การขยายตัวของ Data Center กำลังทำให้ 'น้ำ' กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่กับไฟฟ้า ที่ดิน และระบบเครือข่าย เนื่องจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการทั้งปริมาณน้ำที่เพียงพอ คุณภาพน้ำที่เหมาะสม และระบบที่มีเสถียรภาพ เพื่อรองรับกระบวนการระบายความร้อนและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ความต้องการดังกล่าวเริ่มสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อระบบน้ำภาคอุตสาหกรรม โดย บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาสัญญาซื้อขายน้ำกับลูกค้ารายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสร้างความต้องการใช้น้ำเพิ่มอีกประมาณ 17–29 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ก่อนหน้านี้ WHAUP ได้ลงนามสัญญาน้ำขนาดใหญ่ไปแล้วประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สร้างรายได้ประจำให้บริษัทประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกับดีมานด์ก้อนใหม่ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ปริมาณจากสองส่วนอาจเข้าใกล้ระดับ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือประมาณครึ่งหนึ่งของฐานยอดขายน้ำในประเทศไทยของ WHAUP ซึ่งอยู่ที่ราว 120 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และใช้เวลาพัฒนาธุรกิจมาประมาณ 10 ปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของดีมานด์น้ำจาก Data Center ที่กำลังเข้ามาในระยะเวลาอันรวดเร็ว พร้อมทำให้ความมั่นคงด้านน้ำกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กับความพร้อมด้านพลังงาน ก่อนประเทศไทยจะสามารถรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ
คุณอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHAUP มองว่า คำถามสำคัญต่อจากนี้อยู่ที่ ประเทศไทยจะบริหารแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรองรับทั้งผู้ใช้น้ำเดิมและการลงทุนใหม่ได้อย่างไร
“สิ่งที่ควรกังวลคือเราทำอย่างไรให้มีน้ำเพียงพอใช้กันทั้งหมด แต่ยังดึงดูดการลงทุนได้ อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องตอบ” คุณอัครินทร์กล่าว
เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น WHAUP ระบุว่า บริษัทมี แหล่งน้ำสำรองทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Water Reserves จากอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 7 แห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งมีความจุรวมมากกว่า 800 ล้านลูกบาศก์เมตร
ฐานแหล่งน้ำดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการน้ำปริมาณมากและต้องมีบริการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปริมาณความจุรวมของอ่างเก็บน้ำไม่สามารถนำมาเทียบโดยตรงกับปริมาณน้ำที่ WHAUP สามารถจำหน่ายได้ทั้งหมด เพราะยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในแต่ละปี การจัดสรรให้ผู้ใช้น้ำหลายภาคส่วน และระบบผันน้ำในพื้นที่
ข้อมูลจากการพูดคุยของผู้บริหารระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่กล่าวถึงประมาณ 30% ขณะที่น้ำส่วนอื่นถูกจัดสรรให้ภาคเกษตรและการรักษาระบบนิเวศ สะท้อนว่าการสร้างความมั่นคงด้านน้ำจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มและบริหารทรัพยากรร่วมกันในระดับพื้นที่
สำหรับ WHAUP ความพร้อมด้านน้ำจึงครอบคลุมทั้งการเข้าถึงแหล่งน้ำต้นทุน การผลิตน้ำตามมาตรฐานที่ลูกค้าต้องการ การบริหารน้ำเสีย และการเพิ่มปริมาณน้ำหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อแหล่งน้ำธรรมชาติในระยะยาว
ในมุมของ WHAUP ปัญหาของ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อยู่ที่การบริหารจัดการน้ำให้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การผันน้ำระหว่างอ่าง การประสานงานระหว่างผู้ดำเนินการ ไปจนถึงการลดความสูญเสียระหว่างการส่งน้ำ
ปัจจุบันระบบน้ำใน EEC มีผู้ดำเนินการ 2 ราย ซึ่งช่วยให้เกิดการแข่งขันและทำให้ราคาน้ำสะท้อนต้นทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การมีผู้ดำเนินการหลายรายทำให้ต้องมีกลไกประสานงานที่ชัดเจน เพื่อกำหนดว่าควรผันน้ำจากอ่างใด ในช่วงเวลาใด และในปริมาณเท่าใด โดยเฉพาะในปีที่ปริมาณฝนน้อยหรือมีความเสี่ยงจากภัยแล้ง
คุณอัครินทร์จึงมองว่า EEC ยังมีศักยภาพด้านแหล่งน้ำ และมีแนวทางเพิ่มปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง ทั้งการปรับปรุงระบบผันน้ำ การพัฒนาพื้นที่กักเก็บ การลดน้ำสูญเสีย และการนำน้ำผ่านกระบวนการบำบัดกลับมาใช้ใหม่
อีกหนึ่งโอกาสคือน้ำฝนที่ตกบริเวณท้ายอ่างและไหลออกสู่ทะเลโดยยังไม่ได้ถูกกักเก็บ หากสามารถพัฒนาระบบรับน้ำ ผันน้ำ หรือเพิ่มพื้นที่กักเก็บได้ ก็จะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนและสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง
หนึ่งในตัวอย่างที่คุณอัครินทร์ยกขึ้นมาคือการผันน้ำจากอ่างหนองค้อไปยังอ่างหนองปลาไหลผ่านคลองเปิด โดยในช่วงภัยแล้งที่กล่าวถึง น้ำที่ปล่อยผ่านเส้นทางดังกล่าวสูญเสียจากการซึมลงดินและการระเหยประมาณ 30%
ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาคเอกชนเคยลงทุนปูแผ่น PE บริเวณคลอง เพื่อช่วยลดการซึมของน้ำ ขณะที่อัครินทร์ระบุว่า มีโครงการพัฒนาท่อส่งน้ำแบบปิดอยู่แล้ว แม้ยังไม่ได้ดำเนินการ หากโครงการเกิดขึ้นก็จะช่วยลดการสูญเสียระหว่างการผันน้ำและเพิ่มปริมาณน้ำที่ส่งถึงปลายทาง
ตัวเลข 30% เป็นกรณีตัวอย่างจากสถานการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง จึงไม่ควรตีความว่าเป็นอัตราการสูญเสียถาวรของระบบน้ำทั้งหมดใน EEC อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความมั่นคงด้านน้ำสามารถเริ่มต้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ในอนาคต
สำหรับ WHAUP ประเด็นดังกล่าวยังตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารน้ำตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพราะปริมาณน้ำในอ่างเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้ หากระบบยังไม่สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
WHAUP ดำเนินธุรกิจ Smart Water Solutions ครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาและผลิตน้ำอุตสาหกรรม การผลิตน้ำคุณภาพสูง หรือ Value-added Water การบริหารจัดการน้ำเสีย การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ผ่าน Water Reclamation ไปจนถึง การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกักเก็บ เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม
การผลิตน้ำหลายระดับมีความสำคัญมากขึ้นตามความซับซ้อนของอุตสาหกรรม โรงงานทั่วไปอาจต้องการน้ำอุตสาหกรรม ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี เซมิคอนดักเตอร์ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB ต้องการน้ำที่มีคุณภาพและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับกระบวนการผลิต
น้ำเสียจากลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA จะถูกส่งเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางของ WHAUP เพื่อผ่านกระบวนการบำบัดให้ได้ตามมาตรฐานก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ น้ำบางส่วนยังสามารถผ่านกระบวนการเพิ่มเติมเพื่อผลิตกลับมาเป็นน้ำคุณภาพสูงและนำกลับไปใช้ใหม่ ช่วยลดการดึงน้ำจากธรรมชาติและตอบโจทย์ Water Footprint ของลูกค้า
WHAUP ยังมีสิทธิในการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียภายในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้บริษัทสามารถวางระบบสาธารณูปโภคให้เชื่อมโยงกับการพัฒนานิคมและการเข้ามาของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ได้ตั้งแต่ต้น
เมื่อ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากโรงงานทั่วไป บทบาทของ WHAUP จึงครอบคลุมทั้งการประเมินปริมาณน้ำ การเลือกคุณภาพน้ำที่เหมาะสม การพัฒนากำลังการผลิต และการบริหารน้ำหลังการใช้งานให้สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น
ท่ามกลางความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น WHAUP นำแนวคิด “Water-Positive Growth” มาเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของธุรกิจ โดยมุ่งคืนประโยชน์ด้านน้ำสู่ธรรมชาติ ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมและ Water Reclamation Solutions
ระบบดังกล่าวสามารถผลิตน้ำคุณภาพสูง เช่น Demineralized Water และ Premium Clarified Water เพื่อนำกลับไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม ช่วยลดความจำเป็นในการดึงน้ำใหม่จากแหล่งธรรมชาติ
WHAUP ตั้งเป้าลดปริมาณการดึงน้ำจากธรรมชาติลง 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2573 โดยบริษัทประเมินว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าน้ำดิบได้ถึง 290 ล้านบาทต่อปี และมีปริมาณเทียบเท่ากับการใช้น้ำของประชากรมากกว่า 685,000 คน
เป้าหมายดังกล่าวช่วยเชื่อมการเติบโตของธุรกิจเข้ากับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ให้ความสำคัญกับ Water Footprint ความเสี่ยงด้านทรัพยากร และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับ Data Center การมีระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่จึงมีบทบาทสำคัญต่อการลดการพึ่งพาน้ำธรรมชาติ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบน้ำในภาพรวม แม้รูปแบบการใช้งานจริงจะต้องออกแบบตามเทคโนโลยีระบบหล่อเย็นและข้อกำหนดของ Data Center แต่ละแห่ง
หากแหล่งน้ำธรรมชาติ การลดน้ำสูญเสีย และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ยังไม่เพียงพอ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หรือ Desalination ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถนำมาพิจารณาได้
คุณอัครินทร์ย้อนถึงช่วงภัยแล้งในอดีต ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเคยเตรียมนำระบบ Desalination แบบให้เช่ามาใช้ เพื่อรองรับกรณีที่แหล่งน้ำไม่เพียงพอ แม้ขณะนั้นต้นทุนการผลิตน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 60–70 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
เขามองว่า เมื่อต้นทุนของเทคโนโลยี Desalination ลดลง และสามารถใช้ร่วมกับพลังงานสะอาด ต้นทุนการผลิตน้ำก็มีโอกาสลดลงเพิ่มเติม ทำให้ทางเลือกดังกล่าวอาจมีความเหมาะสมในกรณีที่อุตสาหกรรมสามารถสร้างผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจได้สูง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่ได้ระบุว่า WHAUP กำลังเดินหน้าโครงการ Desalination โดยตรง ประเด็นดังกล่าวเป็นการชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีทางเลือกด้านน้ำหลายระดับ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพระบบ การเก็บกักน้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการผลิตน้ำจากแหล่งทางเลือก
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ การประเมินความคุ้มค่าระหว่างต้นทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานน้ำ กับผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจที่อุตสาหกรรมใหม่สามารถสร้างให้ประเทศ
หาก Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสร้าง Multiplier Effect ต่อระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนในการพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำ หรือเทคโนโลยีทางเลือกก็อาจมีความคุ้มค่าในระยะยาว
คุณอัครินทร์จึงมองว่า ประเทศต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนน้ำกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมวางแนวทางบริหารจัดการและโครงสร้างราคาที่สะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสม โดยยังต้องรักษาความสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ประชาชน และระบบนิเวศ
สำหรับ WHAUP ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center สะท้อนทั้งโอกาสทางธุรกิจและความจำเป็นในการลงทุนขยายกำลังการผลิต รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับปริมาณ คุณภาพ ความต่อเนื่อง และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของลูกค้าในเวลาเดียวกัน
การเตรียมพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตยังมีแผนลงทุนระยะยาวสนับสนุน โดย WHAUP กำหนดงบลงทุนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2569–2573 ไว้ประมาณ 29,000 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 บริษัทวางกรอบงบลงทุนเบื้องต้นไว้ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้า 57% และธุรกิจสาธารณูปโภคน้ำ 43%
สัดส่วนการลงทุนดังกล่าวสะท้อนว่าการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับลูกค้าใหม่จำเป็นต้องเดินหน้าทั้งด้านน้ำและพลังงาน โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง พลังงานสะอาด และระบบน้ำที่มีเสถียรภาพในเวลาเดียวกัน
นอกเหนือจากธุรกิจน้ำ WHAUP ยังเตรียมความพร้อมด้าน แพลตฟอร์มพลังงานสีเขียว ทั้งการศึกษารูปแบบ Direct PPA และ Third Party Access รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงาน RENEX และแพลตฟอร์ม CO2Zero สำหรับจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อรองรับลูกค้าเมื่อภาครัฐปลดล็อกหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า WHAUP กำลังวางบทบาทของตัวเองในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมทั้งน้ำ พลังงานสะอาด และเครื่องมือด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ซับซ้อนขึ้น
ในไตรมาส 1 ปี 2569 WHAUP มียอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมในประเทศไทยและเวียดนาม 43 ล้านลูกบาศก์เมตร เติบโต 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นประเทศไทย 34 ล้านลูกบาศก์เมตร เติบโต 9% และเวียดนาม 9 ล้านลูกบาศก์เมตร
WHAUP วางตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสาธารณูปโภคและพลังงานแบบครบวงจร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center, Semiconductor, Electronics และ Advanced Manufacturing ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานและความพร้อมในระยะยาว
ในวันที่การแข่งขันดึงดูด FDI ไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือสิทธิประโยชน์ ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาด น้ำที่มีเสถียรภาพ และระบบสาธารณูปโภคที่รองรับการเติบโตได้ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
บทบาทของ WHAUP จึงอยู่ที่การเชื่อมองค์ประกอบหลายส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่แหล่งน้ำสำรอง ระบบผันและส่งน้ำ การผลิตน้ำตามคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ การบำบัดน้ำเสีย การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด
เมื่อ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเดินหน้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น ระบบน้ำที่มีเสถียรภาพและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า EEC และประเทศไทยสามารถเปลี่ยนโอกาสจากเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวได้มากเพียงใด
สำหรับ WHAUP คลื่นการลงทุนครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้บริษัทขยายจากผู้ให้บริการสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม สู่บทบาทพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตสามารถเติบโตบนฐานของน้ำ พลังงาน และความยั่งยืนได้พร้อมกัน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด