
ธนาคารโลก (World Bank) ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ในหัวข้อ Advanced Green Manufacturing for Growth โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีพลังอีกครั้ง ด้วยการกระโดดเข้าสู่ ‘อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูง’
รวมถึงการขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านหลังงาน
Techsauce พาไปสรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยและเจาะลึกโอกาสใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องจับตามอง

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2026 ดูจะไม่ค่อยสดใสนัก World Bank คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะชะลอตัวเหลือ 1.6% (จากการประมาณการ 2.2% ในปี 2025) ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 2.2% ในปี 2027 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่
แม้ภาพรวมจะดูไม่ค่อยสดใส แต่ไทยยังมีข่าวดีคือ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และสถานะบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุล ซึ่งเป็นกันชนให้เศรษฐกิจได้บ้าง
World Bank มองว่า โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมของไทยที่เน้นรับจ้างผลิตมูลค่าต่ำ ไม่สามารถพาไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงอีกต่อไป หนึ่งในทางออกที่ไทยควรทำคือการเกาะกระแส Global Megatrends เรื่องความยั่งยืน เช่น
รายงานคาดกรณ์ว่า หากไทยสามารถผลักดันนโยบายด้าน Green Manufacturing อย่างเต็มพิกัด ก็จะสามารถดัน GDP ให้สูงขึ้นได้อีก 2.9% ภายในปี 2035

รายงานระบุว่า 3 กลุ่มอุตวาหกรรมที่ไทยมีแต้มต่อ และควรรีบคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฮับของอุตสาหกรรมสีเขียวมูลค่าสูง (High-Value Green Manufacturing) ประกอบไปด้วย
อุตสาหกรรมยานยนต์ นับว่าเป็นหัวใจของไทย (คิดเป็น 3.1% ของ GDP) แม้ตอนนี้ไทยกำลังถูก Disrupt จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV แต่ไทยถือว่ามีจุดแข็งมากในด้านนี้โดยเฉพาะเรื่อง Supply Chain
เนื่องจาก 80% ของชิ้นส่วนรถยต์สันดาปยังสามารถใช้ได้กับรถ EV ได้ เช่น ตัวถัง ระบบเบรก ระบบช่วงล่าง แม้จะมีชิ้นส่วนบางอย่างกว่า 58% ที่จำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้ใช้กับรถ EV ได้
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของไทยคือยังขาดผู้ผลิตแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งกินมูลค่าสูงถึง 40-50% ของรถ EV โอกาสของไทยคือการดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) พร้อมกับการช่วย SMEs ในกลุ่ม Tier 2-3 ให้ปรับตัว
การส่งออก Solar PV ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 0.5% เป็น 1.9% ของการส่งออกรวม แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ ไทยยังเก่งแค่การประกอบแผง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อย
ดังนั้นไทยต้องขยับไปสู่การเป็นต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์, อินเวอร์เตอร์ และงานระบบ System Integration ซึ่งมีความต้องการในตลาดโลกสูงมาก
ไทยมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมการทำความเย็นมานาน เราเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศอันดับ 3 ของโลก ซึ่งตอนนี้เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็น R-32 และเทคโนโลยี Inverter ที่ประหยัดไฟ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตหลักในด้านนี้อยู่แล้ว
หากเราสามารถขยายไปสู่เทคโนโลยี Heat Pumps ซึ่งเป็นตลาดยุโรปและอเมริกาต้องการมากเพื่อทดแทนหม้อต้มไอน้ำแบบเก่า ก็อาจจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมนี้ของไทยมากขึ้น

World Bank ออกข้อเสนอแนะทั้งหมด 3 ข้อที่ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งทำ เพื่อช่วยให้ไทยคว้าโอกาสในภาคอุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง
การดึง FDI เข้ามาต้องไม่ใช่แค่ให้เช่าที่ตั้งโรงงาน หรือแค่เรื่องเงินลงทุน แต่ต้องมีเงื่อนไขให้เกิดการเชื่อมโยงกับ Supplier ในประเทศไทย รวมทั้งต้องมีเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทข้ามชาติสู่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ไทยสามารถขยับจากผู้รับจ้างประกอบ ไปสู่การสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น
ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นแค่โรงงานประกอบ แต่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีร่วมด้วย
ในรายงาน World Bank ยังระบุถึงกลุ่มสินค้าที่มีศํกยภาพ แต่เราอาจมองข้ามไป ได้แก่
รายงานระบุว่าไทยมีความซับซ้อนของสินค้า (Product Complexity) ในกลุ่มนี้ค่อนข้างดี และมีโอกาสส่งออกได้ หากพัฒนาต่อยอด
อ้างอิง : Thailand Economic Monitor หัวข้อ Advanced Green Manufacturing for Growth โดย World Bank
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด