ไทยยังเป็น ‘เป้าหมายหลัก’ ของมิจฉาชีพในเอเชีย ยอดโดนหลอกพุ่ง 173 ล้านครั้งในปีเดียว ทั้งโทร-SMS เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.16%

ไทยยังเป็น ‘เป้าหมายหลัก’ ของมิจฉาชีพในเอเชีย

Whoscall เปิดรายงานปี 2568 สะท้อนภาพที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพในเอเชีย แม้ภาพรวมของหลายประเทศจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม โดยตลอดทั้งปี คนไทยถูกโทรหลอกลวงกว่า 39 ล้านครั้ง และได้รับ SMS หลอกลวงอีก 134 ล้านข้อความ รวมเป็น 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.16% จากปีก่อน ขณะที่เดือนธันวาคมเป็นช่วงที่พบการก่อกวนสูงที่สุด โดย 27% ของสายโทร และ 52% ของ SMS มาจากหมายเลขที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้

ภาพรวมโลกดีขึ้น แต่ไทยยังคงสวนทาง 

ในภาพรวมระดับโลก Whoscall วิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสารกว่า 6,000 ล้านครั้งในปี 2568 พบว่ามี 480 ล้านครั้งที่เป็นการหลอกลวง หรือประมาณ 8% ของทั้งหมด แม้ตัวเลขนี้จะลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 540 ล้านครั้งจากปี 2567 แต่ประเทศไทยกลับสวนทาง เผชิญกับปริมาณสายหลอกลวงสูงที่สุดในบรรดาตลาดเอเชียทั้งหมดที่ Whoscall ให้บริการ 

เมื่อเทียบกับตลาดใกล้เคียงอย่างไต้หวันและฮ่องกงที่ตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ระเทศไทยกำลังถูก ‘โฟกัส’ จากเครือข่ายมิจฉาชีพมากขึ้น

มิจฉาชีพทำงานเป็นระบบเหมือนบริษัท

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ รูปแบบการดำเนินงานของมิจฉาชีพที่พัฒนาไปไกลกว่าเมื่อก่อน จากเดิมที่เป็นกลุ่มกระจัดกระจาย กลายเป็นโครงสร้างแบบ ‘องค์กร’ ที่มีระบบชัดเจน มีการกำหนดเวลาเข้า-ออกงาน และออกกลยุทธ์แคมเปญ มีตารางการทำงานแบบมืออาชีพ มีทั้งทีมปฏิบัติการโทร ทีมข้อมูล ฝ่ายสรรหาคน (HR) รวมถึงคู่มือสคริปต์และกฎระเบียบภายใน

พฤติกรรมการทำงานยังสะท้อนความเป็นระบบ เช่น ปริมาณการโทรจะสูงในวันพฤหัสบดีและศุกร์ ลดลงในวันอาทิตย์ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเหยื่อ ขณะที่บางหมายเลขสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง แสดงถึงการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและโครงสร้างระดับคอลเซ็นเตอร์

นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย กล่าวว่า "มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่มีโทรศัพท์อีกต่อไป แต่คือศูนย์รวมเครือข่ายขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งได้ขยายและรวมศูนย์เป็นศูนย์มิจฉาชีพระดับอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่ง ‘โรงงานมิจฉาชีพ' เหล่านี้มีทั้งชั้นปฏิบัติการโทร คู่มือสคริปต์ ทีมข้อมูล รวมถึงระบบรับคน ฝึกอบรม และบังคับใช้กฎระเบียบภายใน ข้อมูลของเราพบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง ซึ่งปริมาณระดับนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น”

“การเฝ้าระวังและสร้างชุมชนที่รู้เท่าทัน คือหัวใจสำคัญในการป้องกันภัยมิจฉาชีพ ที่ผ่านมาเราผนึกกำลังกับภาครัฐและเอกชนมาโดยตลอดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้สังคมไทย และเราจะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา AI ขั้นสูงเพื่อจัดการกับกลโกงใหม่ๆ เราเชื่อว่าถ้าเราช่วยกัน เราจะสร้างสังคมที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน"

นอกจากนี้ ข้อมูลยังเผยให้เห็นการเปลี่ยนยุทธวิธีสู่ 'การหลอกลวงง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน' โดยขบวนการเหล่านี้หันมาใช้การแอบอ้างตัวตนที่น่าเชื่อถือและความเสี่ยงต่ำ แทนที่การขู่เข็ญด้วยเดิมพันสูงแบบเดิม

กลยุทธ์ใหม่หลอกด้วย ‘เรื่องใกล้ตัว’ 

ขณะเดียวกัน รูปแบบการหลอกก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นการข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์ความเสี่ยงสูง กลายเป็น ‘เรื่องใกล้ตัว’ ที่ดูธรรมดา เช่น การแอบอ้างหน่วยงานหรือบริการที่คุ้นเคย เพื่อให้เหยื่อตายใจมากขึ้น

อีกประเด็นที่เห็นชัดคือ ‘ความยืดหยุ่น’ ของเครือข่ายเหล่านี้ แม้มาตรการภาครัฐ อย่างการตัดไฟและอินเทอร์เน็ตบริเวณชายแดนในช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะทำให้ปริมาณลดลงถึง 32% แต่การลดลงดังกล่าวเป็นเพียงผลระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นในเดือนมิถุนายน ตัวเลขก็กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เมื่อกลุ่มเหล่านี้เริ่มปรับตัว ย้ายโครงสร้างพื้นฐาน และใช้อินเทอร์เน็ตจากช่องทางอื่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้การบังคับใช้กฎหมายจะรบกวน 'สถานที่' ปฏิบัติการ แต่ 'การดำเนินการ' ยังคงเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะ

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล โดนเจาะเป็นรายคน 

สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือเรื่อง ‘ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล’ รายงานพบว่า 94% ของหมายเลขโทรศัพท์ที่หลุด มีชื่อ-นามสกุลเชื่อมโยงอยู่ด้วย นอกจากนี้ 25% มีอีเมล 12% มีรหัสผ่าน 8% มีวันเกิด และ 9% มีที่อยู่จริง

ข้อมูลระดับนี้ทำให้มิจฉาชีพสามารถเปลี่ยนจากการสุ่มโทร มาเป็นการโจมตีแบบเจาะจงบุคคลได้ เช่น ใช้ชื่อจริง วันเกิด หรือข้อมูลส่วนตัวมาสร้างความน่าเชื่อถือ เลี่ยงขั้นตอนตรวจสอบ และเพิ่มโอกาสหลอกสำเร็จ

ในด้านเทคนิค วิธีการก็ซับซ้อนขึ้นเช่นกัน  ลิงก์ที่แนบมากับ SMS แบ่งเป็น 37% ที่เป็นฟิชชิงสำหรับขโมยข้อมูล และ 32% เป็นมัลแวร์ที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ ดัก OTP หรือดูดข้อมูลธนาคารได้ รวมกันคิดเป็น 69% ของลิงก์ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพยังพยายามหลบระบบกรองของผู้ให้บริการ โดย 85% ของ SMS (โดยเฉพาะกลุ่มพนัน) ใช้วิธีแทรกอีโมจิ ตัวอักษรพิเศษ หรือผสมหลายภาษา เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับอัตโนมัติ อีกเทรนด์ที่พบคือการแอบอ้างสถาบันที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีสัดส่วนการถูกนำไปใช้แอบอ้างประเภทละประมาณ 4%

สรุป

ภาพรวมของปี 2568 จึงชี้ชัดว่า ปัญหามิจฉาชีพไม่ได้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ที่มีทั้งโครงสร้าง คน เทคโนโลยี และข้อมูลรองรับอย่างครบวงจร และจุดเปลี่ยนสำคัญคือ จากเดิมที่เป็นการหลอกแบบหว่าน กลายเป็นการหลอกแบบ ‘รู้ข้อมูลเหยื่อ’ มากขึ้น ซึ่งทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และรับมือได้ยากกว่าเดิม

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

อังกฤษอัดงบ 1 พันล้านปอนด์ แก้วิกฤตคนรุ่นใหม่ตกงาน ดึงนายจ้างรับเด็กจบใหม่ เร่งสร้างงาน 200,000 ตำแหน่ง

สหราชอาณาจักรทุ่ม £1 พันล้าน แก้วิกฤตเยาวชนตกงาน ดัน 200,000 ตำแหน่งงานใหม่ พร้อมแรงจูงใจนายจ้าง ท่ามกลางแรงกดดันจาก AI และต้นทุนแรงงาน...

Responsive image

Li Yue เถ้าแก่เนี้ยวัย 12 เมื่อเด็กประถมหยิบ AI มาปั้นร้านค้า และจ้างแม่ตัวเองด้วยเงินเดือนหลักหมื่น

ถอดบทเรียน Li Yue สาวน้อยวัย 12 จากจีน ที่เปลี่ยนเงินอั่งเปาเป็นธุรกิจร้านค้า พร้อมโชว์เหนือใช้ AI คุมบัญชีและจ้างแม่ตัวเองเป็นพนักงาน!...

Responsive image

เมื่อ AI เริ่มจำลองโลกในหัวตัวเอง ทำความรู้จัก World Model จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ AI ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

World Model คืออะไร? ทำไม AI กำลังเปลี่ยนจากการ “ตอบคำถาม” ไปสู่ “การจำลองโลก” และจะเปลี่ยนอนาคตของ AI อย่างไร...