินค้าชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะถูกลงโทษหรือชดใช้ค่าเสียหาย (Companies declared 'Force Majeure' to avoid penalties)
เช่น Formosa Petrochemical Corp (FPCC) ธุรกิจปิโตรเคมีจากไต้หวัน ที่ประกาศเหตุสุดวิสัยจากสงครามในอิหร่าน ทำให้การส่งมอบวัตถุดิบบางส่วนล่าช้าออกไป อาทิ เอทิลีน (ethylene) พรอพิลีน (propylene) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อการผลิตพลาสติก
นอกเหนือจากนี้ Force Majeure อาจกระทบต่อภาคการผลิตในประเทศไทยได้ เช่น อุตสาหกรรมผู้ผลิตพลาสติกและ PVC ที่อาจต้องสะดุด เพราะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างเอทิลีนและพรอพิลีนนั่นเอง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด