ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ใหม่ เปิดทาง NIA ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน และร่วมทุนได้**

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ 'พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569' เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ 

สาระสำคัญคือการเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน นวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพได้โดยตรง รวมถึงเข้าร่วมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน 

ที่ผ่านมา NIA สนับสนุนสตาร์ทอัพผ่านการให้ทุน และโครงการบ่มเพาะเป็นหลัก การแก้กฎหมายครั้งนี้จึงทำให้หน่วยงานรัฐขยับจากบทบาทผู้ให้ทุนสนับสนุน ไปสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุนที่ถือหุ้นในกิจการได้จริง สอดรับกับเป้าหมายของรัฐที่ต้องการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมในระยะหลังการวิจัยและพัฒนาให้ไปถึงเชิงพาณิชย์

หัวใจของการแก้ไขอยู่ที่อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 8 ของกฎหมายจัดตั้ง NIA โดยเทียบของเดิม (พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ 2552) กับของใหม่ได้ดังนี้

ของเดิม อนุญาตให้ NIA 'เข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น' ในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงานเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุอำนาจการถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วนไว้ 

ของใหม่ (มาตรา 4) แก้ไขอนุมาตรา (6) ให้ NIA 'ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น' ได้ เท่ากับขยายทั้งรูปแบบการลงทุน โดยเพิ่มการถือหุ้นและการเป็นหุ้นส่วน และขยายคู่สัญญาให้รวมถึงบุคคลธรรมดา ไม่จำกัดเฉพาะนิติบุคคลเหมือนเดิม

ของใหม่ (มาตรา 5) เพิ่มอนุมาตรา (6/1) ให้ NIA 'เข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน' หรือที่วงการเรียกกันว่ากองทรัสต์ VC ได้ 

เท่ากับเปิดทางให้เงินรัฐเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนของกองทุนร่วมลงทุน โดยเครื่องมือนี้ใช้ระดมเงินจากนักลงทุนหลายรายเพื่อลงทุนในกิจการที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

กฎหมายวางเงื่อนไขกำกับไว้สองชั้น ชั้นแรก การถือหุ้นและร่วมลงทุนทั้งหมดนี้ 'ต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งแสวงหากำไร' 

หมายความว่า NIA ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นกองทุนที่เน้นผลตอบแทนแบบเอกชน แต่ลงทุนเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมเป็นหลัก 

ชั้นที่สอง มาตรา 6 กำหนดว่าการถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และร่วมลงทุนตาม (6) และ (6/1) 'ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด'

แม้กฎหมายจะเปิดอำนาจไว้แล้ว แต่ NIA ยังลงเงินซื้อหุ้นสตาร์ทอัพทันทีไม่ได้ ต้องรอให้คณะรัฐมนตรีออกหลักเกณฑ์รายละเอียดก่อน เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดว่าลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน ลงทุนในกิจการประเภทใด และมีกลไกบริหารความเสี่ยงอย่างไร

สตาร์ทอัพได้ประโยชน์อะไร

ประโยชน์ตรงที่สุดคือสตาร์ทอัพมีแหล่งทุนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทาง จากเดิมที่รัฐช่วยได้ผ่านทุนสนับสนุน ต่อไปสตาร์ทอัพในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Tech มีโอกาสได้เงินลงทุนแบบถือหุ้นจากภาครัฐโดยตรง 

กลุ่มนี้คือธุรกิจที่ตั้งอยู่บนงานวิจัยวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงาน และหุ่นยนต์ จึงมักใช้เวลาคืนทุนนาน มีความเสี่ยงสูง และหานักลงทุนเอกชนที่กล้าลงในช่วงแรกได้ยาก

ประโยชน์รองที่ตามมาคือความน่าเชื่อถือ การที่ NIA เข้ามาถือหุ้นอาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณรับรองให้นักลงทุนรายอื่นเห็นว่ากิจการนี้ผ่านการกลั่นกรองจากหน่วยงานรัฐด้านนวัตกรรมมาแล้ว ช่วยดึงดูดให้เอกชนกล้าลงทุนตามได้ง่ายขึ้น 

ในทางทฤษฎี บทบาทแบบนี้ใกล้เคียงกับผู้ลงทุนหลักหรือ Anchor Investor ที่ลงก่อนเพื่อเงินก้อนอื่นเข้ามาสมทบ

VC และ CVC รายอื่นได้ประโยชน์อย่างไร

สำหรับบริษัทเงินร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) และบริษัทเงินร่วมลงทุนในเครือองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate Venture Capital หรือ CVC) การที่ NIA ลงทุนได้เองมีศักยภาพสร้างประโยชน์หลายทาง

ทางแรกคือ Co-investment เมื่อมีเงินรัฐเข้ามาร่วมในดีลเดียวกัน ความเสี่ยงต่อหัวของนักลงทุนแต่ละรายลดลง ทำให้ดีลเทคโนโลยีเชิงลึกที่เอกชนเคยลังเลเมื่อต้องลงคนเดียว มีโอกาสปิดดีลได้ง่ายขึ้น

ทางที่สองมาจากอำนาจใหม่ตามอนุมาตรา (6/1) การที่ NIA เข้าร่วมทุนในกองทรัสต์ VC ได้ เท่ากับมีเงินภาครัฐเข้าไปเป็นผู้ลงทุนรายหนึ่งของกองทุน ซึ่งช่วยให้กองทุนระดมเงินได้ขนาดใหญ่ขึ้น และมีเม็ดเงินไปลงในสตาร์ทอัพไทยได้มากขึ้น

ทางที่สามเชื่อมกับกลไกที่มีอยู่แล้ว ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมาตรการสมทบทุน (Matching Fund) ให้สตาร์ทอัพรายละ 20 ถึง 50 ล้านบาท 

โดยกำหนดให้บริษัทต้องได้รับเงินทุนจากกองทุน VC มาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท และมีกองทุน VC ที่ขึ้นทะเบียนกับ NIA หรือ Listed VC แสดงเจตจำนงลงทุนเพิ่มเติม 

การที่ NIA มีบทบาทลงทุนเองเพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มเสริมให้กลไกสมทบทุนเหล่านี้ทำงานต่อกันได้คล่องตัวขึ้น

ทั้งนี้ ประโยชน์ในส่วนของ VC และ CVC ยังเป็นการประเมินตามทิศทางของกฎหมาย เพราะรายละเอียดที่แท้จริงขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีจะกำหนดต่อไป

อ้างอิง : ราชกิจจานุเบกษา 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Instagram เล็งปล่อย Your Algorithm ฟีเจอร์ให้คุณ ‘สั่งอัลกอริทึม’ ได้เอง

Instagram เตรียมทดสอบ 3 ฟีเจอร์ใหม่ อัปเกรด 'Your Algorithm' ให้ผู้ใช้ควบคุมและปรับแต่งหน้าฟีดได้เองง่ายขึ้น อ่านรายละเอียดอัปเดตล่าสุดที่นี่...

Responsive image

ม.มหิดล อันดับ 1 โลก SDG 3 เปิดยุทธศาสตร์ ‘Holistic Wellbeing’ นิยามความเป็นอยู่ที่ดีแบบใหม่ของมหิดล ที่จะนำประเทศไปสู่ Wellness Economy

มหาวิทยาลัยมหิดลคว้าอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3 ด้วยคะแนน 93.6 จาก THE Sustainability Impact Rankings 2026 พร้อมเปิดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing พาไทยชิงตลาด Wellness Economy โลกที่...

Responsive image

ถอดวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ยุคที่ธุรกิจต้องการ 'Social License to Operate' และ 'เงินทุน' ไม่ได้ไหลเข้าบริษัทที่มุ่งแต่จะทำกำไรสูงสุด

สรุปวิสัยทัศน์ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จากงาน Capital with Porpose 2026 : Unlocking ESG Value through Green Finance ที่ชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกแต...