คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี
คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท
"แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ คาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน 'กลยุทธ์เชิงรุก' อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้ง 'แผนระยะสั้น' บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้นเพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง
"ส่วน แผนระยะ 2 ปี (2569-2570) เอสซีจีมุ่งสร้างกล้ามเนื้อด้วยการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อมเดินหน้าโครงการ LSPE ที่เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน
"ตลอดจนผลักดัน สินค้ากรีน (Green Products) – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA) และเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว"
สำหรับรายละเอียด กลยุทธ์เชิงรุก ที่คุณธรรมศักดิ์กล่าวถึง ประกอบด้วย 'แผนระยะสั้น' เน้นปรับตัว 'เข้มข้น’ ทันท่วงที โดย
1.) บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน นำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการ ‘เร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น’ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชน ให้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้ เช่น สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
2.) บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดย ‘เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก’ และ ‘เพิ่มการใช้รถ EV ขนส่งสินค้า’ ประกอบกับ ‘การมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศ’ ช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี
3.) เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน ‘เข้มข้น’ ผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมาทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137ล้านบาท
สำหรับ แผนระยะ 2 ปี (2569-2570) เอสซีจีเน้น ‘สร้างกล้ามเนื้อ’ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งในระยะยาว โดย
1.) บริหารความได้เปรียบจาก ‘การมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน’ (Regional Optimization) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต ด้วยการ ‘รวมศูนย์การผลิต’ และ ‘ใช้ Robotics & Automation’ ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการ ‘บริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ’ คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วน ‘โครงการ LSPE’ เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน คาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท
2.) ผลักดัน ‘สินค้ากรีน – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า พร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ
เอสซีจีซี (SCGC) ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน มีฐานการผลิตหลัก 3 ประเทศ ได้แก่ ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึงขั้นปลาย ประกอบด้วย เม็ดพลาสติกหลัก 3 ประเภท คือ พอลิเอทิลีน (PE) พอลิโพรพิลีน (PP) และพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC)
3.) เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC โดยได้ประกาศการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกัน
4.) ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ‘SCG Cleanergy’ ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

คุณศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีว่า "สถานการณ์ฮอร์มุซทำให้เห็นว่า ปิโตรเคมีสำคัญขนาดไหน ถ้าไม่มีจะทำให้ซัพพลายเชนสะดุดหมด ดังนั้น ไม่มีไม่ได้"
สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ทั้งนี้ โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป
และนอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC

จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และจากแรงหนุนของการอุปโภคบริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเอสซีจีพีมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม
จากการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปรับกระบวนการพัฒนาโครงการให้กระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขนาดใหญ่ได้ตามแผน อาทิ โครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (CMT1) รวมถึงโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอย่าง บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง ‘เข้มข้น’ และ เร่ง‘เสริมแกร่ง’ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ ‘เข้มแข็ง’ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯ ยัง ‘แข็งแกร่ง’ มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวปิดท้าย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด