NASA ทดลองใช้ ‘เลเซอร์‘ สื่อสารครั้งแรกในภารกิจ Artemis II ส่งข้อมูลความละเอียดสูงจากยาน Orion ขณะบินเฉียดดวงจันทร์

ภารกิจ Artemis II ของ NASA กำลังสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของการสำรวจอวกาศ เมื่อยาน Orion spacecraft พานักบินอวกาศเดินทางออกไปไกลจากโลกในระดับที่มนุษย์ไม่เคยไปถึงนับตั้งแต่ยุค Apollo เพื่อปูทางสู่การพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี

ภารกิจนี้ถือเป็นภารกิจแรกของโครงการ Artemis ที่มีมนุษย์ร่วมเดินทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อทดสอบระบบต่าง ๆ ในสภาพอวกาศระยะไกล ตั้งแต่ตัวยาน ระบบสนับสนุนชีวิต ไปจนถึงการทำงานของลูกเรือ แม้จะยังไม่มีการลงจอดบนดวงจันทร์ แต่การบินเฉียดดวงจันทร์ครั้งนี้ถือเป็น “การซ้อมใหญ่” ก่อนภารกิจในอนาคต

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ภารกิจนี้กำลังเปิดฉากสู่ยุคใหม่ของ “การสื่อสารข้ามอวกาศ” ด้วยการทดลองใช้ระบบเลเซอร์จาก MIT Lincoln Laboratory เป็นครั้งแรกในภารกิจที่มีมนุษย์

ยาน Orion spacecraft ถูกติดตั้งกล้องถึง 32 ตัว เพื่อบันทึกภาพและวิดีโอความละเอียดสูง และครั้งนี้เองที่มีการทดลองใช้ “เลเซอร์” ควบคู่กับการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อส่งข้อมูลกลับมายังโลก ซึ่งอาจกลายเป็นเทคโนโลยีหลักของโครงข่ายการสื่อสารในอนาคต รองรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ดาวอังคาร และการเดินทางลึกเข้าไปในอวกาศมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีใหม่ เปลี่ยนการสื่อสารในอวกาศ

ที่ผ่านมา การสื่อสารระหว่างยานอวกาศกับโลกพึ่งพาคลื่นวิทยุเป็นหลักมาตั้งแต่ยุค Apollo แต่ในภารกิจนี้ นักบินอวกาศจะได้ทดลองใช้เลเซอร์เป็นครั้งแรกในการส่งข้อมูลจากอวกาศ

จุดเด่นสำคัญของเลเซอร์คือความสามารถในการส่งข้อมูลได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราการส่งข้อมูลสูงถึงประมาณ 250 เมกะบิตต่อวินาที เทียบกับคลื่นวิทยุที่ทำได้ต่ำกว่า 10 เมกะบิตต่อวินาที ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดภาพและวิดีโอความละเอียดสูงกลับมายังโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ลำแสงเลเซอร์ที่มีความแคบยังช่วยลดปัญหาการรบกวนของสัญญาณ ทำให้การสื่อสารมีความเสถียรมากขึ้นเมื่อเทียบกับระบบเดิม

ความท้าทายของการส่งสัญญาณระยะไกล

แม้เทคโนโลยีเลเซอร์จะมีศักยภาพสูง แต่การใช้งานจริงในอวกาศยังมีความซับซ้อนอย่างมาก โดยเฉพาะการเล็งลำแสงเลเซอร์จากยานที่อยู่ห่างจากโลกหลายแสนกิโลเมตรไปยังสถานีรับสัญญาณบนพื้นโลกได้อย่างแม่นยำ

ระบบจึงต้องมีความสามารถในการควบคุมทิศทางและรักษาเสถียรภาพของลำแสงอย่างละเอียด นอกจากนี้ สภาพอากาศ เช่น เมฆหรือพายุ ยังสามารถรบกวนการรับสัญญาณได้

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงมีการติดตั้งสถานีรับข้อมูลถึง 3 แห่ง ได้แก่ นิวเม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย และออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับสัญญาณได้อย่างต่อเนื่อง

ในช่วงการบินเฉียดดวงจันทร์ นักบินอวกาศจะมีช่วงเวลาสำรวจและเก็บข้อมูลประมาณ 7 ชั่วโมง ก่อนจะเริ่มส่งภาพและวิดีโอกลับมายังโลกผ่านทั้งระบบคลื่นวิทยุและเลเซอร์ ความสำเร็จของการทดลองครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้เวลายาวนาน และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพการสื่อสารในอวกาศ

ปูทางสู่อนาคตของการสำรวจอวกาศ

เทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารจาก MIT Lincoln Laboratory และ NASA ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงความเร็วในการส่งข้อมูล แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับภารกิจอวกาศในอนาคต โดยเฉพาะภารกิจระยะไกล เช่น การสำรวจดาวอังคาร ที่ต้องอาศัยการสื่อสารความเร็วสูงและมีความเสถียร เทคโนโลยีนี้จึงอาจกลายเป็นหัวใจหลักของ “อินเทอร์เน็ตอวกาศ” ในอนาคต ซึ่งจะทำให้การรับส่งข้อมูลจากนอกโลกมีความใกล้เคียงกับประสบการณ์บนโลกมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง: wbur

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

32 เครือข่ายร่วมกับ NIA อว. สร้าง 'Medical Innovation Hub' ลดพึ่งพาต่างชาติ ด้วยการสร้างและส่งออกนวัตกรรมการแพทย์เอง

NIA เปิดตัว 32 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมยกระดับไทยจาก 'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต' สู่ 'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)' ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอด...

Responsive image

ททท. จับมือ Visa เปิดตัว Visa Destinations ดันไทยสู่จุดหมายระดับโลกที่เที่ยวง่าย จ่ายคล่อง

วีซ่าจับมือ ททท. ดันไทยเป็นตลาดแรกและประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ระดับประเทศ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ครอบคลุม 8 เมืองหลั...

Responsive image

Grab หั่น GP เหลือ 9% สมัครร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569

Grab Thailand ขานรับนโยบายรัฐหั่น GP เหลือ 9% พร้อมอัดสินเชื่อร้านอาหารสูงสุด 2 ล้านบาท และแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ 10 เด้ง ดันยอดขายฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ อ่านขั้นตอนสมัครที่นี่...