นอร์เวย์สั่งแบน AI ในชั้นประถม หวั่นเด็กข้ามขั้นการเรียนรู้ หลังเด็กนอร์เวย์ 1 ใน 4 อ่านหนังสือไม่ผ่านเกณฑ์

รัฐบาลนอร์เวย์สั่งเบรกการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ในห้องเรียน โดยเฉพาะชั้นประถมที่แทบจะปิดประตูไม่ให้เด็กแตะเครื่องมือเหล่านี้เลย เหตุผลไม่ได้มาจากความกลัวเทคโนโลยี แต่มาจากตัวเลขที่น่าตกใจว่าเด็กนอร์เวย์ 1 ใน 4 อ่านหนังสือได้ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะเรียนต่อหรือทำงานได้ และรัฐบาลเชื่อว่าการปล่อยให้ AI เข้ามาเร็วเกินไปจะยิ่งซ้ำเติมปัญหา

รัฐบาลภายใต้การนำของ Jonas Gahr Støre นายกรัฐมนตรีจากพรรคแรงงาน สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (Utdanningsdirektoratet หรือ Udir) ออกคำแนะนำระดับชาติเรื่องการใช้ AI ในโรงเรียน โดยประกาศเรื่องนี้ระหว่างแถลงข่าวสรุปผลงานครึ่งปีของนายกฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แนวทางใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่เปิดเทอมเดือนสิงหาคม 2026

แบ่งเป็น 3 ระดับชั้น ยิ่งเล็กยิ่งห้าม

หัวใจของคำแนะนำชุดนี้คือการแบ่งการเข้าถึง AI ตามช่วงวัย โดยยึดหลักว่าเด็กยิ่งเล็กยิ่งต้องวางรากฐานให้แน่นก่อน

สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 7 ซึ่งครอบคลุมเด็กอายุราว 6 ถึง 13 ปี โดยหลักแล้วจะ 'ไม่เปิดให้นักเรียนเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์' ขณะที่ชั้นมัธยมต้นปีที่ 8 ถึงปีที่ 10 อนุญาตให้ใช้ AI ได้แบบค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวัง โดยมีเงื่อนไขว่าครูต้องได้รับการอบรมจนมีความรู้เพียงพอเสียก่อน แล้วจึงค่อยสอนและเปิดให้นักเรียนได้ใช้ ส่วนระดับมัธยมปลายนั้น นักเรียนควรได้เรียนรู้วิธีใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

Jonas Gahr Støre ย้ำชัดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือการที่เด็กได้เรียนอ่าน เขียน และคำนวณ คุณ Jonas บอกว่ารัฐบาลตั้งความหวังไว้สูงกับโอกาสที่ AI จะมอบให้ แต่งานวิจัยก็ชี้ว่าการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) แบบไม่ไตร่ตรองในโรงเรียนเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญของการเรียนรู้ไป ในขณะที่ผลการเรียนและทักษะของนักเรียนนอร์เวย์ก็กำลังตกลงเรื่อย ๆ

ตัวเลขที่ทำให้รัฐบาลต้องลงมือ

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ในผลสำรวจระหว่างประเทศอย่างโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) และการศึกษาความก้าวหน้าด้านการอ่านระหว่างประเทศ (Progress in International Reading Literacy Study หรือ PIRLS) ที่สะท้อนว่าทักษะพื้นฐานของเด็กนอร์เวย์กำลังถดถอย โดยเด็กนอร์เวย์ 1 ใน 4 อ่านหนังสือได้ต่ำกว่าเส้นขั้นต่ำขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ที่ใช้วัดความพร้อมในการเรียนต่อและการทำงาน

ภาพรวมยิ่งน่ากังวลเมื่อดูตัวเลขใหญ่ มีเด็กราว 15,000 คนที่จบชั้นประถมโดยอ่านหนังสือไม่คล่อง และมีชาวนอร์เวย์ราว 500,000 คนจากประชากรทั้งประเทศ 5.6 ล้านคน ที่อ่านข้อความสั้น ๆ หรือคำสั่งง่าย ๆ ไม่ออก ที่หนักกว่านั้นคือคะแนนความสุขในการอ่านของเด็กนอร์เวย์ในการจัดอันดับของ PIRLS รั้งท้ายสุดในบรรดา 65 ประเทศ และคะแนนการอ่านก็ตกลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ

บทเรียนจาก iPad ที่รัฐบาลไม่อยากผิดซ้ำ

สิ่งที่ทำให้คำพูดของรัฐบาลมีน้ำหนักคือประสบการณ์ตรงของนอร์เวย์เอง ย้อนกลับไปปี 2016 นอร์เวย์เคยแจก iPad หรืออุปกรณ์ดิจิทัลให้เด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยอุปกรณ์เหล่านั้นไม่มีระบบควบคุมการใช้งานสำหรับผู้ปกครอง ผ่านมาราวสิบปี เด็กรุ่นนั้นกลับกลายเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือไม่คล่อง จนนำมาสู่การทบทวนนโยบายครั้งใหญ่ทั้งประเทศ

Kari Nessa Nordtun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความรู้ เปรียบเทียบตรง ๆ ว่า 'เราต้องไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยเหมือนตอนที่เรานำอุปกรณ์ดิจิทัลมาใช้กับเด็กเล็กแบบไม่ไตร่ตรอง' คุณ Kari อธิบายว่าเด็กที่อายุน้อยที่สุดยังไม่มีความรู้ การคิดเชิงวิพากษ์ และการกำกับตัวเองที่มากพอจะใช้ AI ได้อย่างเหมาะสม เด็กยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ AI อยู่ แต่เด็กตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงมัธยมต้นยังไม่จำเป็นต้องลงมือใช้เองจนกว่าทักษะสำคัญที่สุดจะแน่นพอ

แม้จะตั้งกำแพงสูง แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ปิดตายทุกประตู คุณ Kari ย้ำว่านักเรียนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่อาศัย AI ในการเรียนด้วยเหตุผลเฉพาะตัว เช่น เด็กที่ต้องการการดูแลพิเศษ จะยังได้ใช้เหมือนเดิม และมองว่า AI ที่ดีและถูกนำมาใช้อย่างถูกวิธีสามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้ในบางสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาหรือการสอนที่ปรับให้เหมาะกับเด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นโจทย์ที่ Udir จะต้องไปศึกษาต่อด้วย

ครูเรียกร้องมานาน แต่ฝ่ายค้านบอก 'เฉื่อยเกินไป'

ฝั่งองค์กรครูเรียกร้องให้รัฐจัดการเรื่อง AI ในโรงเรียนมานานแล้ว Helle Christin Nyhuus ประธานสมาคมครูระดับอาจารย์ (Lektorlaget) เคยบอกกับสำนักข่าว NTB เมื่อเดือนมกราคมว่าสถานการณ์ถูกปล่อยให้ลุกลามไปไกลเกินไปโดยที่หน่วยงานระดับชาติยังไม่ลงมือ และสมาคมเรียกร้องทั้งความร่วมมือและความเด็ดขาดทางการเมืองมาตั้งแต่วันแรก

ความจำเป็นนี้เห็นได้ชัดจากผลสำรวจ Spørsmål til skole-Norge 2025 ที่พบว่าผู้บริหารโรงเรียนระดับประถม 65 เปอร์เซ็นต์ และผู้บริหารโรงเรียนระดับมัธยมต้นถึง 89 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่านักเรียนของตนใช้ AI กันแล้ว

แต่ไม่ใช่ทุกฝ่ายจะพอใจกับท่าทีของรัฐบาล Ola Svenneby นักการเมืองจากพรรคอนุรักษนิยม (Høyre) มองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นเพียงการสานต่อมติของรัฐสภาที่พรรคของตนเสนอไว้ก่อนแล้ว ซึ่งระบุให้รัฐบาลกำหนดแนวทางการใช้ AI ในโรงเรียนที่ชัดเจนและเหมาะสมกับช่วงวัย และผ่านความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์เมื่อเดือนพฤษภาคม คุณ Ola วิจารณ์ว่า 'นี่เป็นท่าทีที่เฉื่อยชาอย่างน่าประหลาดใจ' พร้อมชี้ว่าในขณะที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (Riksrevisjonen) กำลังวิจารณ์นโยบายการศึกษาของนอร์เวย์อย่างหนัก คำตอบของรัฐบาลกลับเป็นการหยิบข้อเสนอที่รัฐสภาเห็นชอบไปแล้วมาเสนอใหม่ แทนที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานของระบบการศึกษาจริง ๆ

เสียงท้วงยังมาจากฝั่งครูเองด้วย ประธานสหภาพการศึกษา (Utdanningsforbundet) ให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรกับ NTB ว่าสนับสนุนการมีแนวทางระดับชาติที่ชัดเจนขึ้น และพร้อมเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่าง แต่การตัดการเข้าถึง AI ของนักเรียนประถมทุกคนในทันที 'ดูเป็นมาตรการที่ก้าวก่ายชีวิตเด็กมากเกินไป' จึงยังเหลือประเด็นที่ต้องถกกันต่อว่าช่วงวัยไหนกันแน่ที่เหมาะจะเริ่มเรียนรู้เรื่อง AI

ก้าวต่อไป หนังสือกลับเข้าห้องเรียน

นอกจากคำแนะนำเรื่อง AI แล้ว Udir ยังได้รับมอบหมายให้ประเมินและปรับปรุงทั้งตัวคำแนะนำและหลักสูตรอบรมครูอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องระบุให้ชัดว่าครูต้องมีความสามารถระดับไหนจึงจะนำ AI มาใช้ในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม คุณ Kari บอกว่าตอนนี้ Udir มีหลักสูตรดี ๆ ให้ครูอยู่แล้วหลายตัว แต่จะต้องขยายและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

การถอด AI ออกจากชั้นประถมยังเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางใหญ่ที่นอร์เวย์กำลังหันหลังให้กับการพึ่งพาหน้าจอ ก่อนหน้านี้ประเทศได้แบนสมาร์ตโฟนในโรงเรียนและเตรียมจำกัดการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีแผนออกกฎหมายบังคับให้เทศบาลต้องจัดหาสื่อการเรียนการสอนแบบกายภาพ ซึ่งหมายถึงการนำหนังสือกลับเข้ามาในห้องเรียนมากขึ้น สอดคล้องกับกระแสการอ่านที่กลับมาคึกคัก โดยปีที่ผ่านมาระบบห้องสมุดของนอร์เวย์ปล่อยยืมหนังสือไปถึง 2.2 ล้านเล่ม ราวครึ่งหนึ่งเป็นการยืมของเด็ก

คำแนะนำระดับชาติชุดนี้จะเริ่มมีผลเมื่อเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคม 2026 และน่าจับตาว่าจะกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในยุโรปเดินตามหรือไม่ ในวันที่หลายชาติยังถกเถียงกันไม่จบว่าควรเปิดรับ AI เข้าห้องเรียนเร็วแค่ไหน

ที่มา: ABC Nyheter, The Decoder, The Next Web, The Cool Down, Gizmodo

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

อวท. ดันสตาร์ทอัพไทยไปตลาดโลก เปิดตัว ‘TSP Scale X Landing Program’ เปิดทางสตาร์ทอัพไทยโตข้ามพรมแดน พร้อมปูทางสตาร์ทอัพต่างชาติเข้าสู่ไทยและอาเซียน

อวท. โดย สวทช. เปิดตัว TSP Scale X Landing Program เชื่อมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก พร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพต่างชาติเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียน ผ่านเครือข่ายงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน ...

Responsive image

บอร์ดบีโอไอ ปรับทิศทางส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่ ชูเทคโนโลยี คน และซัพพลายเชนไทย

บอร์ดบีโอไอ หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปรับทิศทางและบทบาทการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยครั้งใหญ่ โดยวางเป้าหมายใหม่ให้เม็ดเงินลงทุนที่ดึงเข้ามาต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจริงและกระจา...

Responsive image

EV ฝั่งจีนขึ้นแท่นรถที่คนใช้งานสั้นกว่าโทรศัพท์ คนจีนใช้รถเฉลี่ยแค่ 1.8 ปีก็เปลี่ยน

คนจีนถึงเปลี่ยนรถ EV ไวกว่าสมาร์ตโฟน ด้วยอายุเฉลี่ยบนท้องถนนเพียง 1.8 ปี เจาะลึก 3 เหตุผลหลัก ทั้งเทคโนโลยีที่ไปไว ราคาขายต่อที่ตกแรง และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความอัจฉริยะ...