UTCC ชี้วิกฤต Digital Paradox ของไทย เสี่ยงเป็นตลาดให้คนอื่นเพราะ 'เก่งการใช้เทคโนโลยี' แต่ 'ไม่เก่งสร้าง'

แม้ว่าประเทศไทยจะติดอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคในด้านการใช้อินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซ แต่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Thailand’s Digital Paradox” หรือความย้อนแย้งที่เทคโนโลยีดิจิทัลเติบโตเร็วกว่าโครงสร้างเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศ

ดร.ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เริ่มด้วยการฉายภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องแม้จะผ่านช่วงโควิด-19 มาแล้วก็ตาม โดยในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ อินโดนีเซียมีอัตราเติบโตสูงสุด ขณะที่ไทยกำลังเร่งเครื่องตามมาติดๆ

เมื่อซูมมาที่ประเทศไทย กราฟพุ่งขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะมูลค่าอีคอมเมิร์ซที่เติบโตแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2019 ปัจจุบันโตขึ้นถึง 6 เท่า และกลายเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลถึง 1.2 ล้านล้านบาท จากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตถึง 91% หรือ 44 ล้านคน

ดร.ธีรข์กรณ์ ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับทฤษฎี Creative Destruction ของ Schumpeter ที่บอกว่านวัตกรรมใหม่จะเข้ามาทำลายสิ่งเก่าเสมอ เทคโนโลยีในอดีตอย่างเครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า หรือคอมพิวเตอร์ ได้เปลี่ยนโลกมาแล้วและปัจจุบันเราอยู่ในยุคของ "AI" ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะมาทำลายล้างโครงสร้างเดิมๆ

อนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างนวัตกรรมได้เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าสังคมเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหามันได้มากน้อยแค่ไหน - ดร.ธีรข์กรณ์ กล่าวทิ้งท้าย 

Thailand's Digital Paradox เมื่อการเติบโตสวนทางขีดความสามารถ

ดร.ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต คณบดี คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เจาะลึกถึงสถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับ “Thailand Digital Paradox” หรือปรากฏการณ์ที่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตจาก “จำนวนคนใช้งาน” มากกว่าการเติบโตจากขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศ  โดยประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและผู้ประกอบการออนไลน์จำนวนมาก แต่กลับขาดความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริง

ดร.ศุภสัณห์ ได้ชี้ให้เห็นถึง 3 ช่องว่างสำคัญที่เป็นต้นตอของปัญหา:

  1. Data Gap: ข้อมูลที่สำคัญของภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มยังคงกระจัดกระจายและไม่ถูกเชื่อมโยงกัน ทำให้การวางนโยบายและการพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจยังขาดประสิทธิภาพ เหมือนมีวัตถุดิบชั้นดีแต่ไม่เคยนำมารวมกันเพื่อปรุงอาหารจานเด็ด
  2. Competence Gap: ประเทศไทยมี "ผู้ใช้" ดิจิทัลจำนวนมาก แต่ยังขาด "ผู้ที่เข้าใจ" เทคโนโลยีน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ
  3. Trust Gap: แม้จะมีกฎหมายอย่าง PDPA แต่ระบบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใสและการตรวจสอบการใช้ข้อมูลในภาพรวมยังไม่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบที่แข็งแกร่ง

เกราะป้องกัน 4 มิติด้วย ‘PACE Framework’ สูตรอยู่รอดธุรกิจไทย

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับตัวเองด้วย PACE Framework ซึ่งเป็น 4 สมรรถนะหลักที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

  1. P (Platform Literacy): ไม่ใช่แค่การโพสต์ขายของ แต่ต้องมีความเข้าใจในระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์ม สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
  2. A (Added-value Excellence): สร้างความแตกต่างและความเป็นเลิศผ่าน "การบริการ" ที่เหนือกว่าคู่แข่ง เช่น การรับประกัน การดูแลหลังการขาย หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เพื่อหนีจากการแข่งขันด้านราคาและสร้างความภักดีในระยะยาว
  3. C (Collaborative Brand Trust): ยุคนี้ธุรกิจอาจไม่สามารถโตคนเดียวได้ การจับมือพันธมิตร โดยเฉพาะแพลตฟอร์มจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ได้เร็วขึ้น
  4. E (Expansive Readiness): การเตรียมความพร้อมเพื่อ "ขยายตลาด" ไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เข้ากับแต่ละท้องถิ่น

พลิกบทบาทภาครัฐ ขับเคลื่อนระบบนิเวศด้วย LEAD Framework

นอกจากพัฒนาผู้ประกอบการแล้ว ภาครัฐเองก็จำเป็นต้องปรับบทบาทจาก "ผู้กำกับดูแล" มาเป็น "ผู้ร่วมสร้าง" ระบบนิเวศดิจิทัล โดยใช้ "LEAD Framework" เป็นแนวทางหลัก

  1. L (Linkage): ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์ม เพื่อทลายกำแพงข้อมูล
  2. E (Empowerment): เสริมสร้างศักยภาพและติดอาวุธความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการผ่านการอบรมและพัฒนาทักษะที่จำเป็น
  3. A (Adaptive Governance): มีการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  4. D (Distributed Trust): สร้างระบบความน่าเชื่อถือแบบกระจายศูนย์ที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศ

จาก 'ผู้ใช้' สู่ 'ผู้สร้าง' คืออนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ดร.กิตติพงษ์ สาครเสถียร ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเทศไทยตอกย้ำว่าประเทศไทยกำลังอยู่บน "ทางแยกสำคัญ" และกำลังเผชิญกับ Future Gap หรือความไม่พร้อมสำหรับอนาคต ที่สะท้อนผ่านอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง แต่ในวิกฤตนี้ก็มี "Integration Opportunity" หรือโอกาสฮญุ๋ หากทุกภาคส่วนยอมร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ

ทางรอดของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยการ "จับมือกัน" ของ 3 ฝ่ายหลัก คือ ภาครัฐ, ภาคเอกชน และแพลตฟอร์ม เพื่อพลิกโฉมประเทศจากที่เป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี ให้กลายเป็นผู้สร้างมูลค่าที่แท้จริง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

OpenAI เปิดตัว Prism ปฏิวัติวงการวิจัยด้วย AI Workspace ขุมพลัง GPT-5.2 ที่ออกแบบมาเพื่อนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ

OpenAI เปิดตัว Prism หรือ AI Workspace สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ขุมพลัง GPT-5.2 ที่ช่วยทำหน้าที่ได้ตั้งแต่การประเมินสมมติฐาน การขัดเกลาสำนวนภาษาในบทความวิจัย ไปจนถึงการสืบค้นงานวิจัยใน...

Responsive image

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 ‘เวทีการเงินโลก’ ครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี

ประเทศไทยประกาศความพร้อมอย่างเป็นทางการในการกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกอีกครั้งในรอบ 35 ปี กับงาน การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนา...

Responsive image

Meta เตรียมเปิดตัวสมาชิกพรีเมียม บน Facebook, IG และ WhatsApp จ่ายเงินเพื่อปลดล็อกฟีเจอร์ลับ

Meta เตรียมทดสอบระบบสมาชิกพรีเมียมบน Facebook, IG และ WhatsApp ปลดล็อกขุมพลัง Manus AI และฟีเจอร์ลับสายส่องเพื่อสร้าง New S-Curve ท่ามกลางศึก Subscription Fatigue ในยุค AI...