สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชู ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจ ทางรอดของธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก

ท่ามกลางวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เดินทางมาถึงจุด 'ภาวะโลกเดือด' (Global Boiling) และแรงกดดันทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของ 'ฉลากสิ่งแวดล้อม' ในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จำเป็นและเป็นยุทธศาสตร์แห่งการอยู่รอดของภาคธุรกิจไทย ผ่านงาน 'TEI-Ecolabelling Forum 2025: Ecolabel for the Future ฉลากสิ่งแวดล้อมกับการสร้างมูลค่าใหม่ทางธุรกิจ' ซึ่งจัดขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือใบอนุญาตทางการค้าในเวทีโลก

วิกฤตการณ์สามประสาน เมื่อโลกไม่ได้แค่ร้อนแต่กำลัง ‘เดือด’

ในการบรรยายพิเศษ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ฉายภาพความจริงอันน่ากังวลว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้อนวิกฤต (Polycrisis) 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เราได้ก้าวเข้าสู่ 'ภาวะโลกเดือด' อย่างเต็มตัว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 1.75 องศาเซลเซียส ซึ่งทะลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้วทั่วโลก
  2. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ภาวะโลกเดือดคุกคามระบบนิเวศโดยตรง ทั้งแนวปะการังที่เผชิญภาวะฟอกขาวรุนแรง และการอยู่รอดของแมลงผสมเกสร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทย
  3. มลพิษ (Pollution) ปัญหาฝุ่น PM2.5, สารหนูในแหล่งน้ำ และมลพิษข้ามพรมแดน ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

แม้ว่าประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (เคยถูกจัดอยู่อันดับ 9) ดร.วิจารย์ ได้ยกตัวอย่างกรณี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่เผชิญทั้งภัยแล้งรุนแรงและน้ำท่วมหนักในปีเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงภัยคุกคามที่มาถึงตัวแล้ว

เมื่อความยั่งยืนคือเงื่อนไขทางการค้า ฉลากสิ่งแวดล้อม เครื่องมือปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจ

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ในฐานะประธานเปิดงานสัมมนา ได้ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากนานาชาติได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลกอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจ มาตรการที่เข้มข้นจากสหภาพยุโรป เช่น CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนฯ) และ EUDR (กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า) รวมถึง การตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Traceability) ได้กลายเป็นกำแพงการค้าที่สำคัญ

ในบริบทนี้ 'ฉลากสิ่งแวดล้อม' จึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจไทยในการแข่งขัน และเป็นกลไกหลักที่ช่วยปลดล็อกโอกาสในตลาด 'การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Public Procurement)' ที่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

'การเลือกใช้สินค้าฉลากเขียวคือจุดหนึ่งที่เราช่วยสังคมได้ ขณะเดียวกันในตลาดโลก ฉลากสิ่งแวดล้อมคือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดสีเขียว' ดร.วิจารย์ กล่าว พร้อมเสริมว่าฉลากเขียวของไทยยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network - GEN) ซึ่งล่าสุดได้ลงนามข้อตกลงกับสิงคโปร์ ศรีลังกา และอุซเบกิสถาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตไทยสามารถขอการรับรองในประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้น

ด้าน ดร.ฉัตรตรี ภูรัต ผู้อำนวยการฝ่ายฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม TEI ได้เปิดเผยว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างมากคือ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เนื่องจากเป็นที่ต้องการในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเครื่องใช้ในสำนักงาน เครื่องใช้ในบ้าน และภาคบริการ เช่น โรงแรม บริการทำความสะอาด และบริการซักรีด ที่หันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การปรับตัวครั้งใหญ่ของประเทศไทย สู่เป้าหมายที่ท้าทาย

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ชาติอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และเริ่มขับเคลื่อนกลไกภายในประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น Thailand Taxonomy เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, สิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับธุรกิจที่ยั่งยืน และการบรรจุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กิจกรรมภายในงานสัมมนาได้สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจ โดยมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ 'ทิศทางฉลากสิ่งแวดล้อมของโลก โอกาสทางธุรกิจใหม่ และการจัดซื้อสีเขียว' และพิธีมอบเกียรติบัตรเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการ 70 บริษัท ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น ฉลากเขียว, Circular Mark และ EPD ในปี 2567-2568

บทสรุปจากงานสัมมนาและมุมมองของผู้บริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาถึงจุดที่ 'รอไม่ได้แล้ว' การลงมือทำในวันนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องโลก แต่คือการปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ฉลากสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นมาตรฐานและกุญแจสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นเครื่องพิสูจน์ความรับผิดชอบ เพื่อนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตและก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคต่อไป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

WHA เผยผลประกอบการล่าสุด ธุรกิจหลักยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายทุก Business Hubs ตามแผนการลงทุนปีนี้

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) แกร่ง ยอดขายที่ดินไตรมาส 1/2569 พุ่งเฉียด 1,000 ไร่ รับเมกะเทรนด์โลกย้ายฐานการผลิตเข้านิคม WHA ล่าสุดยักษ์ใหญ่กลุ่มดาต้าเซ...

Responsive image

3 พันธมิตรเปิดตัว 'ESG Transformation Team' ปั้นโมเดล CORE TO CROWD สร้างคุณค่าองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

3 พันธมิตรใหญ่เปิดตัว ESG Transformation Team ชูโมเดล CORE TO CROWD ปลดล็อกศักยภาพองค์กร ขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่ความสำเร็จและสร้างความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง...

Responsive image

TECHLEAD NEXT เผยงบ Q1/69 รายได้โตเท่าตัว ธุรกิจเทคฯ ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ PayGenix กลายเป็นรายได้หลัก

บริษัท เทคลีด เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TL เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 112.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตของธุรกิจเทคโ...