GC สร้างระบบ Circular Economy ในอุทยานแห่งชาติ 14 แห่งลุยจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน | Techsauce /* */ /* */

GC สร้างระบบ Circular Economy ในอุทยานแห่งชาติ 14 แห่งลุยจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

หากคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต “อุทยานแห่งชาติ” เป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ซึ่งประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่ามีอยู่เป็นร้อยๆ แห่ง ในปัจจุบัน  นับเป็น จุดเช็คอิน ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสเส้นทางธรรมชาติ ที่มีความหลากหลาย ทั้ง ทางบก และทางทะเล  ที่เปิดให้ผู้คนทั้งไทยและต่างประเทศ สามารถเดินทางไป ศึกษาธรรมชาติ ดูป่าไม้ ดอกไม้  และทะเลหมอก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมักนิยมเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง 

วีถีเส้นท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ สิ่งที่นักท่องเที่ยว จำเป็นต้องพึงปฏิบัติ เพื่อการรักษาความอุดมสมบรูณ์ของธรรมชาติ นอกจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ที่มีมาไว้อย่างยาวนาน เช่น ห้ามก่อไฟ ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเด็ดต้นไม้ ดอกไม้ ปะการัง นำสัตว์บก สัตว์ทะเล หรือสิ่งใดๆ ที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติออกมานอกพื้นที่เด็ดขาด รวมถึงห้ามพกอาวุธ ปืน และไม่จับสัตว์หรือฆ่าสัตว์ในอุทยานแห่งชาติ  ที่สำคัญการรักษาความสะอาดโดยการไม่ทิ้งขยะภายในอุทยานแห่งชาติ หรือหากเห็นขยะก็ควรเก็บออกมาทิ้งภายนอก ความเข้มงวดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวที่เข้าไปใช้บริการในอุทยานก็พลาดไม่ได้ 

อุทยานแห่งชาติเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่นอกจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดและพันธุ์พืชหายากแล้ว ยังมีคุณค่าทางการศึกษาในการหาความรู้ค้นคว้าและวิจัย ได้จากความหลากหลายของระบบนิเวศในอุทยานต่างๆ และยังเป็นพื้นที่โมเดลการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ของไทยที่สมบรูณ์แบบอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการดำเนิน  โครงการ “ต้นแบบการบริหารจัดการขยะพลาสติกครบวงจรในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อเป็นโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศ ” ระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)  เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงรุก  ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  

การเดินหน้าของ โครงการ “ต้นแบบการบริหารจัดการขยะพลาสติกครบวงจรในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เป็นอีกแผนงานภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ที่มุ่งสู่เป้าหมายการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ซึ่งการสร้างโมเดลแบบองค์รวมนี้ คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รทว.ทส.) ย้ำว่า  “จะเป็นต้นแบบที่ดี ไม่เพียงแต่การแก้ปัญหาขยะ แต่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีต่างๆ รวมถึงนักท่องเที่ยว และประชาชน ในการร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ได้ จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นศักยภาพของประเทศไทย ในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถเปลี่ยนจากวิกฤติเป็นโอกาส สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศของเราต่อไปได้” 

ไฮไลท์ของงานนี้ อยู่ที่นำหลักการ  Circular Economy มาจัดระบบ การบริหารจัดการขยะ ให้กับพื้นที่อุทยานฯ โดย  GC  ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดการขยะพลาสติกแบบยั่งยืน ด้วยการนำแพลตฟอร์ม (Platform) เพื่อแก้ไขปัญหาแบบองค์รวมตลอดห่วงโซ่อุปทาน  4  ด้าน ประกอบไปด้วย 

1)  การใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอ( Bio Product ) ที่สลายตัวได้ด้วยการฝังกลบ (Bio-based ) 

2) มุ่งเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากปิโตรเลียม (Fossil-based ) ด้วยความรับผิดชอบ ด้วยการนำขยะพลาสติกกลับมารีไซเคิล  (Recycle) หรือ อัพไซเคิล (Upcycle) 

3)  อีโคซิสเต็ม (Ecosystem)    เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้พลาสติก เพื่อให้เกิดการขยายผลในวงกว้าง  

4) พร้อมดึงพันธมิตร เป็นแนวร่วมสำคัญในการนำระบบ Ecosystem ไปใช้ ด้วยโซลูชั่นต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์พลาสติก  เพื่อทางออกที่ยั่งยืน (Total Solutions for Everyone)ในการร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ  ซึ่งเป็นนโยบายที่ GC ให้ความสำคัญ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusiveness) โดยพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้า SMEs ให้ปรับตัวกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค  

โดยคุณคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท GC ในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนในธุรกิจเคมีภัณฑ์  มั่นใจว่า “โครงการนี้จะเป็นการสร้างต้นแบบโมเดลแห่งความสำเร็จระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น เพื่อขยายผลในวงกว้าง”

พื้นที่ที่จะนำมาสู่ การเป็นโมเดลที่สำคัญ ก่อนขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น คุณธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ได้ร่วมกันคัดเลือกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานโครงการครั้งนี้  และจะขยายผลไปยังอุทยานแห่งชาติ อีกจำนวน 14 แห่ง ประกอบด้วย  

อุทยานทางบก 5 แห่ง ได้แก่ 

1) อุทยาน-แห่งชาติอินทนนท์ 

2) อุทยานแห่งชาติเอราวัณ 

3) อุทยานแห่งชาติเขาสก อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก 

4) อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 

5) อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย 

อุทยานทางทะเล  7 แห่ง ได้แก่ 

1) อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า - หมู่เกาะเสม็ด 

2) อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 

3) อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา 

4) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

5) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 

6) อุทยานแห่งชาติ  ตะรุเตา 

7) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติต้นแบบให้กับอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศต่อไป

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกับเส้นทางการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของอุทยานต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ  ทั้งภูเขา และทะเล  ในวันนี้นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อน หลบหนีชีวิตที่เร่งรีบในเมืองแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เราจะได้รู้จัก คุณค่าของการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดผลกระทบจากขยะที่ตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นภัยต่อสัตว์ ทั้งบนบกและในทะเล  ทั้งนี้เพื่อให้ พื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง สามารถดำรงอยู่และเป็นสมบัติทางธรรมชาติที่มีค่าของประเทศสืบทอดไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน

RELATED ARTICLE

Responsive image

TrueMoney เจาะตลาด B2B เปิดตัว TrueMoney for Business โซลูชันการตลาดครบวงจรบน E-Wallet

TrueMoney เจาะตลาด B2B เปิดตัว TrueMoney for Business โซลูชันการตลาดครบวงจรบน E-Wallet ตอบรับความต้องการและเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการและบริษัทธุรกิจ...

Responsive image

Sansiri ผนึก Google ประเทศไทย ร่วมสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่มีความเท่าเทียมในองค์กร และทุกซัพพลายเชน

Sansiri ผนึก Google ประเทศไทย ร่วมสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่มีความเท่าเทียมในองค์กร และทุกซัพพลายเชน หวังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้บริษัทเอกชนในประเทศไทย ส่งเสริมความเท่าเทียมในองค์กร...

Responsive image

วิจัยกรุงศรี เผย เศรษฐกิจไทย ยังคงได้แรงหนุนสำคัญ จากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว-ส่งออก

วิจัยกรุงศรี เผย เศรษฐกิจได้แรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว-ส่งออก ขณะที่ทางการอนุมัติมาตรการช่วยเหลือภาระค่าครองชีพเพิ่มเติม...