ในประวัติศาสตร์ของคนทำงานออฟฟิศ หรือกลุ่มที่เราเรียกว่า White Collar มีความเชื่อชุดหนึ่งที่ถูกส่งต่อกันมาอย่างเหนียวแน่น นั่นคือการไต่บันไดอาชีพ หรือ Career Ladder
เราเชื่อว่าถ้าเริ่มจากจุดเล็ก ๆ อย่างการเป็นพนักงานขนของ เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ หรือเป็นเด็กจบใหม่ในตำแหน่ง Analyst ที่คอยทำ Presentation และขุดข้อมูล วันหนึ่งเราจะสะสมประสบการณ์จนกลายเป็น Manager เป็น Director และไปถึงระดับ CEO ได้เหมือนรุ่นพี่ในอดีต
แต่วันนี้ บันไดที่ว่านั้นกำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่จากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่คือการถาโถมของ AI ที่ไม่ได้มาแค่ช่วยงาน แต่มันเริ่มมีสัญญาณว่า จะมา ‘รื้อโครงสร้างโลกการทำงานใหม่’ จนบันไดขั้นแรกหายไป และชั้นบนสุดก็เปลี่ยนรูปร่างไปจนแทบจำไม่ได้อีกเลย

หากเรามองไปที่ตลาดแรงงานระดับโลกในปัจจุบัน เราจะพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองซีกโลก ข้อมูลล่าสุดจากสหราชอาณาจักรโดย Adzuna เว็บไซต์จัดหางานรายใหญ่ ระบุว่าตำแหน่งงานสำหรับเด็กจบใหม่พุ่งดิ่งลงต่ำกว่า 10,000 ตำแหน่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติในปี 2016 โดยลดลงถึง 19.1% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง
ขณะเดียวกันที่ซีกโลกตะวันตก Revelio Labs บริษัทวิจัยตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ได้เผยตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่า ว่าจำนวนงานระดับเริ่มต้นหายไปจากตลาดถึง 35% นับตั้งแต่ต้นปี 2023 เป็นต้นมา
เหตุผลนั้นเรียบง่าย แต่โหดร้ายกับโลกแรงงาน นั่นคือ การเข้ามาของ AI
เพราะในยุคสมัยนี้งานที่เคยเป็นแบบฝึกหัดของมนุษย์หน้าใหม่ วันนี้ AI ทำได้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่าอย่างมหาศาล ในระบบการทำงานแบบดั้งเดิม องค์กรยินดีจ่ายเงินเดือนเพื่อจ้างเด็กจบใหม่เข้ามาทำหน้าที่เป็นฐานราก เช่น การคีย์ข้อมูล, การค้นคว้าวิจัยเบื้องต้น, การสรุปการประชุม หรือการร่างรายงานตามคำสั่ง
งานเหล่านี้คือ โรงเรียนหลังเรียนจบที่มีไว้เพื่อให้คนทำงานได้ลองผิดลองถูกในขอบเขตที่ความเสียหายยังไม่รุนแรง แต่ในยุค AI-First องค์กรเริ่มปิดประตูบานนี้ลง
สถานการณ์แบบนี้บังคับให้คนรุ่นใหม่ต้อง “เก่งก่อนเริ่ม” วันนี้คุณไม่ได้ถูกจ้างมาเพื่อเรียนรู้งาน แต่คุณถูกคาดหวังให้เป็น Ready-to-use Human ที่สามารถสั่งการ AI ให้ทำงานแทนคน 10 คนได้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าออฟฟิศ
และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ โอกาสในการเติบโตที่ขาดช่วง หากไม่มีก้าวแรกให้มนุษย์ได้ฝึกฝน แล้วใครจะขึ้นไปเป็นผู้จัดการในอีก 20 ปีข้างหน้า? เมื่อทางผ่านกลายเป็นทางขาด โลกการทำงานจึงเหลือที่ยืนเฉพาะสำหรับคนที่สมบูรณ์แบบหรือคนที่เข้าถึงทรัพยากรในการฝึกตัวเองมาอย่างหนักตั้งแต่ออกตัวเท่านั้น
พายุไม่ได้ถล่มแค่ชั้นล่าง แต่มันกำลังพัดเข้าสู่ชั้นกลางอย่างรุนแรง พนักงานระดับ Middle Management ที่เคยเป็นกระดูกสันหลังขององค์กรกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก
กรณีศึกษาที่สะเทือนวงการที่สุดคือการล้างไพ่ของ Deloitte ที่ประกาศโละชื่อตำแหน่งดั้งเดิมอย่าง Analyst หรือ Manager สำหรับพนักงานกว่า 180,000 คนในสหรัฐฯ ทิ้งไป เพราะในโลกยุคใหม่ ชื่อเหล่านี้ไม่สื่อถึงทักษะจริงอีกต่อไป
ในอดีต นิยามของผู้จัดการคือคนที่เป็นสะพานเชื่อม คอยตามงานและตรวจความเรียบร้อย แต่เมื่อ AI สามารถกำกับดูแล Workflow ได้แม่นยำกว่า บทบาทของคนคุมคนจึงไร้ความหมาย
โครงสร้างออฟฟิศปี 2026 จึงเปลี่ยนจากระบบลำดับชั้น ไปสู่ Skill-based เราจะเริ่มเห็นตำแหน่งอย่าง AI Orchestrator หรือ Domain Expert เข้ามาแทนที่ และแน่นอนว่าในโลกตอนนี้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และความคล่องตัวจะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่อยู่เหนืออายุงาน
ในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ ความอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณขยันแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณผนวกเทคโนโลยีได้ลึกซึ้งเพียงใด
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประโยคนี้คือ Accenture ที่ตอนนี้ไม่ได้แค่ไม่ได้แค่รณรงค์ให้ใช้ AI แต่เขาเอามาเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่ง เพราะล่าสุดได้มีข่าวออกมาว่า บริษัทมีการกำหนดมาตรฐานใหม่ว่า พนักงานระดับ Senior จะไม่มีสิทธิ์เลื่อนตำแหน่งหากไม่พิสูจน์ให้เห็นว่ามีการใช้ AI Tools อย่างสม่ำเสมอ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คุณขยันทำงานหนักและคุมทีมเก่ง คุณก็มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ตอนนี้ ต่อให้คุณขยันแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ใช้ AI คุณจะถูกมองว่าเป็น Productivity Drag เพราะบริษัทมองว่าพนักงานที่ใช้ AI 1 คน ทำงานได้เท่ากับพนักงานที่ไม่ใช้ AI 5 คน
ดังนั้นถ้าคุณจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ คุณต้องแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถรีดประสิทธิภาพจาก AI ออกมาได้ "สม่ำเสมอ" ไม่ใช่แค่ทำเป็นครั้งคราว ซึ่ง CEO อย่าง Julie Sweet ส่งข้อความถึงพนักงานเกือบ 8 แสนคนว่า การ Retrain ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ใครที่ไม่ปรับจังหวะให้เข้ากับอัลกอริทึมจะต้องถูกเชิญออกจากระบบการทำงานของที่นี่ไป
ซึ่งความน่าสนใจคือ ข้อมูลจาก Adzuna พบว่าแม้ตำแหน่งงานจะน้อยลง แต่ค่าจ้างเฉลี่ยกลับพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนว่า ตลาดไม่ต้องการแรงงานทั่วไป เช่น งานระดับพื้นฐานถูก AI แย่งไปหมด บริษัทจึงลดการจ้างงานจำนวนมากลง แต่หันไปแย่งตัวผู้คุม AI หรือคนประเภท Specialist บริษัทพร้อมทุ่มเงินเดือนก้อนโตให้กับคนที่มี ‘ทักษะที่ถูกต้อง’ เพราะนั่นคือคนที่สามารถนำ AI มาสร้างผลงานที่ซับซ้อนได้แทน
สิ่งที่น่ากลัวกว่าการเลิกจ้าง คือสิ่งที่ BCG (Boston Consulting Group) เตือนไว้เกี่ยวกับภาวะผลิตภาพถดถอย ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการเงิน การผลิต และการค้าปลีก มีผลผลิตต่อหัวน้อยลงเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ GDP เติบโตช้าลง
AI จึงถูกนำเข้ามาเพื่อเป็นตัวกู้ชีพในการเพิ่ม Productivity หากพนักงานคนไหนหรือบริษัทไหนปรับตัวไม่ทัน ไม่สามารถดึงพลัง AI มาช่วยทำงานให้ได้ผลลัพธ์มหาศาล พวกเขาจะตกลงไปใน Productivity Gap ซึ่งหมายถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และสุดท้ายอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยของธุรกิจและเศรษฐกิจในระดับประเทศ
ในโครงสร้างองค์กรแบบเดิม ‘เวลา’ คือเครื่องพิสูจน์ความสามารถ เราถูกสอนให้เคารพชั่วโมงบิน ยิ่งอยู่นานยิ่งอาวุโส ยิ่งอาวุโสยิ่งวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่วันนี้แนวคิดนั้นกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง เมื่อสมรภูมิธุรกิจเปลี่ยนจากการสะสมบารมีมาเป็นการชิงความคล่องตัว
ในขณะที่โลกตะวันตกยังวุ่นอยู่กับการปรับโครงสร้างพนักงาน ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Tencent ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการแต่งตั้ง Vinces Yao Shunyu ขึ้นเป็น Chief AI Scientist รายงานตรงต่อประธานบริษัท ด้วยวัยเพียง 28 ปี ทำไมตำแหน่งที่ต้องใช้วิสัยทัศน์ระดับมหภาค ถึงตกอยู่ในมือของคนรุ่นที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่กี่ปี? คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องความเก่งทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของภาษาสำหรับผู้นำรุ่นใหม่
AI ไม่ใช่โปรแกรมที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม แต่มันคือภาษาแม่ที่พวกเขาใช้คิดและตัดสินใจ การที่เด็กหนุ่มวัย Gen Z คนนี้ได้รับมอบหมายให้วางทิศทางกลยุทธ์ขององค์กรระดับแสนล้าน คือหลักฐานชิ้นสำคัญว่า ประสบการณ์ 20 ปีในออฟฟิศ อาจมีค่าน้อยกว่าความลึกซึ้งในการคุมเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ปี
สัญญาณนี้กำลังบอกว่า บทบาทของผู้นำในยุค 2026 ไม่ได้ถูกนิยามด้วยการคุมทีม หรือบริหารการเมืองในออฟฟิศอีกต่อไป แต่คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Technological Barriers
ในอดีต ผู้นำต้องเก่งเรื่องการวางแผนการตลาดหรือโครงสร้างการขาย แต่ในยุคนี้กำแพงที่จะป้องกันคู่แข่งได้ดีที่สุดคือ ความล้ำหน้าของระบบงาน ใครที่สามารถออกแบบกระบวนการทำงานให้ฉลาดกว่า แม่นยำกว่า และใช้คนน้อยกว่า คือผู้ชนะและความรู้ที่เฉียบคมขนาดนี้ มักจะอยู่ในมือของคนที่คล่องตัวทางเทคโนโลยีมากที่สุด ไม่ใช่คนที่อยู่นานที่สุด
นี่คือสัญญาณเตือนถึงคนทำงานรุ่นใหญ่ในโลกที่หมุนด้วยอัตราเร่งความเร็วสูง ความเก๋าไม่ใช่เรื่องของอายุงาน แต่เป็นเรื่องของความเร็วในการเข้าถึงพรมแดนใหม่ของความรู้ เก้าอี้ผู้นำยุคใหม่ไม่ได้ถูกจองไว้ให้คนที่มีบารมี แต่ถูกจองไว้ให้คนที่ใช้เครื่องมือสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด ใครที่หยุดนิ่งเพียงก้าวเดียว หรือปฏิเสธที่จะจับเครื่องมือใหม่ ๆ เพียงเพราะเชื่อในประสบการณ์เดิม ก็อาจถูกเด็กหนุ่มรุ่นลูกเดินแซงหน้าไปพร้อมกับอำนาจในการตัดสินใจที่เคยเป็นของคุณ... ตลอดกาล
ภาพของเด็กจบใหม่ที่ยืนมองบันไดซึ่งไร้ขั้นแรก และภาพของผู้นำวัย 20 ปลาย ๆ ที่ก้าวกระโดดขึ้นไปนั่งเก้าอี้ Chief Scientist คือหลักฐานชั้นดีว่า โลกการทำงานไม่ได้เลือกปฏิบัติด้วยอายุอีกต่อไป แต่มันเลือกปฏิบัติด้วยความคล่องตัว
ในโลกใบใหม่นี้ความเก๋าจะไม่ได้ถูกวัดที่จำนวนปีในเรซูเม่ แต่วัดที่ความลึกซึ้งในการผนวกเทคโนโลยีเข้ากับสัญชาตญาณมนุษย์ และความมั่นคงจะไม่ได้มาจากการสังกัดองค์กรใหญ่ แต่มาจากความสามารถในการเป็นผู้คุมเครื่องจักรที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้
หากคุณเป็นคนรุ่นใหม่ จงเลิกถามหาบันไดขั้นแรกที่ไม่มีอยู่จริง แล้วเริ่มสร้างปีกของตัวเองผ่านการเป็นนายเหนือ AI และหากคุณเป็นคนรุ่นใหญ่ จงเลิกกอดประสบการณ์ที่หมดอายุ แล้วเปลี่ยนความเชี่ยวชาญให้กลายเป็นตัวกรองสุดท้ายที่ AI ไม่มีวันทำแทนได้
สุดท้ายแล้ว... บันไดอาชีพอาจจะพังทลายลงไปพร้อมกับยุคสมัยเก่า แต่นั่นคือโอกาสให้ลิฟต์ความเร็วสูงลำใหม่ได้ทำงาน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด