ภาพใหม่ของจีนในยุค China Opportunity 2.0 สรุป Keynote จาก Li Qiang ในงาน Summer Davos 2026

บนเวที Summer Davos 2026 ที่เมืองต้าเหลียน Li Qiang นายกรัฐมนตรีจีน ได้ขึ้น Keynote สำคัญเพื่ออธิบายเศรษฐกิจจีนผ่าน 4 คำ คือ Stability, Innovation, Dynamism และ Integration

Li Qiang กำลังพยายามรีเฟรมบทบาทจีนจาก 'China shock 2.0' หรือภาพจีนในฐานะแรงกระแทกต่ออุตสาหกรรมโลก ไปสู่ 'China opportunity 2.0' หรือจีนในฐานะพื้นที่สร้างโอกาสรอบใหม่ให้บริษัททั่วโลก

แกนของ Keynote ครั้งนี้คือการอธิบายโมเดลเศรษฐกิจจีนรอบต่อไปจากมุมมองของ Li Qiang ซึ่งจะวัดกันที่ความสามารถในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินค้า เปลี่ยนตลาดขนาดใหญ่ให้เป็นสนามทดลอง และเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นโครงสร้างโอกาสสำหรับคนอื่น

นี่คือสารที่จีนอยากให้โลกได้ยินในปีที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น กำแพงการค้าและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีสูงขึ้น และหลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่าการเติบโตของจีนจะเป็นโอกาสหรือแรงกดดันต่อเศรษฐกิจตัวเอง

4 คำที่จีนใช้ตั้งฐานใหม่ให้โลก

คำแรกคือ Stability หรือเสถียรภาพ Li Qiang ระบุว่าเศรษฐกิจจีนเติบโต 5.0% ในไตรมาสแรกของปี 2026 

ตัวเลข 5% อาจดูไม่หวือหวาในวันที่หลายประเทศกำลังมองหาการเติบโตใหม่ สำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ระดับจีน เสถียรภาพกลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจในตัวเอง เพราะมันส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ Supply Chain นักลงทุน และบริษัทต่างชาติที่ต้องตัดสินใจว่าจะยังวางจีนไว้ในแผนระยะยาวหรือไม่

คำที่สองคือ Innovation Li Qiang พูดถึง AI, Quantum Information, Integrated Circuits, Nuclear Fusion และ Embodied Intelligence โดยเฉพาะ Embodied Intelligence ซึ่งควรเข้าใจว่าเป็น AI ที่ขยายจากหน้าจอหรือซอฟต์แวร์ เข้าไปอยู่ในหุ่นยนต์ เครื่องจักร รถ หรืออุปกรณ์กายภาพที่ต้องรับรู้และทำงานในโลกจริง

คำที่สามคือ Dynamism หรือพลวัตของตลาดภายในประเทศ เขายกตัวอย่างบริการ ท่องเที่ยว กีฬา อุปกรณ์ Smart Device และระบุว่าจีนมีพัสดุด่วนมากกว่า 515 ล้านชิ้นต่อวัน สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือจีนยังมีตลาดภายในที่หมุนเร็วพอจะทำให้สินค้าใหม่ถูกทดลอง ใช้จริง และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

คำสุดท้ายคือ Integration หรือการเชื่อมกับโลก Li Qiang ระบุว่าจีนยังเดินหน้าเปิดประเทศ และกล่าวว่าจีนเป็นตลาดนำเข้าใหญ่อันดับ 2 ของโลกต่อเนื่อง 17 ปี ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 การนำเข้าเติบโต 20.5% 

Innovation ที่ข้ามจากแล็บสู่ตลาดจริง

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของ Keynote คือวิธีที่ Li Qiang อธิบายนวัตกรรมของจีน เขาเริ่มจากกระบวนการก่อนจะไปถึงผลลัพธ์ เพื่อชี้ว่าเทคโนโลยีจีนไม่ได้เกิดจากการประกาศบนเวทีเพียงครั้งเดียว

เขาระบุว่าในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 14 ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 การใช้จ่ายด้าน R&D ของจีนเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% และทำให้จีนเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้าน R&D สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก 

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ Huawei

Li Qiang ระบุว่า Huawei เผชิญแรงกดดันจากการปิดกั้นทางเทคโนโลยี แต่ยังลงทุนด้าน R&D มากกว่า 1 ล้านล้านหยวน ในช่วงเกือบ 10 ปี ตัวเลขจากรายงานประจำปี 2025 ของ Huawei ช่วยยืนยันว่า บริษัทใช้เงิน R&D 192.3 พันล้านหยวน ในปี 2025 และลงทุน R&D สะสมตลอด 10 ปีรวม 1.382 ล้านล้านหยวน

Huawei จึงถูกใช้เป็นเคสของสิ่งที่จีนอยากเล่าให้โลกฟังว่า ความสามารถด้านเทคโนโลยีจีนเกิดจากการยอมจ่ายเงินและใช้เวลาอยู่กับโจทย์ยากนานพอ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาองค์ความรู้สะสม เช่น ชิป ระบบปฏิบัติการ โครงสร้างพื้นฐาน Cloud และอุปกรณ์สื่อสาร

แต่ R&D เป็นเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือการนำเทคโนโลยีออกจากห้องแล็บไปสู่ตลาดจริง

Li Qiang ใช้คำเปรียบเทียบว่า "การกระโดดที่ยากที่สุดของนวัตกรรมมักไม่ได้อยู่ในห้องแล็บ แต่อยู่ที่การข้ามทะเลดาร์วินระหว่างห้องแล็บกับตลาด" (The most difficult leap in innovation is often not the one inside the lab, but the one across the Darwinian sea that separates the lab from the market.)

'ทะเลดาร์วิน' ในบริบทนี้หมายถึงช่วงที่เทคโนโลยีต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผู้ใช้จริง ต้นทุนจริง การผลิตจริง และการแข่งขันจริง เทคโนโลยีจำนวนมากทำงานได้ในงานวิจัย แต่ไม่สามารถกลายเป็นสินค้าที่คนใช้ทุกวันได้ จุดที่จีนพยายามชูขึ้นมาคือจีนมีโครงสร้างบางอย่างที่ช่วยให้การข้ามช่องว่างนี้เกิดเร็วกว่าเดิม

ตลาด 1.4 พันล้านคนคือสนามทดลองขนาดใหญ่

Li Qiang ระบุว่าจีนมีทั้งระบบอุตสาหกรรมที่ครบและตลาดขนาดใหญ่ เมื่อเทคโนโลยีใหม่ได้รับการสนับสนุนจากกำลังการผลิตของจีน เทคโนโลยีนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ใช้จริงได้เร็วขึ้น

เขายกเรื่องหนึ่งจาก China International Supply Chain Expo ว่ามีผู้แสดงสินค้ารายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ในประเทศของเขา การเปลี่ยนสิ่งประดิษฐ์ให้เป็นการใช้งานจริงอาจใช้เวลาหนึ่งปี แต่ที่ Shenzhen ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์จาก Blueprint ไปสู่สินค้าที่จับต้องได้

ในอดีต โอกาสของจีนในสายตาบริษัทต่างชาติอาจอยู่ที่กำลังซื้อขนาดใหญ่ ต้นทุนการผลิต และฐานโรงงาน แต่ในกรอบใหม่ที่ Li Qiang พยายามเสนอ จีนคือพื้นที่ที่บริษัทสามารถหาพาร์ทเนอร์ได้ตั้งแต่ R&D, Prototyping ไปจนถึง Mass Production ภายในระบบนิเวศเดียว

ตลาด 1.4 พันล้านคนจึงทำหน้าที่มากกว่าการเป็นจำนวนผู้บริโภค มันคือระบบ feedback ขนาดใหญ่ เทคโนโลยีใหม่สามารถถูกทดลอง ปรับปรุง และทำซ้ำในหลายสถานการณ์พร้อมกัน ยิ่งผู้ใช้มาก ยิ่ง feedback มาก ยิ่งเกิดการปรับผลิตภัณฑ์เร็ว

Unitree Robotics หนึ่งในตัวอย่างบริษัทจีนที่โตเร็ว

Li Qiang เล่าว่า Unitree ซึ่งเป็นบริษัทหุ่นยนต์จาก Hangzhou เคยมีมูลค่าราว 10 ล้านหยวนกว่า ๆ ในปี 2016 แต่ปัจจุบันมีมูลค่าราว 4.2 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นหลายพันเท่าในราว 10 ปี 

Unitree เป็นภาพของสิ่งที่จีนเรียกว่า Embodied Intelligence ที่กำลังจะถูกนำไปใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ หุ่นยนต์และ AI เชิงกายภาพต้องอาศัยทั้งซอฟต์แวร์ เซนเซอร์ มอเตอร์ แบตเตอรี่ วัสดุ การผลิต และช่องทางใช้งานจริง 

จาก China shock 2.0 สู่ China opportunity 2.0

ประโยคที่เป็นแกนของ Keynote อยู่ตรงที่ Li Qiang พูดถึง 'China shock 2.0'

เขาระบุว่ามีบางฝ่ายกังวลต่อความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของจีน และมีสื่อบางแห่งใช้คำว่า 'China shock 2.0' เพื่ออธิบายภาพจีนในฐานะแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก แต่เขาเสนอกรอบอีกแบบว่า การพัฒนาของจีนควรถูกมองเป็น 'China opportunity 2.0'

'China shock 2.0' มองจีนผ่านผลกระทบที่อุตสาหกรรมโลกต้องตั้งรับ ส่วน 'China opportunity 2.0' มองจีนผ่านโครงสร้างที่บริษัททั่วโลกสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งตลาด เทคโนโลยี เงินทุน Talent และ Supply Chain ที่พร้อมต่อยอดสินค้าใหม่

Li Qiang ระบุว่าในปี 2025 มีบริษัทต่างชาติที่จัดตั้งในสาขาการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และบริการทางเทคโนโลยี 14,000 ราย เพิ่มขึ้น 27.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังยกระดับบทบาทในจีนจากฐานการผลิตไปสู่ศูนย์นวัตกรรม

พูดอีกแบบหนึ่ง จีนต้องการให้โลกมองตัวเองเป็นระบบที่ช่วยให้บริษัทเปลี่ยนไอเดียเป็นสินค้าได้เร็วขึ้น

Open-source AI และกติกานวัตกรรมโลก

อีกประเด็นที่ Li Qiang พูดถึง China opportunity 2.0 คือ Open-source AI

เขาระบุว่าโมเดล AI แบบ open-source ขนาดใหญ่ของจีนถูกดาวน์โหลดสะสมทั่วโลกมากกว่า 10,000 ล้านครั้ง 

จีนกำลังพยายามบอกว่า นวัตกรรมของจีนเริ่มขยายจากสินค้า Hardware และโรงงาน ไปสู่เครื่องมือพื้นฐานที่นักพัฒนา บริษัท และประเทศอื่นนำไปสร้างของตัวเองได้

ตรงนี้ทำให้คำว่า 'โอกาสจากจีน' มีความหมายกว้างขึ้น จากเดิมที่หมายถึงการขายสินค้าเข้าไปในตลาดจีน หรือการผลิตของในจีน กลายเป็นการใช้เทคโนโลยีจีนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนวัตกรรมของตัวเอง

ในประเด็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่โลกกำลังพูดถึง และมีการจำกัดการเข้าถึงจากจีน Li Qiang บอกว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ควรเป็นเครื่องมือที่สร้างประโยชน์ให้ผู้คนในหลายประเทศ ไม่ใช่แหล่งความปั่นป่วนที่บั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพ

ประโยคสำคัญคือ "ไม่มีประเทศใดหรือบริษัทใดประสบความสำเร็จได้โดยลำพัง" (no country or company can succeed alone.)

จาก Keynote รอบนี้แสดงให้เห็นว่า จีนกำลังวางตัวเองเป็นทั้งตลาด โรงงาน ห้องทดลอง แหล่งทุน และ platform สำหรับนวัตกรรมโลกในเวลาเดียวกัน

อ้างอิง : เซสชัน Opening Plenary จากงาน Summer Davos 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

8 หน่วยงานรัฐจับมือเปิดตัว ‘Thailand FastPass’ เปลี่ยนรัฐจากผู้กำกับดูแลสู่ผู้อำนวยความสะดวก ร่นเวลาอนุมัติลงทุนได้ถึง 50%

รัฐบาลเปิดตัว Thailand FastPass ผนึก 8 หน่วยงานรัฐลงนาม MOU ร่นเวลาอนุมัติลงทุน 20-50% มอบบัตรล็อตแรก 25 โครงการ มูลค่า 223,000 ล้านบาท ดันเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 700,000 ล...

Responsive image

อนาคตของคนในโรงงาน ไม่ได้ถูกแทนที่ แต่จะถูกย้ายจากการทำซ้ำไปสู่การกำกับระบบ สรุปคู่มือการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ จาก World Economic Forum

รายงาน Human Machine Collaboration in Industrial Operations ของ World Economic Forum ร่วมกับ Accenture กำลังตั้งคำถามตัวโตว่า เราจะขยับจากการเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์ในไลน์ผลิต หรือจำนวนร...

Responsive image

Data Center ที่ร้อนกว่าอ่างน้ำอุ่น แต่ประหยัดทั้งน้ำ และไฟ NVIDIA กับแนวคิดระบบหล่อเย็น 45 องศา เเปลี่ยนจากทำให้เย็น เป็นทำให้ร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่างน้ำร้อนที่เราเห็นตามโรงแรม มักมีอุณหภูมิประมาณ 38–40 องศาเซลเซียส แค่นี้ก็ร้อนจนคนส่วนใหญ่แช่ได้ไม่นาน ประมาณ 15 นาที ก็ต้องลุกแล้ว แต่เซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นใหม่ของ NVIDIA กลับ...