
Techsauce มีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง เพื่อหาคำตอบกับคำถามที่น่าสนใจมากข้อหนึ่งว่า ในโลกที่ศูนย์กลางการเงินแข่งขันกันดุเดือดขึ้นทุกปี ทำไมฮ่องกงยังยืนอยู่แถวหน้าของโลกได้ และยังคงรักษาตำแหน่ง 'เบอร์ 3' ของโลกการเงินเอาไว้ได้
คำตอบที่เราได้ ไม่ได้อยู่ในประโยคสั้น ๆ ว่า 'ฮ่องกงเป็นประตูสู่จีน' เท่านั้น แต่คือการที่เมืองนี้ค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศที่ทำให้เงินทุน กฎกำกับ ตลาดเทคโนโลยี และการส่งออกนวัตกรรมในภาคการเงินที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด
ในรายงาน Global Financial Centres Index 38 ที่เผยแพร่ในปี 2025 ระบุว่า ฮ่องกงยังคงอยู่อันดับ 3 ของโลก รองจากนิวยอร์กและลอนดอน และครองอันดับ 1 ในด้าน Fintech
แต่ถ้ามองลึกลงไป สิ่งที่ทำให้ฮ่องกงยังสำคัญ ไม่ใช่แค่แรงของอดีต หากเป็นเพราะฮ่องกงกำลังรีดีไซน์ตัวเองจากเมืองตลาดทุนให้กลายเป็น 'โครงสร้างพื้นฐานของโลกการเงินยุคใหม่'

เหตุผลแรกที่ทำให้ฮ่องกงอยู่แถวหน้าในโลกการเงิน คือการที่ยังเป็นตลาดที่ ลึก และมีสภาพคล่องในระดับที่บริษัทและนักลงทุนทั่วโลกมองข้ามไม่ได้
จากข้อมูลของ HKEX ณ สิ้นปี 2025 ฮ่องกงมีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 2,600 แห่ง มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว HK$520B และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2025 ราว HK$250B เพิ่มขึ้น 90% จากปีก่อน
สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้โลกจะเต็มไปด้วยความผันผวน แต่ฮ่องกงยังเป็นตลาดที่เงินทุนเคลื่อนตัวเข้าออกได้จริงในสเกลใหญ่
ยิ่งหากมองในมิติการระดมทุน ฮ่องกงยิ่งชัดเจนว่าไม่ได้เป็นเพียงตลาดเก่าที่กำลังประคองตัว แต่เป็นเวทีที่กลับมาแย่งความเป็นผู้นำได้อีกครั้ง

HKEX เปิดเผยกับ Techsauce ว่าในปี 2025 ตลาดฮ่องกงกลับมาเป็น ตลาด IPO อันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดระดมทุนมากกว่า US$37B หากนับสะสมช่วงปี 2015-2025 HKEX ระดมทุน IPO ได้ราว US$317B มากกว่า Nasdaq ที่ US$308B, Shanghai ที่ US$302B, NYSE ที่ US$296B และ London ที่ US$108B ข้อมูลจาก KPMG ก็สอดคล้องกันว่าฮ่องกงกลับขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้าน IPO fundraising ในปี 2025
ความหมายของตัวเลขเหล่านี้มีมากกว่าความใหญ่ เพราะสำหรับบริษัทที่ต้องการเงินทุนระยะยาว ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงไม่ได้แปลแค่ขายหุ้นได้ แต่หมายถึงโอกาสในการถูกประเมินมูลค่าอย่างเหมาะสม มีนักลงทุนสถาบันรองรับ และมี visibility ในระดับโลก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฮ่องกงยังเป็นคำตอบสำหรับบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่ บริษัทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงบริษัทต่างชาติที่อยากใช้เอเชียเป็นฐานทุนและฐานการมองเห็น
ถ้าจะมีคำหนึ่งที่อธิบายฮ่องกงได้แม่นที่สุด คำนั้นอาจไม่ใช่ Financial Center แต่คือคำว่า 'Connector'
จุดแข็งเฉพาะตัวของฮ่องกงคือความสามารถในการทำหน้าที่เป็นจุดต่อระหว่างระบบการเงินจีนกับระบบเงินทุนสากล ซึ่งเมืองการเงินอื่นอาจมีตลาดใหญ่ มีภาษีจูงใจ หรือมีกฎกำกับทันสมัย แต่ไม่ได้มีตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์แบบเดียวกัน

กลไกสำคัญที่ทำให้ฮ่องกงยืนอยู่ตรงนี้คือ Product และโครงสร้าง cross-border อย่าง Stock Connect, Bond Connect, Swap Connect และ China derivatives
โดยฝั่ง Stock Connect เชื่อมตลาดฮ่องกงเข้ากับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงหุ้นจีน และนักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ก็สามารถเข้าถึงตลาดฮ่องกงผ่านช่องทางที่ได้รับการออกแบบไว้แล้ว
HKEX ระบุว่าหุ้น A-shares ที่ต่างชาติถือครองนั้น 75% อยู่ผ่านระบบ Northbound ของ Stock Connect ณ เดือนมิถุนายน 2025
ฝั่ง Bond Connect ก็สะท้อนความสำคัญในระดับเดียวกัน โดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ Northbound Bond Connect มากกว่า RMB40B ณ พฤศจิกายน 2025 และมีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศลงทะเบียนแล้ว 839 ราย
ส่วน Swap Connect ซึ่ง HKEX ระบุว่าเป็น derivatives mutual market scheme แห่งแรกของโลก ก็ช่วยต่อยอดจากการเข้าถึงสินทรัพย์ ไปสู่ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
เมื่อรวมกับชุด China derivatives เช่น MSCI China A50 Connect Index Futures, HSTECH/HSCEI products และ USD/CNH futures and options ฮ่องกงจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดเข้าออกเงินทุน แต่เป็นตลาดที่เปิดให้เกิดทั้งการลงทุน การเก็งทิศทาง และการ hedge ความเสี่ยงใน ecosystem เดียว
นี่คือจุดที่ทำให้ฮ่องกงยังมีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงในสายตาของตลาดโลก เพราะในโลกที่ Supply Chain, Capital Flow และ Geopolitics ซับซ้อนขึ้น การเป็นแค่ตลาดที่เปิดอาจไม่พออีกต่อไป เมืองที่ชนะคือเมืองที่สามารถเชื่อมผู้เล่นหลายระบบเข้าด้วยกันได้ โดยไม่ทำให้ต้นทุนการเข้าถึงสูงเกินไป และฮ่องกงยังทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าหลายแห่ง

อีกสิ่งที่ชัดมากจากการนำเสนอของ HKEX คือฮ่องกงกำลังพยายามขยับตัวเองจากการเป็น Stock Market City ไปสู่การเป็น Multi-Asset Financial Platform
หมายความว่า HKEX ไม่ได้ขายตัวเองในฐานะ 'Exchange' แบบเดิมอีกแล้ว แต่เป็นโครงสร้างกลางของกระแสเงินทุนและการบริหารความเสี่ยงหลายประเภท สำหรับนักลงทุนสถาบัน นี่คือข้อได้เปรียบที่มีมูลค่าสูง เพราะยิ่งตลาดไหนรองรับสินทรัพย์ได้หลากหลาย ต้นทุนการทำธุรกรรมและการบริหารพอร์ตโดยรวมก็ยิ่งต่ำลง
ฮ่องกงยังมีฐานนักลงทุนและผู้ออกตราสารจากต่างประเทศที่แข็งแรงต่อเนื่องใน ข้อมูลจาก HKEX เปิดเผยว่า มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติมากกว่า 40% และใน Derivatives market มากกว่า 30% ขณะที่มี International Issuers มากกว่า 150 ราย รวมถึง 102 รายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ธันวาคม 2025

ฮ่องกงกำลังพยายามเชื่อมความแข็งแรงด้านการเงินเข้ากับการเป็น AI-for-Finance hub มีรายรายงาน 'AI for Finance in Hong Kong' ของ Deep Knowledge Group ร่วมกับ FSDC ระบุว่าระบบนิเวศ AI-for-Finance ของฮ่องกงมีผู้เล่นหลัก 245 ราย ประกอบด้วยบริษัท 160 ราย นักลงทุน 50 ราย และฮับ 5 แห่ง กลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ในหมวด investment and wealth management, blockchain/crypto และ data and analytics
ความต่างของฮ่องกงคือ AI ที่ถูกพูดถึงไม่ได้อยู่ในบริบทของการทดลองเทคโนโลยีลอย ๆ แต่เป็นการนำ AI ไปใช้งานในโลกการเงินจริงภายใต้เงื่อนไขแบบสถาบัน รายงานระบุว่าฮ่องกงมีความได้เปรียบจากการผสมกันของ capital markets depth, cross-border connectivity, regulated adoption และ institutional finance depth
และหนึ่งในจุดแข็งที่เอกสารชี้ชัดคือ ฮ่องกงเป็นหนึ่งในไม่กี่ศูนย์กลางการเงินของโลกที่สามารถเข้าถึงทั้งโมเดล LLMs จากฝั่งตะวันตก และโมเดลจากฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางการเงินที่ถูกกำกับดูแล

Cyberport คือ ฮับเทคโนโลยีดิจิทัลของฮ่องกง ที่รัฐบาลฮ่องกงเป็นเจ้าของทั้งหมด ทำหน้าที่คล้ายศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ และ Community ของบริษัทเทค เพื่อการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภาคธุรกิจและการเงิน
Cyberport นับว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในภาพการเงินที่แข็งแรก่งฮ่องกง ปัจจุบันมีบริษัทใน Community มากกว่า 2,300 ราย และในนั้นมี Fintech มากกว่า 440 ราย รวมถึงยูนิคอร์น 8 ราย ธนาคารดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาต 2 แห่ง บริษัทประกันเสมือน 3 ใน 4 แห่ง และแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับใบอนุญาต 3 ราย

Cyberport ระบุด้วยว่ามีการสนับสนุนโครงการ sandbox และ proof-of-concept ไปมากกว่า 250 โครงการ มูลค่ารวมราว HK$40M และประมาณ 70% ของโครงการถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์จริง
ฝั่งธนาคารกลางฮ่องกงก็เดินเกมต่อเนื่อง โดย องค์การเงินตราฮ่องกง (HKMA) ประกาศ second cohort ของ GenA.I. Sandbox ในปี 2025 เพื่อเร่งการพัฒนา Responsible AI ในภาคการเงิน
ฮ่องกงกำลังพยายามสร้างชื่อใหม่ให้ตัวเอง ไม่ใช่แค่ศูนย์กลางการเงินแต่เป็นศูนย์กลางที่ทำให้ AI ถูก deploy ใน financial workflows ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องตรวจสอบได้ และต้องทำงานจริงในระดับ production
ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้ ไม่ใช่ฮ่องกงมีอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือฮ่องกงมีครบ

เมื่อรวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน คำตอบว่าทำไมฮ่องกงถึงยังเป็นเบอร์ 3 ของโลกการเงินจึงชัดขึ้นมาก มันไม่ใช่เพราะฮ่องกงมีตลาดหุ้นใหญ่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เพราะเป็นประตูสู่จีนอย่างเดียว และไม่ใช่เพราะมีกฎกำกับแข็งแรงอย่างเดียวเช่นกัน
ในอีกความหมายหนึ่ง ฮ่องกงไม่ได้ชนะเพราะมันเป็นเมืองการเงินแบบเก่าที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ชนะเพราะพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็น แพลตฟอร์มของโลกการเงินยุคถัดไป ยุคที่การเงินไม่ได้ขับด้วยทุนอย่างเดียว แต่ขับด้วยการเชื่อมต่อ ข้อมูล การกำกับดูแล และความสามารถในการทำให้เทคโนโลยีใหม่ใช้งานได้จริงในระบบสถาบัน
สิ่งที่ Techsauce ได้จากการมางาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง จึงไม่ใช่แค่คำตอบว่า 'ทำไมฮ่องกงยังสำคัญ' แต่เป็นคำตอบที่ใหญ่กว่านั้น คือฮ่องกงกำลังบอกโลกว่า ศูนย์กลางการเงินแห่งอนาคตจะไม่ชนะด้วยขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยการทำให้ทุน เทคโนโลยี กฎกำกับ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทำงานร่วมกันได้จริง
และถ้าจะสรุปทุกอย่างให้เหลือเพียงประโยคเดียว ฮ่องกงยังเป็นเบอร์ 3 ของโลกการเงิน เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ตลาดอีกต่อไป แต่กำลังพยายามเป็น Operating System ของโลกการเงินเอเชีย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด