ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันการเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โลกกำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่มุ่งสู่ฝั่งตะวันออก ส่งผลให้เวที World Economic Forum (WEF) ปีนี้ ให้ความสำคัญกับบทบาทของตลาดเกิดใหม่ (Frontier Markets) ในฐานะเครื่องยนต์หลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในงาน WEF 2026 ได้มี Panel discussion ภายใต้หัวข้อ “Where Are We with Emerging Markets?” ที่ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง ซึ่งวงอภิปรายครั้งนี้มี Peter Thal Larsen บรรณาธิการระดับโลกจาก Reuters Breakingviews เป็นผู้เปิดประเด็นด้วยข้อมูลจากรายงาน Chief Economists Outlook ที่ชี้ชัดว่า เอเชียใต้และเอเชียตะวันออก คือภูมิภาคที่มีแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในปีนี้ สวนทางกับยุโรปที่ยังคงเปราะบาง
ภาพจาก: World Economic Forum
ผู้ร่วมอภิปรายแต่ละท่านประกอบด้วยผู้นำระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ James Marape นายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกินี Dr. Rania Al-Mashat รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนฯ ของอียิปต์ Makhtar Diop กรรมการผู้จัดการ IFC และ Bob Sternfels ผู้บริหารสูงสุดของ McKinsey & Company
โดยทาง Techsauce ได้รวบรวมและวิเคราะห์ประเด็นเชิงลึกจากวงเสวนา เพื่อฉายภาพทิศทางอนาคตของโลกกำลังพัฒนาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
James Marape นายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกินี เปิดมุมมองเกี่ยวกับกระแสเงินทุนโลก โดยระบุว่าเงินทุนนั้นไร้พรมแดนและภูมิภาคใดก็ตามที่พยายามกีดกันทางการค้าหรือบีบการไหลเวียนของเม็ดเงิน ทุนเหล่านั้นก็จะไหลไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าทันที ซึ่งในเวลานี้คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ที่เขาเปรียบว่าเป็น เครื่องยนต์เศรษฐกิจของโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า
เขายกตัวอย่างความสำเร็จของปาปัวนิวกินีที่สามารถเติบโตได้ถึง 4% ต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลังยุคโควิด และความสามารถในการชำระหนี้โครงการ LNG ขนาดใหญ่คืนแก่ธนาคารระดับโลก 19 แห่งได้ก่อนกำหนดถึง 6 เดือน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพในการจัดการเงินทุนระดับสากล
Bob Sternfels จาก McKinsey เเสนอให้รื้อถอนคำนิยามเดิมๆ โดยมองว่าคำว่า Emerging Markets หรือตลาดเกิดใหม่ เป็นคำที่ล้าสมัย เขาเสนอคำว่า Frontier Markets หรือตลาดด่านหน้าแทน
ประเด็นสำคัญคือปรากฏการณ์การไหลย้อนกลับของทรัพย์สินทางปัญญา ในอดีตประเทศพัฒนาแล้วส่งออกเทคโนโลยีไปยังประเทศกำลังพัฒนา แต่ปัจจุบันนวัตกรรมกำลังเกิดขึ้นใน Frontier Markets เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และถูกส่งกลับไปให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเรียนรู้ สิ่งนี้สะท้อนว่าประเทศเหล่านี้ไม่ใช่แค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้บุกเบิกในบริบทของตนเอง

ภาพจาก: World Economic Forum
หัวข้อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์อย่างละเอียด โดย Dr. Rania Al-Mashat จากอียิปต์ ที่เน้นย้ำเรื่องการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เธอกล่าวว่ารัฐบาลมักจะตกหลุมพรางเมื่อตัวเลข GDP ดีขึ้นแล้วหยุดปฏิรูป แต่ความจริงคือโลกปัจจุบันมีความผันผวนสูง การปฏิรูปจึงต้องทำตลอดเวลาและต้องทำให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ เพื่อป้องกันความเหนื่อยหน่ายต่อการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่ Bob Sternfels เปรียบเทียบความยืดหยุ่นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องฝึกฝนซ้ำๆ เขาเสนอโมเดลที่ต้องมีทั้งเกมรุกและรับ องค์กรที่ทำแต่เกมรับจะแค่รอดแต่ไม่โต ส่วนองค์กรที่ทำแต่เกมรุกอาจเสี่ยงจนล่มสลาย ความสมดุลคือหัวใจสำคัญ
Makhtar Diop จาก IFC เปิดเผยถึงการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ตลาดด่านหน้า:
ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนที่สุดคือเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ โดย Dr. Rania Al-Mashat แสดงความกังวลว่า AI อาจสร้างช่องว่างใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม ระหว่างประเทศที่เป็นผู้สร้างและผู้ใช้ หากประเทศกำลังพัฒนาเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีนี้ ช่องว่างทางเศรษฐกิจจะไม่มีวันบรรจบกันได้
อย่างไรก็ตาม Bob Sternfels แย้งด้วยข้อมูลเชิงเทคนิคที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Small Language Models (SLMs) หรือโมเดลภาษาขนาดเล็ก เขาชี้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากโมเดลขนาดใหญ่ที่แพงระยับ มาสู่โมเดลขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90% ของโมเดลใหญ่ แต่ใช้ต้นทุนเพียง 1 ใน 1,000 นั่นหมายความว่าประเทศเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานราคาแพงจากสหรัฐฯ แต่สามารถสร้าง AI เฉพาะทาง เช่น ด้านการแพทย์ท้องถิ่น ได้เองด้วยต้นทุนที่จับต้องได้

ภาพจาก: World Economic Forum
Makhtar Diop ฝากข้อคิดสำคัญทิ้งท้ายว่า ประเทศกำลังพัฒนามีสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดคือ ข้อมูลพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ รัฐบาลต้องเร่งเก็บข้อมูลและรักษาไว้เป็นสินทรัพย์ของชาติ เพื่อใช้ต่อรองในยุคการแพทย์แม่นยำ ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทต่างชาติเก็บไปฟรีๆ
ในขณะที่ James Marape เสริมว่า ในขณะที่รัฐบาลมักมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคเอกชนคือผู้ที่จะขับเคลื่อนผลประโยชน์ร่วมกันข้ามพรมแดนได้ดีที่สุด เพราะเอกชนมองที่กำไรและประสิทธิภาพ ไม่ใช่การเมือง
บทสนทนาที่กรุงดาวอสปีนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญ ยุคของการมองตลาดเกิดใหม่เป็นเพียงผู้รอรับความช่วยเหลือได้สิ้นสุดลงแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Frontier Markets ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของตนเอง
หัวใจสำคัญของการอยู่รอดคือ ความยืดหยุ่นเชิงรุก ที่ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งรับวิกฤต แต่ต้องใช้โอกาสจากวิกฤตเพื่อเติบโต ในด้านการเงิน โลกกำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์ มาสู่การระดมทุนภายในประเทศและการใช้สกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น
ที่สำคัญ การถือกำเนิดของ Small Language Models ที่มีราคาถูกลงมหาศาล กำลังเปิดโอกาสให้ประเทศขนาดเล็กสามารถก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมๆ ได้ หากรัฐบาลรู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลและวางนโยบายที่เปิดกว้างร่วมกับภาคเอกชน

ภาพจาก: World Economic Forum
แม้แนวคิดเรื่อง Frontier Markets จะฉายภาพโอกาสที่สดใส แต่เมื่อมองลึกลงไปในความเป็นจริง ยังมีความท้าทายที่อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านจริงไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด:
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด