
120 ปี คือเวลาที่โลกยังต้องรอ กว่าผู้หญิงและผู้ชายจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ และการเมืองเท่ากันเต็มร้อย ตัวเลขนี้มาจาก Global Gender Gap Report 2026 ของ World Economic Forum (WEF) ฉบับที่ 20 นับตั้งแต่เริ่มทำในปี 2006 ครอบคลุม 145 เศรษฐกิจทั่วโลก ผลล่าสุดพบว่าโลกปิดช่องว่างทางเพศได้ 69.2% และยังไม่มีประเทศไหนไปถึงความเท่าเทียมสมบูรณ์
สิ่งที่ทำให้ฉบับครบรอบ 20 ปีต่างจากการจัดอันดับทุกปี คือข้อสรุปว่าโจทย์ของความเท่าเทียมเปลี่ยนไปแล้ว สองทศวรรษที่ผ่านมาผู้หญิงเข้าถึงห้องเรียนและตลาดแรงงานได้มากขึ้นจริง แต่ข้อมูลชุดใหม่จาก LinkedIn และธนาคารโลก (World Bank) ชี้ว่าด่านต่อไปคือใครได้ขึ้นเป็นผู้นำ ใครได้ทำงานสาย AI ที่ค่าตอบแทนสูง และใครเป็นคนกำหนดทิศทางเงินทุน ซึ่งหลายจุดเริ่มหยุดนิ่ง
ส่วนประเทศไทยขยับขึ้น 11 อันดับมาอยู่ที่ 55 ของโลก เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และในข้อมูลประกอบรายประเทศยังมีตัวเลขที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือบริษัทเอกชนไทย 64.8% มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารสูงสุด มากที่สุดจาก 132 เศรษฐกิจที่มีข้อมูล
ดัชนีนี้วัดช่องว่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายใน 4 มิติ ได้แก่ การมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ (Economic Participation and Opportunity) การศึกษา (Educational Attainment) สุขภาพและการอยู่รอด (Health and Survival) และอำนาจทางการเมือง (Political Empowerment) รวม 14 ตัวชี้วัด ตั้งแต่อัตราการเข้าร่วมกำลังแรงงาน รายได้ สัดส่วนผู้บริหาร อัตราการรู้หนังสือ ไปจนถึงสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาและจำนวนปีที่มีผู้นำรัฐบาลหญิงในรอบ 50 ปี
วิธีคำนวณคือนำค่าของผู้หญิงหารด้วยค่าของผู้ชายในแต่ละตัวชี้วัด คะแนนจึงอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 โดย 1 คือเท่าเทียมสมบูรณ์ และอ่านเป็นเปอร์เซ็นต์ของช่องว่างที่ปิดไปแล้วได้ทันที เช่น 0.692 คือปิดไปแล้ว 69.2% ถ้าผู้หญิงแซงผู้ชายในตัวชี้วัดใด คะแนนจะถูกตัดไว้ที่ 1 เพราะดัชนีนี้วัดความเท่าเทียม ไม่ได้ให้คะแนนเพิ่มกับฝ่ายที่นำ
หลักคิดสำคัญอีกข้อคือดัชนีวัดขนาดของช่องว่าง ไม่ได้วัดระดับการพัฒนา ประเทศร่ำรวยที่มีมหาวิทยาลัยมากกว่าจึงไม่ได้เปรียบ ถ้าผู้หญิงและผู้ชายยังเข้าถึงได้ไม่เท่ากัน และวัดจากผลลัพธ์จริง ไม่ใช่นโยบาย ความยาวของวันลาคลอดจึงไม่อยู่ในสูตร แต่ไปอยู่ในข้อมูลประกอบรายประเทศแทน ส่วนการเปรียบเทียบระยะยาวใช้กลุ่ม 97 เศรษฐกิจที่อยู่ในรายงานครบทั้ง 20 ฉบับ ซึ่งคะแนนเฉลี่ยขยับจาก 64.2% ในปี 2006 เป็น 69.4% ในปีนี้ สูงที่สุดเท่าที่เคยวัดมา

เมื่อแยกดูทีละมิติ ค่าเฉลี่ย 69.2% ซ่อนโลกสองแบบที่ห่างกันมาก มิติการศึกษาปิดช่องว่างได้แล้ว 96.9% และเป็นแรงส่งหลักของปีนี้ด้วยการเพิ่มขึ้น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ หากเดินหน้าด้วยอัตราเดิมจะถึงความเท่าเทียมภายใน 8 ปี ส่วนมิติสุขภาพอยู่ที่ 96.2% และแทบไม่ขยับเลยตลอด 20 ปี
ช่องว่างที่เหลือกองอยู่ในอีกสองมิติ มิติเศรษฐกิจปิดได้ 61.7% ต้องใช้อีก 129 ปี ส่วนมิติการเมืองปิดได้เพียง 22.1% ต้องใช้อีก 194 ปี มิติการเมืองพัฒนามากที่สุดในรอบ 20 ปี แต่ปีนี้ลดลง 0.4 จุด และเป็นมิติเดียวที่คะแนนปี 2026 ต่ำกว่าปี 2016
ในมิติเศรษฐกิจ ยิ่งตำแหน่งสูง ช่องว่างยิ่งกว้าง กลุ่มงานวิชาชีพและงานเทคนิคปิดช่องว่างได้ 73.7% แต่กลุ่มผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการระดับสูง และผู้จัดการ ปิดได้เพียง 41.7% มี 67 เศรษฐกิจที่ผู้หญิงในงานวิชาชีพเท่ากับหรือมากกว่าผู้ชายแล้ว แต่ในระดับผู้บริหารมีเพียง 2 เศรษฐกิจที่ทำได้ ด้านรายได้ ผู้หญิงมีรายได้โดยประมาณเพียง 54.9% ของผู้ชาย
การศึกษาเองก็มีช่องโหว่ มี 111 เศรษฐกิจที่ผู้หญิงเรียนระดับอุดมศึกษาเท่ากับหรือมากกว่าผู้ชาย แต่จาก 117 เศรษฐกิจที่มีข้อมูล มีเพียงบอตสวานาที่สัดส่วนผู้หญิงจบสาย Science, Technology, Engineering and Mathematics (STEM) สูงกว่าผู้ชาย ส่วนมิติการเมือง ผู้หญิงในรัฐสภาปิดช่องว่างได้ 32% ในคณะรัฐมนตรี 23.7% และในตำแหน่งผู้นำประเทศเพียง 14.4% โดย 64 จาก 145 เศรษฐกิจไม่เคยมีผู้นำหญิงเลยในรอบ 50 ปี
ไอซ์แลนด์ครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 17 ด้วยคะแนน 93% และยังเป็นประเทศเดียวที่ปิดช่องว่างได้เกิน 90% ตามด้วยฟินแลนด์ (87.2%) นอร์เวย์ (85.7%) นามิเบีย (84.5%) สหราชอาณาจักร (84.2%) นิวซีแลนด์ (82.8%) สวีเดน (82.3%) ออสเตรเลีย (81.9%) เยอรมนี (81.7%) และไอร์แลนด์ (81.4%) ยุโรปครอง 7 จาก 10 อันดับแรก ออสเตรเลียติดท็อป 10 เป็นครั้งแรก ส่วนนามิเบียขึ้นมา 4 อันดับจนได้อันดับดีที่สุดในประวัติศาสตร์ หลัง Netumbo Nandi-Ndaitwah ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีมีผู้หญิงเท่ากับผู้ชายเป็นครั้งแรก ท้ายตารางคือชาด (57.8%) อิหร่าน (58.5%) ปากีสถาน (59.5%) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (59.5%)
จาก 143 เศรษฐกิจที่อยู่ในรายงานทั้งสองปี ราวสองในสามมีคะแนนดีขึ้น มัลดีฟส์ (+4.4 จุด) ไนเจอร์ (+4.2) และแองโกลา (+3.7) ขยับมากที่สุด ด้านอันดับ เคนยาขึ้น 33 อันดับ กานา 32 และกัวเตมาลา 31 ส่วนอีก 36% คะแนนลดลง รายที่ลดหนักคือบังกลาเทศ คะแนนหาย 6.2 จุดและตกลง 55 อันดับมาอยู่ที่ 79 จากทั้งรายได้ของผู้หญิงที่ลดลงและรัฐสภาชุดใหม่หลังการยุบสภาในปี 2025 ที่มีผู้หญิงเพียง 2.4% ของที่นั่ง สหรัฐฯ ตก 5 อันดับมาอยู่ที่ 47 เพราะสัดส่วนรัฐมนตรีหญิงลดลง
รายได้ของประเทศไม่ได้กำหนดผลลัพธ์เสมอไป คะแนนเฉลี่ยกลุ่มรายได้สูงอยู่ที่ 74.5% ลดหลั่นลงไปจนถึงกลุ่มรายได้ต่ำที่ 65.8% แต่ช่วงคะแนนของแต่ละกลุ่มซ้อนทับกันมาก นามิเบียซึ่งเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างทำคะแนนดีกว่า 95% ของประเทศรายได้สูง บุรุนดีซึ่งเป็นประเทศรายได้ต่ำอยู่อันดับ 26 และแซงหน้า 65% ของกลุ่มรายได้สูง ประเทศที่พัฒนาได้มากที่สุดนับจากปี 2006 (เกิน 12 จุด) คือนามิเบีย ไอซ์แลนด์ เอกวาดอร์ เม็กซิโก กัวเตมาลา ฝรั่งเศส โบลิเวีย ชิลี และเนปาล และถ้ารักษาความเร็วเดิมไว้ได้ ไอซ์แลนด์ นามิเบีย เอกวาดอร์ สหราชอาณาจักร เม็กซิโก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ชิลี และกัวเตมาลา จะปิดช่องว่างได้ภายใน 40 ปี
ระดับภูมิภาค ยุโรปกลับขึ้นนำที่ 75.7% แซงอเมริกาเหนือ (75.2%) ละตินอเมริกาและแคริบเบียน (74.5%) เดินเร็วที่สุดและคาดว่าจะปิดช่องว่างได้ใน 60 ปี เอเชียตะวันออกและแปซิฟิกซึ่งไทยสังกัดอยู่ทะลุ 70% เป็นครั้งแรกที่ 70.3% แต่ยังต้องใช้อีก 144 ปี เอเชียกลางเดินช้าที่สุดที่ 202 ปี ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังอยู่ท้ายสุดที่ 62.5%
ตัวเลขในบทแรกบอกว่าผู้หญิงอยู่ตรงไหน ส่วนบทที่สองของรายงานพยายามตอบว่าทำไมช่องว่างที่เหลือจึงปิดยากขึ้น WEF ชี้ว่างานยังเป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ แต่การมีงานทำอย่างเดียวไม่ได้รับประกันความมั่นคงหรือการเลื่อนสถานะอีกต่อไป ช่องว่างที่เหลือจะปิดได้ด้วยการเลื่อนตำแหน่ง การจัดสรรทรัพยากร และอำนาจตัดสินใจ ข้อมูล 8 ชุดต่อไปนี้แสดงว่าทั้งสามเรื่องยังติดอยู่ตรงไหน
ข้อมูล LinkedIn จาก 57 เศรษฐกิจ ณ มิถุนายน 2026 พบว่าผู้หญิงครองตำแหน่งระดับเริ่มต้น 46% แต่เหลือเพียง 23% ในระดับผู้บริหารสูงสุด (C-Suite) รายงานเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Drop to the Top ภาพรวมก็เริ่มนิ่ง สัดส่วนผู้หญิงในกำลังแรงงานเพิ่มจาก 39.9% ในปี 2015 เป็น 42.0% ในปี 2025 ก่อนลดลงเป็น 41.8% ส่วนผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่รองประธานขึ้นไปขยับจาก 26.7% เป็น 29.6% และแทบไม่เพิ่มเลยตั้งแต่ปี 2023
ความชันของเส้นทางขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ในธุรกิจบริการผู้บริโภคและการศึกษา ผู้หญิงหายไประหว่างทางราวหนึ่งในสาม แต่ในห่วงโซ่อุปทานและขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ หายไปเกินครึ่ง ภาคการเงินและอสังหาฯ มีผู้หญิงในระดับเริ่มต้นราว 48% สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่หายไประหว่างทางถึง 53 ถึง 55% จุดที่หลุดก็ต่างกัน ภาคน้ำมัน ก๊าซ และเหมืองแร่ ผู้หญิงหายไปหนึ่งในสามตั้งแต่ขั้นก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการ ส่วนภาคการเงินและภาคเทคโนโลยี สารสนเทศ และสื่อ หายไปมากที่สุดราว 25% ตอนก้าวจากผู้บริหารระดับกลางขึ้นสู่ระดับสูง
ในระดับ C-Suite ผู้หญิงเป็น Chief Executive Officer (CEO) เพียง 19.1% และเป็นราวหนึ่งในสี่ของ Chief Financial Officer (CFO) และ Chief Operating Officer (COO) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มักส่งต่อไปสู่เก้าอี้ CEO แต่ต่อให้มีประสบการณ์ในตำแหน่งเหล่านี้เท่ากัน ผู้หญิงก็ยังมีโอกาสได้เป็น CEO น้อยกว่าผู้ชาย ผู้หญิงครองราวสองในสามของผู้บริหารสูงสุดฝ่ายทรัพยากรบุคคล และเกือบครึ่งของผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด แต่เป็น Chief Information Officer (CIO) ไม่ถึงหนึ่งในห้า และเป็น Chief Technology Officer (CTO) เพียง 8.6% ทั้งที่ตำแหน่งสายเทคโนโลยีกำลังสำคัญขึ้นเมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร
สัดส่วนผู้หญิงในการจ้างงานใหม่เพิ่มจาก 42.7% ในปี 2016 เป็น 45.8% ในปี 2022 แล้วลดลงต่อเนื่องเหลือ 44.4% ในเดือนมิถุนายน 2026 การจ้างผู้หญิงเข้าตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงผันผวนแรงกว่า ช่วงปี 2016 ถึง 2022 เพิ่มขึ้น 20.3% เทียบกับ 7.4% ของภาพรวม แต่หลังปี 2022 ลดลง 7.2% เทียบกับ 3.1% ของภาพรวม รายงานเตือนว่าถ้าแนวโน้มนี้ยังไปต่อ ความก้าวหน้าที่ผ่านมาอาจรักษาไว้ไม่ได้
สัญญาณเดียวกันปรากฏในบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก Fortune Global 500 มี CEO หญิงเพิ่มจาก 14 คนในปี 2015 เป็น 32 คนในปี 2025 หรือจาก 2.8% เป็น 6.4% แต่ใน 100 บริษัทแรก จำนวน CEO หญิงขึ้นไปสูงสุด 9 คนในปี 2023 ก่อนลดลงเหลือ 7 คน ด้านคณะกรรมการบริษัท ผู้หญิงครองที่นั่งเกือบเพิ่มเป็นเท่าตัว จาก 15.2% ในปี 2014 เป็น 29.3% ในปี 2024 แต่ตำแหน่งผู้นำในคณะกรรมการขยับจาก 3.2% เป็น 5.2% เท่านั้น
ผู้หญิงระบุว่าเคยพักงานกลางคัน (Career Break) บนโปรไฟล์ LinkedIn มากกว่าผู้ชายเกือบสองเท่า เหตุผลอันดับหนึ่งของผู้หญิงคือการเลี้ยงลูกเต็มเวลา (26.5% เทียบกับผู้ชาย 6.0%) ส่วนเหตุผลอันดับหนึ่งของผู้ชายคือพักไปพัฒนาตัวเอง (19.8% เทียบกับผู้หญิง 15.1%)
ผลต่างเห็นชัดตอนกลับเข้าทำงาน ในกลุ่มพนักงานระดับอาวุโสที่พักไปเลี้ยงลูก หนึ่งปีหลังกลับมา ผู้หญิง 6.3% ได้เลื่อนตำแหน่ง เทียบกับผู้ชาย 9.1% ผ่านไปสามปีตัวเลขอยู่ที่ 7.2% กับ 10.0% ช่องว่างในกลุ่มที่พักไปพัฒนาตัวเองเล็กกว่า แต่ค่อยๆ กว้างขึ้นตามเวลา อุตสาหกรรมที่มีผู้หญิงทำงานมากอย่างสาธารณสุข การศึกษา และภาครัฐ มีช่องว่างเรื่องการพักงานแคบกว่า ส่วนภาคโครงสร้างพื้นฐานกับน้ำมัน ก๊าซ และเหมืองแร่ มีทั้งผู้หญิงน้อยและช่องว่างเรื่องนี้กว้างที่สุด
WEF เคยพบว่าผู้หญิงกระจุกอยู่ในงานที่เสี่ยงถูก AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบมากกว่าผู้ชาย และอยู่ในงานที่ AI ช่วยเสริมศักยภาพน้อยกว่า รายงานปีนี้ขยับไปดูอีกด้าน คือใครเป็นคนสร้างและนำ AI ไปใช้
ในบริษัท AI ผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยกว่าบริษัททั่วไปในทุกระดับ ระดับพนักงาน 36.6% เทียบกับ 44.8% ระดับผู้จัดการกลาง 34.1% เทียบกับ 35.9% และระดับผู้บริหาร 25.3% เทียบกับ 27.7% เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ผู้หญิงน้อยที่สุดในกลุ่มที่ใกล้ฮาร์ดแวร์และโลกกายภาพ คือบริษัทคอมพิวเตอร์วิทัศน์และหุ่นยนต์ (21.8%) กับบริษัทฮาร์ดแวร์ AI (22.7%) และมากขึ้นในบริษัทแพลตฟอร์ม AI (30.1%) บริษัทแอปพลิเคชันเฉพาะอุตสาหกรรม (33.1%) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หรือ Big Tech (34.0%) และบริษัทที่พัฒนาโมเดลพื้นฐานหรือ Foundation Model (35.2%)
ภาพชัดที่สุดอยู่ในระดับอาชีพ ข้อมูลจาก 19 เศรษฐกิจพบว่าผู้หญิงเป็นผู้ติดป้ายกำกับข้อมูล (Data Annotator) สำหรับฝึก AI ถึง 44.8% สูงกว่าสัดส่วนในงานทั่วไปที่ 41.4% แต่เป็นวิศวกร AI (AI Engineer) เพียง 19.3% และวิศวกรแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning Engineer) 20.6% ข้อมูลของสหรัฐฯ ยังพบว่าผู้ติดป้ายข้อมูลเป็นหนึ่งในงาน AI ที่ค่าตอบแทนต่ำที่สุด ต่ำกว่าค่ากลางของงานที่ไม่เกี่ยวกับ AI ด้วยซ้ำ ส่วนตำแหน่งเทคนิคระดับสูงอย่างสมาชิกทีมเทคนิค (Member of Technical Staff) อาจได้ค่าตอบแทนสูงกว่ารองประธานฝ่าย AI ข้อมูลชุดนี้ไม่รวมจีน ซึ่งรายงานยอมรับว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญ
กระแส AI ทำให้การตั้งธุรกิจกลับมาคึกคัก สมาชิก LinkedIn ที่เพิ่มคำว่า Founder ในโปรไฟล์เพิ่มขึ้น 60% ในช่วงปี 2024 ถึง 2025 และเพิ่มกว่าสามเท่านับจากกลางปี 2022 แต่สัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มผู้ก่อตั้งแทบไม่ขยับจากราว 28% ตั้งแต่ปี 2022 ด้านเงินทุนยิ่งห่าง ปี 2025 เงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ทั่วโลกไปถึงทีมผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้หญิงล้วนเพียงราว 2%
ทักษะก็เริ่มแยกทาง ปี 2019 ผู้ก่อตั้งชาย 4.7% และหญิง 2.3% มีทักษะวิศวกรรม AI พอถึงปี 2026 ตัวเลขเพิ่มเป็น 14.7% และ 8.7% ช่องว่างจึงกว้างขึ้น สวนทางกับตลาดแรงงานภาพรวมที่สัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มคนมีทักษะวิศวกรรม AI ขยับจาก 28.9% เป็น 31.0% ระหว่างปี 2019 ถึง 2025
การเข้าถึงบริการการเงินดีขึ้นมาก ใน 96 เศรษฐกิจที่มีข้อมูล ผู้หญิงที่มีบัญชีการเงินเพิ่มจาก 52.1% ในปี 2011 เป็น 73.6% ในปี 2025 ใกล้เคียงผู้ชายที่ 79.5% แต่เมื่อดูว่าใครทำงานในสถาบันที่จัดสรรเงินทุน ผู้หญิงเป็นพนักงาน 48.3% ในธุรกิจประกันภัย 43.5% ในธุรกิจสินเชื่อ และ 40.4% ในธุรกิจตลาดทุน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทชี้ทิศทางการลงทุนมากที่สุด พอถึงระดับผู้บริหาร ตัวเลขลดเหลือ 28.9% 36.8% และ 31.0% ตามลำดับ
ในธนาคารกลาง ผู้หญิงครองตำแหน่งผู้ว่าการ 16.4% หรือ 19% เมื่อรวมธนาคารกลางระดับภูมิภาค เพิ่มจากราว 10% เมื่อห้าปีก่อน จำนวนรองผู้ว่าการหญิงเพิ่มจาก 70 คนในปี 2022 เป็น 97 คนในปี 2026 ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังไม่มีผู้ว่าการธนาคารกลางหญิงเลย
ข้อมูลจากโครงการ Women, Business and the Law ของธนาคารโลกครอบคลุมการปฏิรูปกฎหมายเกือบ 2,000 ครั้งตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ใน 145 เศรษฐกิจ 96% เป็นการขยายสิทธิทางเศรษฐกิจของผู้หญิง การปฏิรูปพุ่งสูงสุดช่วงต้นทศวรรษ 2000 หมวดที่ถูกแก้มากที่สุดคือสิทธิในที่ทำงาน (21%) ความเป็นพ่อแม่ (18%) และบำนาญ (14%) โดยบำนาญยังเป็นหมวดที่รวมการปฏิรูปแบบลดสิทธิ์ไว้ราวสามในสี่ของทั้งหมด ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเริ่มช้า แต่เป็นภูมิภาคที่ปฏิรูปเข้มข้นที่สุดในทศวรรษนี้
ปัญหาอยู่ที่การแปลงกฎหมายเป็นสิทธิที่ใช้ได้จริง กฎหมายใช้เวลาเฉลี่ย 99 วันจากวันผ่านจนถึงวันบังคับใช้ หมวดดูแลเด็กเร็วที่สุดที่ 38 วัน บำนาญช้าที่สุดที่ 218 วันเพราะต้องประสานหลายระบบ ผลสำรวจการรับรู้การบังคับใช้ของธนาคารโลก (คะแนน 0 ถึง 4) ให้หมวดสิทธิในทรัพย์สินสูงสุดที่ 3.0 ส่วนหมวดการเป็นผู้ประกอบการ (1.7) และการทำงาน (1.9) ต่ำสุด สิทธิในการเปิดธุรกิจถูกมองว่าบังคับใช้ได้ดี แต่การเข้าถึงสินเชื่อไม่ใช่ วันลาของพ่อได้คะแนนต่ำเป็นพิเศษ และกฎหมายค่าจ้างเท่าเทียมอยู่ในกลุ่มที่บังคับใช้ได้น้อยที่สุด
รัฐสภาเป็นส่วนที่ก้าวหน้าสม่ำเสมอที่สุด ความเท่าเทียมในรัฐสภาเพิ่มขึ้น 13.6 จุดนับจากปี 2006 โดยไม่เคยถอยหลัง สัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกต่ำกว่า 5% ตั้งแต่ปี 1945 จนถึงต้นทศวรรษ 1970 และเพิ่งทะลุ 10% ในปี 1997 ช่วง 30 ปีหลังเร่งขึ้นชัดเจน โดย 82 จาก 97 เศรษฐกิจที่ติดตามมีการใช้โควตาทางเพศ
ตัวเลขฝั่งคณะรัฐมนตรีกลับต่างออกไป จำนวนกระทรวงที่มีรัฐมนตรีหญิงนำเพิ่มขึ้น 26% นับจากปี 2008 และขึ้นไปสูงสุดในปี 2020 แต่สัดส่วนกระทรวงอิทธิพลสูง ซึ่งวัดจากงบประมาณ บุคลากร และความใกล้ชิดอำนาจบริหาร แทบไม่เปลี่ยน รัฐมนตรีหญิงคุมกระทรวงกลุ่มนี้ราวหนึ่งในสิบมาตั้งแต่ปี 2008 ส่วนรัฐมนตรีชายคุม 17.5% หรือเกือบสองเท่า กระทรวงที่ผู้หญิงนำเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือกิจการสังคม พลังงานและเหมืองแร่ และการท่องเที่ยว ส่วนที่ลดลงคือการค้า การปกครองส่วนท้องถิ่น และยุติธรรม ระดับผู้นำประเทศ จำนวนผู้นำหญิงขึ้นไปสูงสุดในปี 2022 ก่อนลดลงกลับไปเท่าระดับปี 2016 ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี
รายงานสรุปว่าภาครัฐและภาคเอกชนเดินในทิศเดียวกัน คือผู้หญิงได้ตำแหน่งมากขึ้น แต่ไม่ได้อิทธิพลมากขึ้นตาม
"The barrier to parity lies in allocation, and not in talent or leadership availability."
อุปสรรคของความเท่าเทียมอยู่ที่การจัดสรร ไม่ใช่การขาดแคลนคนเก่งหรือผู้นำ

ภาพผู้หญิงได้ที่นั่งแต่ยังไม่ได้อำนาจสะท้อนกับไทยค่อนข้างตรง ไทยได้คะแนนรวม 73.5% ขยับจากอันดับ 66 เมื่อปีก่อนมาอยู่ที่ 55 เป็นอันดับ 5 ของเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รองจากนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังฟิลิปปินส์ (20) และสิงคโปร์ (31 ขึ้นมา 16 อันดับ) ประเทศเพื่อนบ้านที่เหลือได้แก่ เวียดนาม (84) สปป.ลาว (89) ติมอร์-เลสเต (93) มาเลเซีย (104) อินโดนีเซีย (106) บรูไน (111) และกัมพูชา (113) ส่วนเกาหลีใต้อยู่ที่ 101 และญี่ปุ่นอยู่ที่ 117 แม้เพิ่งได้ Sanae Takaichi เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก
จุดแข็งของไทยอยู่ที่มิติเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่อันดับ 14 ของโลก (78.9%) ผู้หญิงไทยครอง 59.8% ของกลุ่มงานวิชาชีพและงานเทคนิค ได้คะแนนเต็มในตัวชี้วัดนี้ ความเท่าเทียมด้านค่าจ้างในงานลักษณะเดียวกันและรายได้โดยประมาณอยู่อันดับ 14 ทั้งคู่ โดยผู้หญิงมีรายได้เฉลี่ยราว 19,660 ดอลลาร์สากลต่อปี (ปรับตามอำนาจซื้อ) เทียบกับผู้ชาย 23,940 ดอลลาร์ จุดที่ยังห่างคืออัตราการเข้าร่วมกำลังแรงงาน ผู้หญิง 59.8% เทียบกับผู้ชาย 76.5% (อันดับ 81) และสัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มผู้บริหารและข้าราชการระดับสูงที่ 38% (อันดับ 56)
ข้อมูลประกอบรายประเทศยิ่งตอกย้ำจุดแข็งนี้ ผลสำรวจสถานประกอบการของธนาคารโลกพบว่าบริษัทเอกชนไทย 64.8% มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารสูงสุด มากที่สุดจาก 132 เศรษฐกิจที่มีข้อมูล ทิ้งห่าง สปป.ลาว (50.7%) และเกาหลีใต้ (44.4%) บริษัทที่ผู้หญิงถือหุ้นใหญ่มีสัดส่วน 61.3% อยู่อันดับ 5 ส่วนผู้บริหารภาคธุรกิจในแบบสำรวจความเห็นของ WEF ซึ่งมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันพันธมิตรในไทย ให้คะแนนว่าบริษัทไทยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำเท่ากับผู้ชายที่ 5.66 จาก 7 อยู่อันดับ 11 จาก 110 เศรษฐกิจ
มิติการศึกษาไทยได้ 99.6% แต่ตกจากอันดับ 1 ร่วมเมื่อปีก่อนมาอยู่ที่ 61 เพราะเด็กหญิงเข้าเรียนชั้นประถมน้อยกว่าเด็กชายเล็กน้อย (98.7% เทียบกับ 99.6%) ระดับอุดมศึกษาผู้หญิงนำห่าง อัตราการเข้าเรียน 56.4% เทียบกับ 42.0% แต่เลือกสาขาต่างกันชัดเจน ผู้หญิงที่จบปริญญามีเพียง 14.4% ที่จบสาย STEM เทียบกับผู้ชาย 50.8% และจบสายวิศวกรรม การผลิต และก่อสร้างเพียง 7.4% เทียบกับ 43.4% ส่วนเกือบครึ่ง (41.5%) จบสายบริหารธุรกิจ การจัดการ และกฎหมาย มิติสุขภาพอยู่อันดับ 29 (97.7%) ผู้หญิงไทยมีอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี 68.1 ปี เทียบกับผู้ชาย 63.5 ปี
มิติที่ฉุดไทยไว้คือการเมือง อยู่อันดับ 94 ด้วยคะแนน 17.9% แต่ก็เป็นแรงส่งหลักของการขยับอันดับปีนี้ เพราะขึ้นมาจาก 14.8% (อันดับ 105) ผู้หญิงมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 19.8% (อันดับ 103) ในวุฒิสภา 22.5% และในคณะรัฐมนตรี 21.1% (อันดับ 79) ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไทยมีผู้นำรัฐบาลหญิง 2 คน รวมเวลาราว 3.8 ปี และยังไม่มีกฎหมายกำหนดโควตาผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้งระดับชาติ มีเพียงโควตาแบบสมัครใจของพรรคการเมือง
Saadia Zahidi กรรมการผู้จัดการ WEF เขียนไว้ในบทนำว่า 20 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าช่องว่างทางเพศปิดได้จริง โจทย์ของอีก 20 ปีข้างหน้าคือทำให้ปิดเร็วขึ้น เพราะความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้เป็นแค่ผลลัพธ์ของความก้าวหน้า แต่เป็นฐานของความก้าวหน้าในอนาคตด้วย
รายงานยอมรับว่าช่องว่างที่เหลือจะปิดยากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนผู้หญิงในที่ทำงาน ในมหาวิทยาลัย และในรัฐสภาที่สะสมมาตลอดสองทศวรรษ จะเป็นฐานให้ผู้หญิงมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้นในขั้นต่อไป ตัวเลข 120 ปีจึงจะสั้นลงได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าผู้หญิงจะเข้าไปอยู่ในจุดที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้เร็วเพียงใด ทั้งในห้องประชุมผู้บริหาร ในทีมพัฒนา AI และในสถาบันที่ตัดสินใจว่าเงินทุนจะไหลไปทางไหน
ที่มา: World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด