บีโอไอผนึกกำลังอาเซียน เชื่อมซัพพลายเชนภูมิภาค รับคลื่นลงทุนครั้งใหญ่

บีโอไอเผยผลประชุมรัฐมนตรีด้านการลงทุนอาเซียน ชี้ทิศทางการลงทุนโลกเปลี่ยนสู่เทคโนโลยี R&D และนวัตกรรมขั้นสูง อาเซียนเร่งผนึกกำลังสร้างซัพพลายเชนระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับระบบนิเวศ เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง รองรับการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและดิจิทัล ปี 2568 อาเซียนรับการลงทุนกว่า 8.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 สูงกว่าการเติบโตของ FDI โลก โดยเป็นครั้งแรกที่อาเซียนมี FDI  สูงกว่าเอเชียตะวันออก ขณะที่ไทยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area Council)  เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือและผนึกกำลังกำหนด ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการยกระดับอาเซียนเพื่อเตรียมรับคลื่นการลงทุนที่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมทั้งการพัฒนาซัพพลายเชนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภูมิภาคอาเซียน

FDI ไทยทำสถิติสูงสุดปี 68 ท่ามกลางการเติบโตของอาเซียน

ในปี 2568 ภูมิภาคอาเซียนมีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ารวม 246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 สูงกว่าการเติบโตของ FDI ทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 15 ของ FDI รวมทั่วโลก ส่งผลให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับ FDI มากที่สุดและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีมูลค่า FDI สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นครั้งแรก ตอกย้ำบทบาทที่เปลี่ยนไปของอาเซียนในฐานะหมุดหมายสำคัญของการลงทุนโลก 

ขณะที่ประเทศไทยได้รับ FDI ไหลเข้ามูลค่า 19,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในภาคบริการ  ภาคการเงิน และภาคการผลิต ขณะที่การลงทุนด้านข้อมูลและการสื่อสารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ทั้งนี้ UNCTAD ชี้ว่า รูปแบบ FDI โลกและอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปสู่ การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Investment) มากยิ่งขึ้น เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การให้บริการทางเทคนิค และบริการสนับสนุนภาคธุรกิจในด้านต่าง ๆ โดยมีสัดส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 44 ในช่วงปี 2548–2553 เป็นร้อยละ 64 ในช่วงปี 2563–2568 และขยายตัวเร็วกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตนเกือบสองเท่า ขณะที่การลงทุนด้าน R&D ของอาเซียนยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น สะท้อนโอกาสของอาเซียนรวมถึงประเทศไทย ในการดึงดูด FDI คุณภาพสูงที่ช่วยสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาคมากขึ้น

ไทยและอาเซียนจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัลขั้นสูง และวิศวกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลและบีโอไอให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการ Skill Bridge ที่ช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และมาตรการ Business Transformation ที่ช่วยหนุนผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีมาเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยและอาเซียนพร้อมรับการลงทุนคุณภาพสูงอย่างเต็มศักยภาพ - นายนฤตม์ กล่าว

ไทยยกระดับระบบนิเวศ ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องกับแนวทาง OECD ว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่ควรพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตที่คล่องตัว กฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และบริการดูแลนักลงทุนครบวงจร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว ในประเด็นนี้ บีโอไอได้นำเสนอต่อ ที่ประชุมถึงความคืบหน้าในการยกระดับระบบนิเวศการลงทุนของไทย โดยเฉพาะกลไก Thailand FastPass  ซึ่งมุ่งเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เร็วกว่าเดิมร้อยละ 20-50 ตลอดจนประสานแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ในระดับภูมิภาค ไทยยังร่วมผลักดันความร่วมมือกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนปฏิบัติการส่งเสริมการลงทุนระดับภูมิภาคของอาเซียนหรือ RIPAP (Regional Investment Promotion Action Plan) ในช่วงปี 2568 – 2573 ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (UNESCAP) ที่มุ่งส่งเสริมให้อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนจากทั่วโลก เน้นดึงดูดการลงทุน ทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เข้าสู่อาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งที่หลากหลายของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน

ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยให้อาเซียนนำจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศมาเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการ RIPAP อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนศักยภาพและโอกาสของอาเซียนให้เกิดเป็นโครงการลงทุนที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประเทศสมาชิกอย่างทั่วถึง - นายนฤตม์ กล่าว

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ประกาศรายชื่อแชมป์ TICTA 2026 เจาะลึกนวัตกรรมเด่นที่ช่วยแก้ปัญหาธุรกิจ พร้อมความหวังใหม่จากผลงานเด็กไทย

สรุปผลรางวัล Thailand ICT Awards (TICTA) 2026 เผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีและ AI จากฝีมือคนไทย ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และการศึกษา ที่เตรียมเป็นตัวแทนประเทศไปผงาดบนเวทีระดับสากล APIC...

Responsive image

“เอกนิติ - บีโอไอ” เยี่ยม SIMTEC ชู Skill Bridge หนุนอัปสกิล ปั้นบุคลากร รองรับการผลิตยุคใหม่

“รองนายกฯ เอกนิติ” นำทีมลงพื้นที่เยี่ยมชม “สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTEC)” ติดตามมาตรการ Skill Bridge ชู Learning Factory ตั้งเป้าพัฒนา 1 พันคน ภายใน 6 เดือน ป้อนอุตสาหกรรม...

Responsive image

เจียไต๋ยกทัพเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะบุกจันทบุรี โชว์โดรน รถ UGV และระบบน้ำ เสริมประสิทธิภาพการจัดการสวนทุเรียน

เจียไต๋ จัดงาน Durian Tech & Expo 2026 ณ จันทบุรี โชว์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ XAG ทั้งโดรน P150 Max, รถ UGV R200 และระบบน้ำ Smart Irrigation ชูโซลูชันยกระดับการทำสวนทุเรียนไทย...