กระทรวง อว. - NIA ดันไทยสู่ FoodTech Hub ผ่าน 'SPACE-F ปี 7' ครั้งแรกของการยกระดับสู่โครงการนานาชาติ

เป็นอีกข่าวใหญ่ของวันนี้ เมื่อ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และพันธมิตรใหม่ Foodland Ventures จากไต้หวัน มาร่วมเปิดตัว 'SPACE-F ปีที่ 7' โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

SPACE-F

สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 นี้มุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด (Led Growth) พร้อมเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่จะมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาและทดลองนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ (Death Valley) และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดย ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันนโยบาย 'ครัวไทยสู่โลก' เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย 

"แนวทางนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวง อว. ในปีนี้ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค (Wellness Thailand) โดยมีอาหาร และการแพทย์ เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ GI (Geographical Indication) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนอัตลักษณ์และสร้างความโดดเด่นให้สินค้าไทยในตลาดโลก"

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเร่งให้ประเทศไทยสามารถแปลงศักยภาพด้านอาหารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนา ต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือต้นแบบ และได้ทดสอบการใช้งานจริงกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจในการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง ช่วยลดความเสี่ยงและช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย

และจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 7 ของ SPACE-F สะท้อนศักยภาพที่แข็งแกร่งของไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับภูมิภาค และมีส่วนช่วยในการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า NIA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตทางธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมา โครงการ SPACE-F ได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับภูมิภาค ด้วยการบ่มเพาะและเร่งสร้างสตาร์ตอัปมากกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก และสามารถสร้างมูลค่าการระดมทุนรวมได้สูงกว่า 5,100 ล้านบาท 

สำหรับโครงการ SPACE-F ปีที่ 7 ดร.กริชผกาบอกว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมสร้างสถิติใหม่ในระดับสากล โดยมีจำนวนผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 204 ราย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 156 รายในรุ่นที่ 6 และ 148 รายในรุ่นที่ 2 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสตาร์ตอัปทั่วโลกต่อศักยภาพของโครงการ 

ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการเข้าถึงในระดับนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้สมัครจาก 57 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 34 ประเทศในรุ่นก่อนหน้า เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า SPACE-F เป็นแพลตฟอร์มระดับสากลที่เชื่อมโยงและขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของโลกอย่างแท้จริง

“โครงการ SPACE-F ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้มีความแข็งแกร่งและครบวงจร ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ร่วมพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์จริง (Proof of Concept: POC) ร่วมกับพันธมิตรองค์กรขนาดใหญ่ ตลอดจนโอกาสเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล" 

เช่น การทดสอบนวัตกรรมโปรตีนที่มุ่งเน้นด้านรูปลักษณ์ ความสดใหม่ และรสชาติ ร่วมกับไทยยูเนี่ยน การพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพและโภชนาการยุคใหม่ร่วมกับไทยเบฟและเนสท์เล่ การใช้ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกจากมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนการเสริมศักยภาพด้านการระดมทุนจาก Foodland Ventures ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบ สู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1. โภชนาการส่วนบุคคล 2. โปรตีนแห่งอนาคต  3. ระบบอาหารหมุนเวียน 4. การผลิตอัจฉริยะ 5. การผลิตที่ยั่งยืน 6. ความปลอดภัยอาหาร และ 7. ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด  พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก

นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director - Group Innovation บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า  ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ SPACE-F บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระบวนการ Proof of Concept (POC) เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์โปรตีนแห่งอนาคตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล 

ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและการถนอมอาหารที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การคงคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการวิจัยด้านประสาทสัมผัส (Sensory) เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ SPACE-F ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานแบบ 'No Equity Taken' เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเติบโตได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว

รศ. ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยมหิดลจึงทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูง โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) และเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้จริง (Lab-to-Market) ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีอาหารระดับโลก การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการ SPACE-F ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศอีกด้วย

นางสาวเจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า เนสท์เล่ (Nestlé) ผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้สร้างบทบาทสำคัญเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการ SPACE-F โดยมุ่งยกระดับสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหาร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) และประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด “Good food, Good life” พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ ตอบโจทย์โภชนาการ สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี (Nutrition, Health and Wellness) และสนับสนุนการใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ไขความท้าทายของระบบอาหารในระดับโลก ควบคู่กันนี้ เนสท์เล่ยังผลักดันการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน ผ่านการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้เรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายศูนย์วิจัยระดับโลก ในด้านเทคโนโลยีการถนอมอาหาร บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ

วิคเตอร์ เฉิน ซีอีโอ ฟู้ดแลนด์ เวนเจอร์ส กล่าวทิ้งท้ายว่า Foodland Ventures เป็นบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) และ Accelerator ชั้นนำจากไต้หวัน ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในโครงการ SPACE-F เพื่อผลักดันสตาร์ตอัป ด้านเทคโนโลยีอาหารให้สามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมจากไต้หวันกับเครือข่ายอุตสาหกรรมอาหารในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Restaurant Automation, Alternative Protein และ Smart Supply Chain Foodland Ventures พร้อมสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านการเข้าถึงตลาดและทรัพยากรในไต้หวัน การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและกลยุทธ์ธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อทดสอบโซลูชัน ในสภาพแวดล้อมจริง โดยที่ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “FoodTech Corridor” ระหว่างไทย–ไต้หวัน  เพื่อยกระดับศักยภาพสตาร์ตอัป และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสู่อนาคตที่ยั่งยืนในระดับสากล

นอกจากนี้ อีกหนึ่งพันธมิตรที่สำคัญ คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับสตาร์ตอัป ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ SPACE-F มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ที่ส่งเสริมศักยภาพของฟู้ดเทคสตาร์ตอัปและให้คำแนะนำทางธุรกิจและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปค้นพบ แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอาหารโลกได้อย่างแท้จริง

โครงการ SPACE-F ปี 7 เปิดตัวสตาร์ตอัป 20 ราย จาก 10 ประเทศ

SPACE-F

โครงการ SPACE-F ปี 7 นี้ ยังเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศทั่วโลก โดยทั้งหมดจะมีโอกาสร่วมพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรอุตสาหกรรมชั้นนำ ครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบในระดับอุตสาหกรรม ไปจนถึงการต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในตลาดจริง ได้แก่

สตาร์ตอัป 10 ทีมในโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) ได้แก่

  1. Terra Bioindustries Inc (แคนาดา) นำของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมาอัปไซเคิลเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง เช่น น้ำตาล โปรตีน และไฟเบอร์ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ไบโอเทค และเคมี
  2. Nucaps (สเปน) พัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่จากโปรตีน ที่ใช้เทคโนโลยีห่อหุ้มสารสำคัญและโพรไบโอติกส์ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ลดต้นทุน และทำให้รสชาติดีขึ้น ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. BeNatureBioLab (เกาหลีใต้) พัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่ ด้วยเทคโนโลยีนาโนและไมโครเอนแคปซูเลชันจากโปรตีนธรรมชาติ เพื่อห่อหุ้มสารสำคัญและโพรไบโอติกส์ ช่วยเพิ่มความคงตัว การดูดซึม และประสิทธิภาพของสารในอาหาร อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  4. Kinava (เกาหลีใต้) เปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ ถ่านชีวภาพ (Biochar) และก๊าซชีวภาพภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี HydroThermal Carbonization (HTC) ซึ่งช่วยลดกลิ่น การใช้พลังงาน และการปล่อยมลพิษ
  5. ComexSoft (สเปน) แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ ที่รวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลค้าปลีก พร้อมจับคู่สินค้าที่ใกล้เคียงกันที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
  6. PROTINOS (ไทย) บะหมี่โปรตีนสูงจากไข่ขาวและถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ด้วยเทคนิคการบ่มด้วยเอนไซม์ พร้อมเป็นอาหารที่ช่วยดูแลและป้องกันสุขภาพ
  7. SicPama (เกาหลีใต้) แพลตฟอร์มสั่งอาหารและชำระเงินผ่าน QR พร้อมระบบ CRM ที่เชื่อมโซเชียลกับการใช้บริการจริงและการกลับมาใช้ซ้ำ ช่วยวัดผลตอบแทนและเพิ่มรายได้ให้ร้านอาหาร
  8. Nourish Ingredients (ออสเตรเลีย) ไขมันประสิทธิภาพสูงที่ไม่ได้มาจากสัตว์ ด้วยเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (precision fermentation) เพื่อแก้ปัญหารสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารทางเลือกจากพืช ด้วยการเลียนแบบไขมันสำคัญที่พบในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม
  9. Kresko RNAtech (สหรัฐอเมริกา/อาร์เจนตินา) สารอาหารจาก RNA ชีวภาพในอาหารธรรมชาติ พัฒนาโดย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อให้คงตัวและดูดซึมได้ดีขึ้น สำหรับใช้ในอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  10. Agrifreeze (สิงคโปร์) พัฒนาเทคโนโลยีแช่แข็งด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Field: EMF) เพื่อควบคุมผลึกน้ำแข็งให้มีขนาดเล็ก ลดความเสียหายของอาหาร และคงคุณภาพใกล้เคียงของสด

สตาร์ตอัป 10 ทีมในโครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัป (Incubator Program) ได้แก่

  1. Eatwellconcept (ไทย) แพลตฟอร์มโภชนบำบัดเฉพาะบุคคลด้วย AI สำหรับผู้ป่วย NCDs พร้อมคำแนะนำโภชนาการแบบเรียลไทม์โดยนักกำหนดอาหาร เพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต
  2. AmaranthLab (อังกฤษ) ส่วนผสมโปรตีนจากอะมารันท์ (ผักโขม) สำหรับโภชนาการ GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความอิ่ม เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันหลากหลายประเภท
  3. Openfarming (ซาอุดิอาระเบีย) ระบบปฏิบัติการ AI สำหรับผู้จัดจำหน่ายอาหาร ที่แปลงคำสั่งซื้อจากหลากหลายช่องทางให้เป็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถพยากรณ์ความต้องการได้อัตโนมัติและจัดการสต็อกสินค้าแบบไดนามิก โดยไม่ต้องเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานเดิม
  4. Zuppar Reborn (ไทย) สติกเกอร์สำหรับติดผลไม้และเบเกอรี่ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผลิตจากขยะเหลือทิ้งจากสับปะรด เพื่อใช้แทนฉลากพลาสติกด้วยทางเลือกที่สามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้ 
  5. VeriPura (ไทย/สิงคโปร์) แพลตฟอร์ม AI และ Blockchain สำหรับจัดการเอกสารและตรวจสอบแหล่งที่มาสินค้าอัตโนมัติ ช่วยให้การส่งออกอาหารไปยุโรปเป็นไปตามกฎระเบียบได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ (EU)
  6. YiXingYuan (ไต้หวัน) โรงงานแปรรูปผลไม้ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Factory-in-a-box) โดยใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีสนามไฟฟ้าแรงดันสูง (High Voltage Electric Field HVEF) เพื่อให้สามารถแปรรูปผลไม้ได้จากต้นทาง ช่วยคงคุณภาพของผลผลิต พร้อมลดการใช้พลังงาน ต้นทุน และการเน่าเสีย
  7. JOLA (ไทย) อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเยลลี่ผสมวิตามินที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมรูปแบบ DIY เช่น เจลลี่สำหรับสุนัขและแมว โดยเน้นวัตถุดิบธรรมชาติ โภชนาการที่ดี และสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง
  8. UPLI (อังกฤษ) แพลตฟอร์มการหมักแบบแม่นยำ (Precision fermentation) เพื่อสร้างโปรตีนฟังก์ชันที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับนมแม่ เพื่อนำไปใช้เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในอาหารได้ในระดับอุตสาหกรรม
  9. Emerald Plast (ไทย) วัสดุและบรรจุภัณฑ์อาหารจากแป้งและพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เพื่อทดแทนพลาสติกแบบเดิม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน
  10. Squizify (ไทย) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านความปลอดภัยอาหาร ที่รวมซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ IoT เพื่อช่วยติดตาม ตรวจสอบ และจัดการมาตรฐานธุรกิจอาหารแบบอัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ชุดตรวจโรคไข้ดินจากมหิดล รู้ผลใน 15 นาที แม่นยำกว่า 95% ช่วยวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก พร้อมใช้งานจริงแล้ว

ล่าสุด ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้มีการพัฒนานวัตกรรม MUTM Melioidosis Antibody Test ชุดตรวจโรคไข้ดินแบบ Rapid Test ที่ให้ผลภายใน 15 นาที แม่นยำกว่า 95% พร้อมประกาศความพร้อมกระ...

Responsive image

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล อำลาตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัท KBTG หลังร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประกาศอำลาประธาน KBTG สู่ก้าวใหม่ในฐานะ Advisor to the Board ของ KBank และคุมทัพ KXVC ลุย Future Technology พร้อมสรุปผลงาน 8 ปีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการ T...

Responsive image

Cerebras เดินหน้าเข้าตลาดหุ้น รายได้โต 75% แตะ $510 ล้าน พลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร $238 ล้าน

Cerebras ผู้ผลิตชิป AI ยื่นขอเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง หลังรายได้ปีที่ผ่านมาโต 75% แตะ $510 ล้าน และพลิกมีกำไร $238 ล้าน ท่ามกลางกระแส IPO เทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่มี SpaceX, OpenAI และ Ant...