ทีมวิจัยอังกฤษ-สหรัฐฯ แปลงเส้นไหมเป็นวัสดุพลาสติกใส แข็งกว่าโลหะหลายชนิด ทนเจาะทะลุ และบิดคลื่นในย่านความถี่ 6G ได้

ทีมวิจัยจาก Imperial College London, University of Michigan Engineering และ Tufts University ค้นพบวิธีนำเส้นไหมมาหลอมรวมเป็นวัสดุใสคล้ายพลาสติก ที่นอกจากจะแข็งแรงกว่าโลหะผสมหลายชนิดและพลาสติกทั่วไปแล้ว ยังสามารถบิดคลื่นแสงในย่านความถี่เทระเฮิรตซ์ (Terahertz) ซึ่งเป็นย่านที่เครือข่าย 6G จะใช้งานในอนาคต

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Sustainability ชี้ว่าวัสดุชนิดใหม่นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่อุปกรณ์กีฬา บรรจุภัณฑ์ขนส่ง ไปจนถึงชิ้นส่วนเครือข่ายโทรคมนาคมยุคถัดไป และในการทดสอบยิงกระสุน วัสดุดังกล่าวยังทนทานต่อการเจาะทะลุได้พอ ๆ กับวัสดุพอลิเมอร์เสริมคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon-Fiber-Reinforced Polymers) ที่ใช้ในตัวเครื่องบินและตัวถังรถยนต์

ความหวังของเครือข่าย 6G ที่ส่งข้อมูลเร็วกว่า 5G ได้ร้อยเท่า

จุดที่ทีมวิจัยให้ความสนใจเป็นพิเศษคือความสามารถของวัสดุในการบิดทิศทาง (Polarize) ของคลื่นแสงในย่านความถี่เทระเฮิรตซ์ ซึ่งคลื่นย่านนี้คือสิ่งที่เครือข่าย 6G จะนำมาใช้ส่งข้อมูลในอนาคต โดยคาดว่าจะเร็วกว่า 5G ได้ถึงหลายร้อยเท่า และเหมาะกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท

การบิดทิศทางของคลื่นแสงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งช่วยเปิดช่องสัญญาณเพิ่มขึ้นได้ แต่การทำให้คลื่นบิดเป็นวงรี (Elliptical Polarization) อย่างที่เห็นในวัสดุไหมชนิดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางวิศวกรรม ทีมวิจัยพบว่าสามารถปรับระดับการบิดของคลื่นได้ ด้วยการเปลี่ยนอุณหภูมิและแรงดันในขั้นตอนการอัดเส้นไหม

Nick Kotov ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเคมีจาก U-M และผู้ร่วมเขียนงานวิจัยอธิบายว่า "การออกแบบวัสดุที่มีคุณสมบัติทางแสงในย่านเทระเฮิรตซ์ ที่หมุนคลื่นแสงได้และเกือบจะใส (Transparent) ไปพร้อมกัน เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก วัสดุคอมโพสิตนี้พิเศษตรงที่ทำได้ในย่านความถี่ซึ่งจำเป็นต่อเทคโนโลยีอนาคตหลายอย่าง ปกติแล้ววัสดุที่มาจากชีวภาพมักดูดซับแสงเทระเฮิรตซ์ได้แรงมาก จนแสงผ่านออกมาได้น้อยมาก"

รักษาโครงสร้างของเส้นไหมไว้ คือกุญแจสำคัญ

คุณสมบัติที่โดดเด่นของวัสดุชนิดนี้มาจากโครงสร้างทางเคมีของเส้นไหม ที่ประกอบด้วยส่วนเรียงตัวเป็นระเบียบและส่วนที่ไม่เป็นระเบียบสลับกัน เส้นใยไหมทำจากสายโซ่ยาวของกรดอะมิโนหลายชนิด ในบางช่วงของสายโซ่ ลำดับของกรดอะมิโนจะสุ่มและก่อตัวเป็นกลุ่มที่ไม่มีรูปร่างชัดเจน (Amorphous) ในขณะที่บางช่วง กรดอะมิโนจะเรียงตัวซ้ำเป็นรูปแบบ ทำให้สายโซ่พับเป็นแผ่นผลึกที่บิดเกลียวอย่างเป็นระเบียบ การผสมผสานของโครงสร้างทั้งสองแบบนี้ คือสิ่งที่ทำให้ไหมเหนียวและยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน

Chunmei Li ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์จาก Tufts University และผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าวว่า "มันแข็งแรงน่าประหลาดใจสำหรับสิ่งที่ยืดหยุ่นขนาดนี้ ด้วยกระบวนการแปรรูป เราสามารถพาไหมไปได้ไกลเกินกว่าวัสดุชีวภาพชนิดอื่น ๆ"

กระบวนการผลิตเริ่มจากการให้ความร้อนเส้นใยไหมที่ 257-419 องศาฟาเรนไฮต์ ภายใต้แรงดัน 1,900-9,800 บรรยากาศ น้ำในเส้นไหมจะระเหยออก และส่วนที่ไม่เป็นระเบียบจะหลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นแผ่นเดียว โดยไม่ทำลายโครงสร้างผลึกที่พับซ้อนกันอยู่ภายในเส้นใย

ลักษณะภายนอกของวัสดุยังเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิและแรงดันที่ใช้ ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 203 องศาฟาเรนไฮต์ เส้นใยจะหลอมรวมไม่สมบูรณ์ มีรูพรุนและช่องว่าง วัสดุจะออกขุ่น เมื่อเพิ่มความร้อนและแรงดัน วัสดุจะกลายเป็นใส และค่อย ๆ ออกสีอำพันมากขึ้น แต่ถ้าร้อนเกิน 473 องศาฟาเรนไฮต์ วัสดุจะเริ่มทึบแสง ทำให้ทีมวิจัยสามารถเลือกคุณสมบัติทางแสงของวัสดุได้ผ่านการปรับสองตัวแปรนี้

Emiliano Bilotti รองศาสตราจารย์ด้านพอลิเมอร์คอมโพสิตจาก Imperial College London และผู้เขียนหลักของงานวิจัยอธิบายว่า "คุณสมบัติพิเศษของไหมมาจากโครงสร้างจุลภาคแบบลำดับชั้น ที่มีโดเมนผลึกฝังตัวอยู่ในสถาปัตยกรรมหลายระดับที่ซับซ้อน เราต้องการรักษาสภาพดั้งเดิมของเส้นใยให้ได้มากที่สุด"

ที่ผ่านมา ความพยายามผลิตวัสดุคล้ายพลาสติกจากไหมมักต้องนำไหมไปละลายในตัวทำละลายเคมี แล้วจึงทำให้แห้งเป็นผง แม้วัสดุที่ได้จะแข็งแรงกว่าพลาสติกทั่วไป แต่โครงสร้างผลึกของไหมส่วนใหญ่จะสูญเสียไปในกระบวนการ

ลดของเสียจากอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ

หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญของทีมวิจัยคือการลดขยะในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ Bilotti ระบุว่า "ถ้าคุณกู้เส้นใยยาว ๆ คืนมาได้ คุณก็เอาไปทอใหม่ได้ แต่เมื่อเส้นใยสั้นลงเรื่อย ๆ ก็ไม่มีวิธีรีไซเคิลอื่นใด นอกจากนำไปละลายเป็นผง ผมไม่เคยเชื่อว่านั่นเป็นทางออกที่ยั่งยืน"

วิธีการใหม่นี้ไม่ต้องใช้สารละลายเคมี เกลือ และน้ำในปริมาณมาก การเตรียมเส้นใยก่อนเข้ากระบวนการมีเพียงการต้มไหมเพื่อกำจัดโปรตีนธรรมชาติที่ชื่อ Sericin ซึ่งทำหน้าที่ยึดเส้นใยให้รวมเป็นเส้นด้าย แม้แต่เส้นใยเล็ก ๆ ก็สามารถนำมาอัดเป็นแผ่นได้ Li กล่าวว่า "มันเป็นกระบวนการขั้นตอนเดียวที่เรียบง่ายมาก"

สถานะปัจจุบันและแผนต่อไปในอนาคต

ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังศึกษาวิธีขยายกระบวนการผลิตให้รองรับวัสดุขนาดใหญ่และรูปทรงที่ซับซ้อนขึ้น พร้อมกับประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เพื่อวัดประโยชน์ด้านความยั่งยืนอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังศึกษาการนำวัสดุไหมหลอมไปใช้กับเซ็นเซอร์และการประยุกต์ใช้อื่น ๆ พร้อมมองหาพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์เพื่อช่วยขยายกระบวนการและนำวัสดุออกสู่ตลาด

เนื่องจากวัสดุชนิดนี้ค่อย ๆ ย่อยสลายเมื่อฝังในร่างกายของหนูทดลอง ทีมวิจัยจึงมองว่ามันอาจมีประโยชน์ในการทำอุปกรณ์ฝังในร่างกายชนิดชั่วคราว (Temporary Medical Implants) ในอนาคตอีกด้วย

งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก U-M Center for Complex Particle Systems (COMPASS) ซึ่งเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเครือ National Science Foundation ของสหรัฐฯ ร่วมกับ Air Force Office of Scientific Research, Engineering and Physical Sciences Research Council ของสหราชอาณาจักร และทุน Tufts Launchpad Accelerator

ที่มา: University of Michigan Engineering News, Phys.org, Nature Sustainability

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

CLICX ได้รับใบอนุญาต Virtual Bank แรกของไทย เตรียมเปิดให้บริการมิถุนายนนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มอบใบอนุญาต Virtual Bank ให้ CLICX (คลิกซ์) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นับเป็น Virtual Bank ที่ได้รับใบอนุญาตในไทย...

Responsive image

สรุป 6 ประเด็น ดีลสหรัฐฯ-จีนล่าสุด จีนเตรียมลงทุนในสหรัฐฯ หลายแสนล้านดอลลาร์ แต่สงครามเทคและไต้หวันยังตึงเครียด

Donald Trump เผยหลังพบ สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งว่า จีนเตรียมลงทุนในสหรัฐฯ หลายแสนล้านดอลลาร์ พร้อมสั่งซื้อ Boeing 200 ลำ และเปิดตลาดให้บริษัทอเมริกันมากขึ้น ขณะที่ประเด็น AI ชิป NVIDI...

Responsive image

10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยื่น 8 มาตรการฉุกเฉินต่อรัฐบาล เร่งรักษาห่วงโซ่อุปทานไทย

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจึงเสนอมาตรการฉุกเฉินต่อรัฐบาล โดยครอบคลุม 8 ด้าน...