ตามรอยพี่จีนหรือไม่? เราไม่อาจทราบได้ แต่ตอนนี้สิงคโปร์เริ่มโปรเจค GovTech ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจตราและดูแลประชาชนมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้นการใช้กล้องวงจรปิดมาสอดส่องการกระทำของประชาชน (Mass Surveillance) ที่อาจเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายนั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะมีข่าวว่า SenseTime จากจีนกลายเป็น Startup ด้าน AI ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก จากเงินลงทุน Series C ของ Alibaba มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว

ล่าสุดตอนนี้สิงคโปร์เริ่มโปรเจค GovTech ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจตราและดูแลประชาชนมากขึ้น ตามรอยพี่จีนหรือไม่? เราไม่อาจทราบได้ เรามาลองย้อนดูรายละเอียดข่าวที่เกิดขึ้นกัน

Photo: webandi, Pixabay

ยังมีอีกข่าวหนึ่งเกิดขึ้นที่สิงคโปร์ นั่นคือรัฐบาลสิงคโปร์เริ่มติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีความสามารถในการจำแนก-ตรวจจับใบหน้า (Face Recognition) บนเสาไฟฟ้า 110,000 ต้นทั่วประเทศแล้ว โดยในกล้องจะเชื่อมเข้ากับระบบตรวจจับใบหน้า เพื่อใช้วิเคราะห์ฝูงชนและป้องการก่อการร้าย ซึ่งเปิดให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมประมูลในโครงการไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ซึ่งถือเป็นโปรเจคนำร่องหน่วยงานของรัฐบาลสิงคโปร์อย่าง GovTech จะเริ่มดำเนินการ ภายใช้ชื่อ Lamppost-as-a-Platform (LaaP) ซึ่งอยู่ภายใต้แผน Smart Nation เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตเรื่องของความเป็นส่วนตัว (Privacy) ที่จะถูกละเมิดหรือไม่? ด้านตัวแทนของ GovTech ยืนยันว่าจะไม่ให้มีการละเมิดเรื่อง Privacy

Photo: ChangiAirport.com

ต่อมาในช่วงเดือนต้นเดือนพฤษภาคม ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงีเริ่มทดสอบระบบจำแนกใบหน้าเพื่อตามหาผู้โดยสารหายมาใช้งานในสนามบิน T4 (Terminal 4) ซึ่งเป็นเทอร์มินัลที่ใหม่ที่สุดของสิงคโปร์ โดยจะจำแนก-ตรวจจับใบหน้าของคนที่อยู่ตามจุดต่างๆ ของสนามบิน หลังจากนั้นจะดำเนินการตามบุคคลนั้นให้กลับมาขึ้นเครื่องบิน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เที่ยวบินล่าช้า ก็เป็นเพราะผู้โดยสารอาจจะหลงทาง ซื้อสินค้าอยู่ตามร้านปลอดภาษี หรืออาจทำกิจกรรมอื่นๆ จนไม่ได้ดูเวลา ทำให้สนามบินต้องใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าที่กล่าวไปข้างต้นเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้

ซึ่งเทคโนโลยีดังลก่าวยังถูกนำมาใช้ในการการเข้าเช็คอินกระเป๋า การเข้าเมือง เเละการขึ้นเครื่องที่ T4 (Terminal 4) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่วยลดระยะการเข้าคิวให้น้อยลงได้อีกด้วย

Photo: Thomas Peter, REUTERS

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์วางแผนติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อน 300 ตัว ตามพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่สาธารณะอื่นๆทั่วสิงคโปร์ 32,000 จุดที่กำหนดว่าห้ามสูบบุหรี่ เพื่อจับผู้สูบบุหรี่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถ้าใครสูบบุหรี่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาตที่สิงคโปร์จะถูกปรับเป็นเงิน 1000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 24,000 บาท)

พร้อมเผยว่ากล้องยังสามารถตรวจจับการกระทำที่ไม่ถูกสุขลักษณะได้ด้วย เช่น การถ่มน้ำลายหรือทิ้งขยะเรี่ยราดได้อีกด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะถูกปรับในสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

หลังจากนี้ต้องรอดูว่าระบบจำแนก-ตรวจจับใบหน้าในสิงคโปร์จะถูกนำมาใช้ในรูปแบบไหนอีก และต้องติดตามกันว่าโครงการนี้จะมีความคืบหน้าและประสบความสำเร็จในอนาคตได้หรือไม่?

อ้างอิงข้อมูลจาก Reuters (1) (2) และ The Strait Times

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทุกหน่วยงานมีอีโก้ พยายามสร้างระบบของตัวเองที่ซ้ำซ้อน เหตุสิงคโปร์เตรียมยกเครื่อง GovTech

ที่งาน STACK 2018 Developer Conference งานที่เน้นด้าน GovTech นายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong ออกมาเผยถึงวิสัยทัศน์ วิธีการของภาครัฐสิงคโปร์ว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็...

Responsive image

150,000 ครั้งต่อเดือนคือการขอ reset password รัฐสิงคโปร์ปรับ UX ใหม่หันมาใช้ Fingerprints

หลังจากที่เราเคยนำเสนอข่าวการยกเครื่องครั้งใหญ่ด้านเทคโนโลยีของภาครัฐฯ สิงคโปร์ และปรับเปลี่ยนการยืนยันตัวตนในการเข้าใช้บริการ e-service ต่างๆ ผ่านแอปฯ​ ที่ชื่อ SingPass โดยวันนี้ก...

Responsive image

นายกฯ สิงคโปร์ ระบุว่า “ไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ได้ด้วย Blockchain”

หลายๆ คนคงยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นผู้นำด้านการพัฒนา Fintech เห็นได้จาก Ecosystem ที่โตวันโตคืน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Fintech ของสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากวิสัยทัศน์ของผู...