ทำไมไทยต้องเข้าสู่ อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูง ? ส่องรายงานจาก World Bank วิเคราะห์แนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

ธนาคารโลก (World Bank) ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ในหัวข้อ Advanced Green Manufacturing for Growth โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีพลังอีกครั้ง ด้วยการกระโดดเข้าสู่ ‘อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูง’ 

รวมถึงการขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านหลังงาน

Techsauce พาไปสรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยและเจาะลึกโอกาสใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องจับตามอง

เศรษฐกิจไทยปี 2026 เป็นอย่างไรในสายตา World Bank ?

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2026 ดูจะไม่ค่อยสดใสนัก World Bank คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะชะลอตัวเหลือ 1.6% (จากการประมาณการ 2.2% ในปี 2025) ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 2.2% ในปี 2027 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่

  • หนี้ครัวเรือนไทย ยังคงสูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน (คิดเป็น 87.8% ต่อ GDP) ทำให้กำลังซื้อในประเทศหดตัว และสินเชื่อภาคเอกชนตึงตัว
  • ความเปราะบางของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งแม้ว่าความยากจนจะลดเหลือ 7.1% แต่ตัวเลขที่น่าจับตาคือ 40% ของประชากรไทยจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง คือมีรายได้เหนือเส้นความยากจนไม่มาก หากเจอกระตุกจากเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ ก็พร้อมจะกลับไปจนทันที กลุ่มนี้คือกลุ่มที่แบกรับหนี้ครัวเรือน
  • แรงส่งจากการส่งออกที่แผ่วลง หลังจากมีการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าในปี 2025 เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีการค้าโลก ทำให้ปี 2026 ภาคการส่งออกจะเริ่มชะลอตัว
  • โครงสร้างอุตสาหกรรมเก่าที่ล้าหลัง โดยภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญปัญหา Productivity ที่ถดถอย การลงทุนส่วนใหญ่เน้นไปที่การ Maintenance มากกว่าการขยายกำลังการผลิตใหม่หรือนวัตกรรม

แม้ภาพรวมจะดูไม่ค่อยสดใส แต่ไทยยังมีข่าวดีคือ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และสถานะบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุล ซึ่งเป็นกันชนให้เศรษฐกิจได้บ้าง

ทำไมไทยต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง ?

World Bank มองว่า โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมของไทยที่เน้นรับจ้างผลิตมูลค่าต่ำ ไม่สามารถพาไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงอีกต่อไป หนึ่งในทางออกที่ไทยควรทำคือการเกาะกระแส Global Megatrends เรื่องความยั่งยืน เช่น

  • Green Products สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่า และมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าสินค้าทั่วไป
  • ไทยมีต้นทุนที่ดีและมีโอกาส เนื่องจากปัจจุบันสินค้า Green Products คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2025 
  • สัดส่วนในภาคการผลิตไทยคิดเป็น 25% ของ GDP และจ้างงาน 16% ของแรงงานทั้งหมด (ราว 6.2 ล้านคน) ถือว่าไทยมีศักยภาพที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดโลกได้อีกมากหากมีการยกระดับเทคโนโลยี
  • Green Complexity Potential ของไทยอยู่ที่ 1.4 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาไปสู่สินค้าซับซ้อน

รายงานคาดกรณ์ว่า หากไทยสามารถผลักดันนโยบายด้าน Green Manufacturing อย่างเต็มพิกัด ก็จะสามารถดัน GDP ให้สูงขึ้นได้อีก 2.9% ภายในปี 2035

เจาะลึก 3 อุตสาหกรรมหลักที่ไทยต้องโฟกัส

รายงานระบุว่า 3 กลุ่มอุตวาหกรรมที่ไทยมีแต้มต่อ และควรรีบคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฮับของอุตสาหกรรมสีเขียวมูลค่าสูง (High-Value Green Manufacturing) ประกอบไปด้วย

1.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

อุตสาหกรรมยานยนต์ นับว่าเป็นหัวใจของไทย (คิดเป็น 3.1% ของ GDP) แม้ตอนนี้ไทยกำลังถูก Disrupt จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV แต่ไทยถือว่ามีจุดแข็งมากในด้านนี้โดยเฉพาะเรื่อง Supply Chain 

เนื่องจาก 80% ของชิ้นส่วนรถยต์สันดาปยังสามารถใช้ได้กับรถ EV ได้ เช่น ตัวถัง ระบบเบรก ระบบช่วงล่าง แม้จะมีชิ้นส่วนบางอย่างกว่า 58% ที่จำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้ใช้กับรถ EV ได้

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของไทยคือยังขาดผู้ผลิตแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งกินมูลค่าสูงถึง 40-50% ของรถ EV โอกาสของไทยคือการดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) พร้อมกับการช่วย SMEs ในกลุ่ม Tier 2-3 ให้ปรับตัว

2.พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV)

การส่งออก Solar PV ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 0.5% เป็น 1.9% ของการส่งออกรวม แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ ไทยยังเก่งแค่การประกอบแผง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อย 

ดังนั้นไทยต้องขยับไปสู่การเป็นต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์, อินเวอร์เตอร์ และงานระบบ System Integration ซึ่งมีความต้องการในตลาดโลกสูงมาก

3.ระบบทำความเย็นอัจฉริยะ

ไทยมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมการทำความเย็นมานาน เราเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศอันดับ 3 ของโลก ซึ่งตอนนี้เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็น R-32 และเทคโนโลยี Inverter ที่ประหยัดไฟ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตหลักในด้านนี้อยู่แล้ว 

หากเราสามารถขยายไปสู่เทคโนโลยี Heat Pumps ซึ่งเป็นตลาดยุโรปและอเมริกาต้องการมากเพื่อทดแทนหม้อต้มไอน้ำแบบเก่า ก็อาจจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมนี้ของไทยมากขึ้น

รัฐและเอกชนต้องทำอะไร เพื่อช่วยไทย ?

World Bank ออกข้อเสนอแนะทั้งหมด 3 ข้อที่ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งทำ เพื่อช่วยให้ไทยคว้าโอกาสในภาคอุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง

1.สร้างกลไกราคา

  • ต้องมีการเก็บคาร์บอนเครดิตที่มีประสิทธิภาพ เื่อกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซและหันมาใช้เทคโนโลยีสีเขียว
  • ลดการอุดหนุนราคาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้พลังงานสะอาดแข่งขันได้จริง

2.ปฏิรูปทักษะและ Supply Chain

  • ปัญหาใหญ่ของไทยคือ ‘คน’ แรงงานไทยยังขาดทักษะด้านวิศวกรรม EV, ดิจิทัล และ Advanced Electronics
  • ไทยต้องเร่ง Reskill/Upskill แรงงานให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุน FDI ใหม่ ๆ 

3.นโยบายอุตสาหกรรมที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี

การดึง FDI เข้ามาต้องไม่ใช่แค่ให้เช่าที่ตั้งโรงงาน หรือแค่เรื่องเงินลงทุน แต่ต้องมีเงื่อนไขให้เกิดการเชื่อมโยงกับ Supplier ในประเทศไทย รวมทั้งต้องมีเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทข้ามชาติสู่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ไทยสามารถขยับจากผู้รับจ้างประกอบ ไปสู่การสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น 

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นแค่โรงงานประกอบ แต่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีร่วมด้วย

อุตสาหกรรมสีเขียวอื่น ๆ  ที่น่าจับตา

ในรายงาน World Bank ยังระบุถึงกลุ่มสินค้าที่มีศํกยภาพ แต่เราอาจมองข้ามไป ได้แก่ 

  • การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
  • การจัดการน้ำเสีย
  • การควบคุมมลพิษทางอากาศ

รายงานระบุว่าไทยมีความซับซ้อนของสินค้า (Product Complexity) ในกลุ่มนี้ค่อนข้างดี และมีโอกาสส่งออกได้ หากพัฒนาต่อยอด

อ้างอิง : Thailand Economic Monitor หัวข้อ Advanced Green Manufacturing for Growth โดย World Bank

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘Nemotron 3 Super’ Open Source ล่าสุดจาก NVIDIA โมเดล AI สำหรับระบบ Agentic Reasoning ประมวลผลเร็วกว่ารุ่นเดิม 5 เท่า

ทำความรู้จัก ‘Nemotron 3 Super’ โมเดล AI โอเพนซอร์สใหม่ล่าสุดที่ใช้สถาปัตยกรรมลูกผสม ประมวลผลเร็วขึ้น 5 เท่า ความจำระดับ 1 ล้านหน่วยคำ ตอบโจทย์การสร้างปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติ...

Responsive image

Microsoft เปิดตัว ‘Copilot Health’ AI สรุปข้อมูลสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลจากผลตรวจสุขภาพ และ Smartwatch ปลอดภัยสูง ข้อมูลไม่ถูกนำไปเทรน AI

Microsoft เปิดตัว Copilot Health ผู้ช่วย AI อัจฉริยะที่รวบรวมข้อมูลจาก Wearable และประวัติการรักษา เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลสุขภาพอย่างปลอดภัย ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนพบแพทย์ พร้อมมาต...

Responsive image

Claude เปิดตัว แผนภาพ Interactive แปลงข้อมูลเป็นภาพจำลองได้ใน Prompt เดียว ข้อมูลเปลี่ยนตามบริบทได้แบบเรียลไทม์

Anthropic อัปเดตใหม่ Claude AI สามารถสร้างแผนภูมิ กราฟ และภาพจำลองแบบ Interactive แทรกลงในหน้าแชตได้โดยตรง ช่วยพลิกโฉมการอธิบายข้อมูลซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น เปิดใช้งานแล้ววันนี้...