
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นรับรางวัล Thai HealthTech Excellence Awards 2026 หมวดผู้สนับสนุน HealthTech Ecosystem ระดับ Diamond บนเวที Health Tech Thailand Executive Dinner 2026 ที่สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยจัดขึ้นภายใต้ธีม 'Medical AI in Action: From Source Code to Scale' รางวัลนี้ไม่ได้มอบให้ในฐานะพิธีการ แต่สะท้อนบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขที่หนุนหลังระบบนิเวศสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ (HealthTech Startup) ของไทยมาต่อเนื่อง ตั้งแต่เปิดโจทย์จากหน้างานจริงในโรงพยาบาล ร่วมพัฒนานวัตกรรม เปิดพื้นที่ทดลองใช้ ไปจนถึงดันเทคโนโลยีการแพทย์ฝีมือคนไทยให้เข้าไปใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ
ภายในงานมีหน่วยงานรับรางวัลทั้งหมด 25 หน่วยงานที่เป็นกำลังหลักของวงการ ตั้งแต่โรงเรียนแพทย์ สภาวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ไปจนถึงหน่วยงานรัฐที่ปล่อยทุนและวางมาตรฐาน แต่แก่นที่สมาคมฯ พยายามสื่อสารผ่านธีมงานชัดเจนกว่านั้น นั่นคือการผลักดันปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ทางการแพทย์ หรือที่วงการเรียกกันสั้น ๆ ว่า Medical AI ฝีมือคนไทย ให้ข้ามจากโค้ดในห้องแล็บไปสู่การใช้งานจริง และไปไกลถึงระดับโลก โจทย์นี้มาพร้อมตัวเลขเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนต้องหันมามอง

นโยบาย MOPH PLUS+ คือกรอบที่กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health หรือ MOPH) ใช้ขับเคลื่อนงานสาธารณสุขไทย ภายใต้เป้าหมาย 'สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา' ครอบคลุม 7 เสาหลัก ทั้งสุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ เศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ การบริหารโปร่งใสพร้อมรับภัยวิกฤต บริการเป็นเลิศมุ่งสู่โรงพยาบาลสีเขียว การเสริมขวัญกำลังใจคนสาธารณสุข และการยกระดับระบบสุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล
เมื่อโฟกัสมาที่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพ กระทรวงฯ วางบทบาทตัวเองไว้ครบทั้งสามช่วงของสายน้ำ ต้นน้ำคือการเปิดพื้นที่ให้บุคลากรการแพทย์จากโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานในสังกัด ได้เข้ามาร่วมตั้งโจทย์ ร่วมวิจัย และร่วมพัฒนานวัตกรรมกับสตาร์ทอัพ กลางน้ำคือการหนุนให้เกิดการทดลองใช้จริง พัฒนามาตรฐาน ขึ้นทะเบียน และกำกับดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ หรือ Software as a Medical Device (SaMD) ส่วนปลายน้ำคือการดันนวัตกรรมไทยให้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ ระบบสิทธิประโยชน์ และตลาดทั้งในและนอกประเทศ
ตัวเลขที่สมาคมฯ หยิบมาเล่าช่วยอธิบายว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเร่งด่วน ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่าปี 2567 ไทยส่งออกเครื่องมือแพทย์มูลค่าราว 130,000 ล้านบาท ฟังดูเป็นตัวเลขที่น่าภูมิใจ แต่พอแกะโครงสร้างออกมาดูจะเห็นความท้าทายทันที เพราะสัดส่วนสูงถึง 86% ของมูลค่าส่งออกยังกระจุกอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง ทั้งถุงมือยางทางการแพทย์ สายสวน เข็มฉีดยา และวัสดุปิดแผล ซึ่งเป็นของที่ไทยผลิตเก่งก็จริง แต่ต้องแข่งกันดุเดือดทั้งเรื่องต้นทุน วัตถุดิบ กำลังการผลิต และแรงกดดันจากตลาดโลก ขณะที่เครื่องมือแพทย์เทคโนโลยีสูงไทยยังต้องพึ่งการนำเข้าอีกมหาศาล
โจทย์จึงอยู่ที่ว่าไทยจะขยับจากการเป็น 'ผู้ผลิตและผู้ซื้อเทคโนโลยี' ไปสู่ 'ผู้สร้างทรัพย์สินทางปัญญา ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพมูลค่าสูง' ได้อย่างไร และคำตอบที่สมาคมฯ วางเดิมพันไว้คือ Medical AI เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ไทยเริ่มต้นได้จากของที่มีอยู่ในมือ ทั้งโจทย์จริงในโรงพยาบาลไทย ข้อมูลสุขภาพของคนไทย ความเชี่ยวชาญของแพทย์ไทย และฝีมือนักพัฒนาไทย แล้วต่อยอดเป็นซอฟต์แวร์การแพทย์ที่ผ่านการทดสอบ รับรองมาตรฐาน ขึ้นทะเบียน และขยายผลได้ทั้งในและต่างประเทศ
แรงดึงดูดของตลาดนี้ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด ข้อมูลจาก Grand View Research ประเมินว่าตลาด AI in Healthcare ทั่วโลกจะเติบโตแตะ 506 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate หรือ CAGR) ราว 39% ตัวเลขระดับนี้บอกว่า Medical AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และถ้าไทยดัน Thai Medical AI ให้พัฒนา ขึ้นทะเบียน ใช้งานจริง และขยายตลาดได้ครบวงจร ก็จะเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้สร้าง
ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือนวัตกรรมจากฝั่งโรงเรียนแพทย์ ซึ่งหลายตัวไม่ได้อยู่แค่ในงานวิจัยแล้ว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลคว้า Diamond หมวดโรงเรียนแพทย์ จากผลงานอย่าง AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด AI อ่านภาพแมมโมแกรมเต้านม AI แปลผลการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็ง และการเปิดใช้ Siriraj Genomics GPT เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลรหัสพันธุกรรม ด้านคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีก็ได้ Diamond เช่นกัน โดยมีศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovations Development หรือ MIND Center) เป็นหัวหอกผลักดันปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์อย่าง 'RAMAAI' หรือ 'ระไม' ส่วนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดดเด่นด้วย Deep GI ปัญญาประดิษฐ์ชี้ตำแหน่งมะเร็งทางเดินอาหาร ที่ผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (อย.) ให้นำมาใช้ตรวจผู้ป่วยทั่วไปได้แล้ว
ฝั่งระดับ Gold คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีทั้ง AI วิเคราะห์การได้รับยาต้านมาลาเรียที่อยู่ระหว่างพัฒนา ชุดตรวจแบบรวดเร็ว G6PDeteX สำหรับคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะและแตกง่าย รวมถึงชุดตรวจไข้ดินที่เข้าชุดสิทธิประโยชน์แล้ว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูนวัตกรรม CE Liver ชุดตรวจคัดกรองมะเร็งตับระยะเริ่มต้นจากเลือด และการบ่มเพาะสตาร์ทอัพอย่างสไมล์ไมเกรนที่ดูแลผู้ป่วยไมเกรนทั่วประเทศ ขณะที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่ง FixAI วิเคราะห์ภาวะกระดูกหัก Atra วิเคราะห์ภาพอัลตราซาวนด์ และชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับ (OV-ATK) ที่เข้าชุดสิทธิประโยชน์แล้วเช่นกัน
นอกจากโรงเรียนแพทย์ เวทีนี้ยังให้รางวัลสภาวิชาชีพอย่างแพทยสภา ระดับ Diamond ที่หนุนวงการผ่านหลักสูตรผู้บริหารดิจิทัลทางการแพทย์ (ปดพ.) ฝั่งโรงพยาบาลและภาคเอกชนก็มาเต็ม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS รับ Diamond ในฐานะเครือโรงพยาบาลที่ร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพไทยหลายราย ทั้งเพอเซ็ปทราที่พัฒนา AI ช่วยอ่านผลเอกซเรย์ แคริว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา AI และอูก้าแอปพลิเคชันปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ ส่วนโรงพยาบาลพระรามเก้ารับ Diamond จากการลงทุนกับ Digital Hospital, Telemedicine และ Smart Healthcare Service ขณะที่เครือพญาไท-เปาโลรับ Gold พร้อมสถิติน่าสนใจคือเป็นองค์กรแรกของไทยที่ได้การรับรองมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรม (Innovation Management System) ISO 56001:2024 และยังหนุนสตาร์ทอัพอย่าง N.P.I เตียงปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยลดแผลกดทับ โดยมีโรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี และ N Health ที่หนุนสตาร์ทอัพชุดตรวจ MyTruHealth ประเมินอายุขัยทางชีวภาพจากบริษัท Welala ร่วมรับ Gold ด้วย
อีกกลุ่มที่ขาดไม่ได้คือหน่วยงานรัฐและภาคสนับสนุนที่ทำหน้าที่ปล่อยทุนและวางโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่บ่มเพาะสตาร์ทอัพผ่านกลไก Groom, Grant, Growth และ Global สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (TILSNA) สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) เจ้าของแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ HealthLink สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่เน้นขยายตลาดสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้ รวมถึงภาคเอกชนและสื่ออย่างเอซ เมด พลัส, NAT Absolute Technologies, PDPA Thailand และเทคซอส มีเดีย ที่ร่วมผลักดันเรื่องราว HealthTech ไทยให้เป็นที่รับรู้ในระดับประเทศและภูมิภาค

คุณพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ทิ้งท้ายว่าการดัน Thai Medical AI ให้ไปถึงการใช้งานจริงไม่ใช่ภารกิจของสตาร์ทอัพลำพัง แต่ต้องอาศัยทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล แพทย์ นักวิจัย หน่วยงานกำกับมาตรฐาน หน่วยงานสนับสนุนภาครัฐ นักลงทุน ภาคเอกชน ไปจนถึงผู้ใช้บริการจริง เพราะนวัตกรรมการแพทย์จะขยายผลได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในระบบบริการสุขภาพจริง ช่วยให้แพทย์ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น และช่วยให้ไทยสร้างเทคโนโลยีการแพทย์ของตัวเองได้ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ซื้อหรือผู้ใช้นวัตกรรมจากต่างประเทศ
"วันนี้ประเทศไทยมี Medical AI Startup ที่พร้อมเติบโต ขอบพระคุณกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานทุกภาคส่วน ที่เสมือนพี่เลี้ยงที่ช่วยน้อง ๆ สตาร์ทอัพให้แข็งแรง และต่อยอดเป็นนวัตกรรมการแพทย์ไทยที่แข่งขันได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ไปได้ไกลในระดับโลกต่อไป" คุณพงษ์ชัยกล่าว
ในวันนี้ Medical AI ฝีมือคนไทยหลายตัวเดินพ้นเส้นงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงแล้ว ทั้งที่ผ่านการอนุมัติจาก อย. และที่บรรจุเข้าชุดสิทธิประโยชน์ เหลือเพียงโจทย์ใหญ่ว่าจะเร่งให้ทั้งระบบนิเวศพานวัตกรรมเหล่านี้ขยายผลได้เร็วและไกลแค่ไหน ก่อนที่หน้าต่างโอกาสของตลาด Medical AI โลกจะปิดลง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด