บำรุงราษฎร์ เปิดบ้านแผนกผู้ป่วยหนัก ICU ให้บริการแบบ One Stop Service  | Techsauce

บำรุงราษฎร์ เปิดบ้านแผนกผู้ป่วยหนัก ICU ให้บริการแบบ One Stop Service 

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดบ้าน ย้ำความเป็นผู้นำแผนกผู้ป่วยหนัก (Intensive Care Units หรือ ICU) พร้อมเผยกุญแจสำคัญในแผนกผู้ป่วยหนัก 'บุคลากรที่มีความชำนาญในขั้นสูง' และ 'การทำงานร่วมกันเป็นทีมแบบสหวิชาชีพ' ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

เภสัชกรหญิง อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า “ด้วยปณิธานในการดำเนินงานของบำรุงราษฎร์ ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ก่อตั้งกว่า 40 ปี โรงพยาบาลฯ ตระหนักและคำนึงถึง ‘ความปลอดภัยของผู้ป่วย’ เป็นอันดับแรก ซึ่งหัวใจของประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยมาจากการบริหารจัดการแบบไร้รอยต่อระหว่างบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และระบบการบริบาลที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ซึ่งจะช่วยเสริมให้เกิดประสิทธิผลในการดำเนินงานปลอดภัยและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยหนัก นับเป็นความโดดเด่นของบำรุงราษฎร์ที่พัฒนามาโดยตลอด” 

ให้บริการแบบ One Stop Service 

แผนกผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริหารงานโดยหน่วยเวชบำบัดวิกฤต ให้บริการแบบครบวงจร หรือ One Stop Service ปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้มีการแบ่งดูแลผู้ป่วยหนัก เป็น 5 แผนก ตามความชำนาญพิเศษในการดูแลรักษาผู้ป่วยหนัก โดยสามารถรองรับผู้ป่วยหนักได้ถึง 63 เตียง จากจำนวนเตียงทั้งหมดในโรงพยาบาล 580 เตียง คิดเป็นสัดส่วน 12% ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนสูงกว่าโรงพยาบาลทั่วไป ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10% ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ในอนาคตของแผนกไอซียูของสหรัฐอเมริกาที่จะมีการแบ่งแผนกการรักษาเฉพาะทางตามอาการของโรคมากยิ่งขึ้น พร้อมกับมีบุคลากรที่ชำนาญการในสาขานั้นๆ มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

บรรยากาศห้อง ICU ผู้ใหญ่ บรรยากาศห้อง ICU เด็ก

แผนกผู้ป่วยหนัก ทั้ง 5 แผนก ประกอบด้วย 

  1. แผนกผู้ป่วยหนัก 1 (ICU 1) ดูแลรักษาผู้ป่วยหนักทางระบบทางเดินอาหาร, ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิต, ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับ และผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้-น้ำร้อนลวก 
  2. แผนกผู้ป่วยหนัก 2 (ICU 2) ดูแลรักษาผู้ป่วยหนักทางระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะโรคหลอดเลือด สมองตีบหรือแตก (stroke), ผู้ป่วยโคม่า (Coma) คือ ภาวะที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวมากกว่า 6 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองใดๆ ต่อสิ่งเร้ารอบตัว และผู้ป่วยหลังผ่าตัดอวัยวะสำคัญต่างๆ ที่ต้องได้รับการดูแลและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดหลังผ่าตัด 
  3. แผนกผู้ป่วยหนัก 3 (ICU 3) ดูแลรักษาผู้ป่วยหนักเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 15 ปี ที่ต้องได้รับการดูแล ทางระบบทางเดินหายใจ และ/หรือจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และผู้ป่วยหนักทางสูติ-นรีเวช 
  4. แผนกผู้ป่วยหนัก 4 (ICU 4) ดูแลรักษาผู้ป่วยหนักที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจ และ/หรือ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 
  5. แผนกผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ (CCU) ดูแลรักษาผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน (heart attack) ทั้งด้านอายุรกรรม/ศัลยกรรมเด็กและผู้ใหญ่ ภายใต้การบริหารของศูนย์หัวใจ 

'โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ' เป็นโรคที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษามากที่สุด

นางสาวสุกัญญาดา รัตนกุลชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์แผนกผู้ป่วยหนักและแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลว่า “บำรุงราษฎร์มีผู้ป่วยหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 12,000 - 14,000 รายต่อปี และรับผู้ป่วยใหม่วันละ 5-10 ราย สำหรับปี 2561 ที่ผ่านมา บำรุงราษฎร์มีสัดส่วนผู้ป่วยหนักคนไทย 52% และต่างชาติ 48% โดยแบ่งเป็นต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย 16% และต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษา 32% ทั้งนี้ โรงพยาบาลฯ ได้มีแผนการขยายพื้นที่และจำนวนเตียงผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากการที่ทีมมองผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางทำงานประสานงานร่วมมือกันเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ทำให้เกิดการบอกต่อของผู้ป่วย ญาติมิตร หรือจากการส่งต่อมาจากโรงพยาบาลพันธมิตรที่มีกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ และจากโรงพยาบาลในต่างประเทศ โดยภาวะที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษามากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ อันดับ 2 โรคหัวใจ และอันดับ 3 โรคที่เกี่ยวกับระบบสมอง ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ส่งผลต่อการสูญเสียชีวิตมากที่สุด”  

นพ. เขมชาติ พงศานนท์

การดูแลผู้ป่วยของแผนกไอซียูของบำรุงราษฎร์

ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูได้แก่ผู้ป่วย 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ผู้ที่มีความเจ็บป่วยขั้นวิกฤตอาจถึงชีวิต เช่น หัวใจวาย การหายใจล้มเหลว ความดันโลหิตตก ไตวาย อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว หรือ ผู้ป่วยที่เราคาดการณ์ได้ว่ามีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว เช่น ผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ที่มีเลือดออกจากทางเดินอาหาร

ดังนั้นจุดแตกต่างที่เด่นชัดของแผนกไอซียูจากหอผู้ป่วยทั่วไป คือ เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ จะถูกนำมาใช้เพื่อประคับประคองหรือทดแทนการทำงานของอวัยวะที่ล้มเหลว เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องฟอกเลือด เครื่องปั๊มหัวใจเทียม เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงอุปกรณ์เฝ้าติดตามการทำงานของสัญญาณชีพที่ใช้ในคนไข้ทุกคนในไอซียู

พร้อมด้วยบุคลากรที่มีความชำนาญและมีองค์ความรู้เฉพาะทาง

กุญแจที่สำคัญยิ่งกว่า คือบุคลากรที่มีองค์ความรู้เฉพาะทาง ความชำนาญ รวมถึงประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีได้เต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยตามฟังก์ชันงานที่ซับซ้อนของอุปกรณ์แต่ละชนิด โดยให้เกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด

องค์ความรู้และความชำนาญในการแปลผลการแสดงค่าต่างๆ ที่ได้จากอุปกรณ์เฝ้าติดตามการทำงานของสัญญาณชีพ จะทำให้ทีมการรักษาสามารถตรวจพบอาการของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลงในระยะเริ่มต้น นำไปสู่การวางแผน และเลือกวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการเฝ้าระวังโรคในไอซียู

นอกเหนือจากความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว แผนกไอซียูของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับทีมบุคลากรที่มีความชำนาญการในขั้นสูงและมีทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีมแบบสหวิชาชีพ ผู้ป่วยหนักแต่ละคนจะได้รับการดูแลจากทีมไอซียูที่ประกอบด้วย

  1. แพทย์ผู้ชำนาญการด้านผู้ป่วยวิกฤต โดยทุกคนสำเร็จหลักสูตรมาตรฐานเป็นผู้ชำนาญการพิเศษด้านเวชบำบัดวิกฤตจากสหรัฐอเมริกา (American Board of Critical Care Medicine) เป็นหัวหน้าทีม วางแผนตัดสินใจการรักษาร่วมกับแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางในสาขาอื่นๆ ที่เฉพาะเจาะจงต่อความเจ็บป่วยของผู้ป่วยหนักนั้นๆ
  2. พยาบาลผู้ชำนาญการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นเสมือนศูนย์กลางในการประสานงานทั้งภายในทีมไอซียูและแผนกต่างๆ นอกไอซียู
  3. เภสัชกรประจำแผนกไอซียู ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในรายละเอียด การเลือกชนิด วิธีการบริหารยา การปรับขนาดยาให้สัมพันธ์กับโรค และการทำงานของไตหรือตับ รวมถึงการป้องกันและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากยาหลายชนิดที่ผู้ป่วยต้องได้รับในไอซียู
  4. พยาบาลผู้ชำนาญการบำบัดระบบหายใจ ดูแลเพิ่มเติมเฉพาะระบบ สำหรับผู้ป่วยทุกคนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากเครื่องช่วยหายใจในไอซียู ทำงานประสาน และแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของแพทย์และพยาบาลประจำไอซียูให้สามารถทำหน้าที่ส่วนอื่นๆ ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะมีนักกายภาพบำบัดเฉพาะทาง นักบำบัดปัญหาการกลืนการพูด นักโภชนากร และพยาบาลผู้ประสานงานเฉพาะโรคเช่นทางระบบประสาทและสมอง ทางระบบหัวใจ เป็นต้น ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อผลลัพธ์ทีมีคุณภาพ โดยยึดหลักความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็น สำคัญ”

นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารพูดคุยกับครอบครัวผู้ป่วย ซึ่งในสถานการณ์นั้น สภาพจิตใจของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ในขณะปฏิบัติงานซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชุลมุนวุ่นวาย โรงพยาบาลฯ มีแพทย์และพยาบาลที่พร้อมจะให้ข้อมูลตลอดเวลาเพื่อคลายความวิตกกังวลของครอบครัวผู้ป่วย รวมถึงระหว่างการรักษาตัวนั้น แพทย์จะมีการแจ้งความคืบหน้าถึงขั้นตอนการรักษาในทุกๆ เช้า หรือแม้แต่ในช่วงเวลาที่ญาติต้องการขอพูดคุยกับแพทย์ โรงพยาบาลฯ มีห้องประชุมที่จัดแยกเฉพาะสำหรับใช้พูดคุยกับครอบครัวเพื่อความเป็นส่วนตัว

RELATED ARTICLE

Responsive image

DDproperty เปิดเผย เศรษฐกิจซบเซา-กำลังซื้อยังไม่ฟื้น อุปสรรคสำคัญของคนอาเซียนที่อยากมีบ้าน

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด (World Economic Outlook) ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของ 5 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 4.3% ลดลง 0.6% จากการคา...

Responsive image

VMware ส่งเสริมอุตสาหกรรม Healthcare ปูทางสู่อนาคต Connected Health ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลศึกษา Digital Frontiers 3.0 ของ VMware เผยให้เห็น 66% ของผู้บริโภคกล่าวว่าพวกเขาชอบการสนทนาผ่านวิดีโอคอลมากกว่าการเข้าร้บคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์...

Responsive image

ARV ร่วมมือกับ Samsung ส่งโซลูชัน deep tech ช่วยเหลือเกษตรกรไทยก้าวสู่ความเป็น Smart Farmer

ARV เร่งยกระดับเทคโนโลยีภาคการเกษตรและเกษตรกรเพื่อก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ผนึกความร่วมมือกับบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด สร้างโปรเจกต์เพื่อให้ความร...