
UOB FinLab จับมือกับ Techsauce เปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการในงาน Sustainability Innovation Programme (SIP) รุ่นที่ 4 รูปแบบ Open House เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้ธีม AI-Powered Sustainability: Scaling SME for Regional Growth โดยวางเป้าหมายชัดเจนว่าจะช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เติบโตอย่างยั่งยืนและขยายไปสู่ตลาดระดับภูมิภาคได้จริง
ตลอดทั้งงานที่ประกอบด้วย 4 เซสชันหลัก มีเส้นเรื่องร่วมกันอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือทั้งความยั่งยืนและ AI ได้ขยับสถานะจากเรื่องที่ 'มีไว้ก็ดี ไม่มีก็ยังพอไหว' มาเป็นเรื่องที่ธุรกิจ 'ไม่ทำไม่ได้อีกต่อไป' บริษัทขนาดใหญ่ที่ประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เริ่มไล่เลือกคู่ค้าที่ลงมือทำเรื่องความยั่งยืนไปแล้ว ขณะที่ SME ซึ่งใช้ AI เป็นก็เห็นรายได้เติบโตขึ้นเท่าตัว และนี่คือสาระสำคัญที่เราสรุปมาให้จากทั้ง 4 เซสชัน

เซสชันเปิดบ้านเป็นวงสนทนาระหว่างคุณบัลลังก์ ว่องธวัชชัย Head of Digital Engagement and Ecosystem Partnerships จาก UOB และคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ CEO และ Co-founder ของ Techsauce ทั้งสองท่านวางจุดยืนของโครงการไว้ชัดเจนว่า UOB FinLab ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านการเงินหรือผู้ปล่อยสินเชื่อ แต่อยากเป็น Growth Partner ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้ประกอบการ สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับจึงครอบคลุมทั้งองค์ความรู้ เครือข่ายทางธุรกิจ การลงมือใช้งานได้จริง และโอกาสในการเปิดตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายของธนาคาร
ในมุมของความยั่งยืน ทั้งสองท่านย้ำว่าแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ไม่ใช่แค่เรื่องการทำรายงานให้ผ่านเกณฑ์หรือทำตามกฎระเบียบ แต่ควรมองเป็น ESG for Growth คือการเปลี่ยนของเสียและข้อมูลภายในธุรกิจให้กลายเป็นเข็มทิศในการค้นหาโอกาสใหม่ ส่วนเครื่องมือที่โครงการปีนี้เน้นเป็นพิเศษคือ Agentic AI หรือ AI ที่ทำงานเป็นขั้นตอนแทนเราได้ ไม่ใช่แค่ Generative AI ที่ตอบเป็นครั้ง ๆ แต่ก็เตือนไว้ด้วยว่า AI ยังมีอาการหลอนได้ ผู้ใช้จึงต้องมีกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) กำกับเสมอ ไม่ใช่ใช้เป็นทางลัดแบบ MBA Shortcut
สำหรับกรอบความคิดที่จะอยู่รอดในยุคนี้ คุณอรนุชสรุปว่าไม่ใช่แค่ความอดทน แต่คือการเป็น Resilient นั่นคือปรับตัวได้เร็ว เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา และไม่ตื่นตระหนกเมื่อ AI เข้ามา แต่มองหาว่าจะนำมันมาช่วยธุรกิจของตัวเองได้อย่างไร

Mr. Wong Yuen Chow ในฐานะ Chief Sustainability Officer ของ UOB Thailand เปิดประเด็นด้วยคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงนี้ว่าความยั่งยืนยังสำคัญอยู่หรือไม่ คำตอบของเขาคือยังสำคัญที่สุด โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เป็นประเทศผู้ส่งออก ซึ่งต้องเจอกับกฎอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรป และยังต้องอาศัยความยั่งยืนเป็นจุดดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
Mr. Wong Yuen Chow เล่าว่า UOB ปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้วราว 75,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด และยกตัวเลขที่ทำเอาทั้งห้องเงียบ นั่นคือก๊าซเรือนกระจกที่มาจากลูกค้าของธนาคาร หรือ Scope 3 นั้นมากกว่าการดำเนินงานของธนาคารเอง คือ Scope 1 และ Scope 2 รวมกันถึง 700 เท่า ภาพใหญ่ระดับประเทศก็กำลังเปลี่ยนเช่นกัน เพราะไทยเร่งเป้าหมาย Net Zero จากปี 2065 ขึ้นมาเป็นปี 2050 พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2035 โดยสัดส่วนถึง 80% ของการลดมาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง
ประเด็นที่ SME ต้องฟังให้ดีคือเรื่องแรงกดดันจากผู้ซื้อ เพราะบริษัทขนาดใหญ่ที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero กำลังเลือกคู่ค้าที่เริ่มลงมือทำเรื่องความยั่งยืนไปแล้ว ดังนั้นใครที่เริ่มก่อนก็มีโอกาสได้ทั้งราคาพรีเมียมและส่วนแบ่งตลาดก่อนคู่แข่ง

เซสชันพิเศษนี้ได้ ดร.พอลลี่ เฮเซน หรือคุณพลอย Founder และ CEO ของแบรนด์ JIAN CHA มาเล่าเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ โดยเจี้ยนชาเพิ่งมีอายุเพียง 2 ปีกว่า แต่ตั้งเป้าขยายให้ถึง 1,000 สาขาทั่วโลก และตอนนี้มีสาขาต่างประเทศแล้วทั้งที่สิงคโปร์ เมลเบิร์น บาร์เซโลนา และ Los Angeles
หัวใจของการขยายธุรกิจให้เร็วขนาดนี้อยู่ที่การวางระบบให้นิ่ง คุณพลอยอธิบายว่าทีมจะทำคู่มือการทำงานมาตรฐาน (SOP) และ Playbook ในไทยให้เป๊ะก่อน แล้วจึงส่งให้ทีมในต่างประเทศเรียนรู้จากเรา ซึ่งเป็นการกลับด้านจากโมเดลเดิมที่แบรนด์ไทยมักไปซื้อแฟรนไชส์ต่างชาติมาเปิด อีกเรื่องที่ทำตั้งแต่วันแรกคือการคุมสูตรและวัตถุดิบให้รสชาติเหมือนกันทุกสาขาทั่วโลก เหมือนที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Pepsi หรือ McDonald's ทำ
ส่วนจุดขายในตลาดโลก คุณพลอยมองว่าคือการขายในสิ่งที่ประเทศนั้นไม่มี นั่นคือวิถีการดื่มชาแบบเอเชีย (Asian Tea Lifestyle) และความเป็นไทย แล้วค่อยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตัวอย่างเช่นที่เมลเบิร์นมีการจัดเป็นปาร์ตี้ต้มชาแบบไม่มีแอลกอฮอล์ และเมื่อพูดถึงความยั่งยืน คุณพลอยให้นิยามที่กว้างกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าคือการทำให้องค์กร คู่ค้า และพนักงานยืนระยะไปด้วยกันได้ยาว 20 ถึง 50 ปี

เซสชันปิดท้ายโดยคุณชลธิชา แสงพันธุ์ AI and Data Evangelist จาก Techsauce ตั้งโจทย์ว่าวันนี้ทุกคนเข้าถึง AI ได้เท่ากันหมดแล้ว เกมต่อไปจึงเป็นการแข่งกันว่าใครใช้ Agentic AI ได้เก่งและลึกกว่ากัน โดยคุณชลธิชาแบ่งระดับการใช้งานออกเป็น 5 ขั้น เริ่มจากขั้นที่ 1 คือการแชทธรรมดาที่ช่วยประหยัดเวลาราว 30 นาทีต่อวัน ไล่ขึ้นไปจนถึงขั้นที่ 4 ที่สร้างเป็นพนักงาน AI ผ่านการทำ Skills ซึ่งช่วยประหยัดได้ถึงหลักแสนบาทต่อเดือน และขั้นที่ 5 ที่ทำงานอัตโนมัติ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่มีใครทำได้ แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 10 ปี
ในแง่ผลลัพธ์ งานวิจัยทั่วโลกระบุว่า SME ใช้ AI กันแล้วกว่า 82% และกลุ่มที่ใช้เป็นเห็นรายได้เติบโตขึ้น 2 เท่า พร้อมลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ 23% คุณชลธิชาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าพนักงาน 1 คนที่มี AI อีก 10 ตัวคอยช่วย ย่อมดีกว่ามีพนักงานเพียงคนเดียว โดยกรณีใช้งานที่เริ่มได้ทันทีคือการสร้างเลขาส่วนตัว นักการตลาด นักขาย และนักวิเคราะห์ข้อมูล บทสรุปที่เธออยากให้ทุกคนจำกลับไปคือ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือเร่งการเติบโต (Growth Hack) อีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือเอาตัวรอด (Survive) ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายเช่นทุกวันนี้
เส้นเรื่องเดียวที่ร้อยทั้ง 4 เซสชันไว้ด้วยกันคือแนวคิดที่ว่าใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยั่งยืนหรือการนำ AI มาใช้ สำหรับผู้ที่สมัครเข้าร่วม SIP รุ่นที่ 4 สามารถเตรียมติดตามการประกาศผลได้ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจ แล้วพบกันในโครงการ SIP4
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด