
หลายคนน่าจะเคยเจอสถานการณ์แบบนี้กำลังทำงานของตัวเองอยู่ดีๆ ก็มี 'งานงอก' โยนมาให้ทำ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับมาทำ เพราะความเกรงใจ หัวหน้าขอร้องหรือบางทีก็ปฏิเสธไม่ออก
ที่ผ่านมาวัฒนธรรมการทำงานมักจะสอนให้เรา say yes กับทุกโอกาส ยิ่งทำเยอะก็ยิ่งดูทุ่มเท และน่าจะทำให้เราเติบโตได้ไว แต่พอเอาเข้าจริงกลับพบว่าการก้มหน้าก้มตารับทุกอย่างมาแบกไว้ไม่ได้แปลว่าจะรุ่งเสมอไป แถมยังพาให้เราเหนื่อย เครียดและเสี่ยงกับภาวะหมดไฟซะมากกว่า
ช่วงหลังมานี้แนวคิดที่เรียกว่า Capybara Mode เลยกลายเป็นมุมมองที่น่าสนใจ เพราะมันชวนให้เรากลับมาตั้งหลัก รู้จักแบ่งขอบเขตงานและไม่ต้องทนเป็น 'เดอะแบก' รับจบทุกเรื่องให้ใครอีกต่อไป
Capybara Mode คือการทำงานแบบ ‘ชิว แต่ไม่ชุ่ย’ ซึ่งเรายังคงทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่และดีที่สุดเหมือนเดิม และพร้อมยื่นมือช่วยคนอื่นถ้าเรายังไหว แต่จะไม่ก้มหน้ารับทุกงานที่โดนโยนมาและไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ต้องมานั่งแบกทุกอย่างไว้คนเดียว ซึ่งอาจฟังดูเหมือนง่าย แต่หลายคนก็ยังทำไม่ค่อยได้ เพราะติดนิสัยขี้เกรงใจ กลัวคนอื่นจะมองว่าไม่ดี หรือบางทีก็แอบรู้สึกผิดเวลาที่ต้องพูดปฏิเสธออกไป
ปัจจุบันเราอาจได้ยินคำว่า ‘ไม่อยู่ใน Job Description’ หรือ ‘ไม่ใช่หน้าที่’ บ่อยขึ้นในหมู่คนทำงานรุ่นใหม่ แต่จริง ๆ แล้วการขีดเส้นแบ่งขอบเขตการทำงานไม่ได้แปลว่าเราจะปัดความรับผิดชอบแล้วปล่อยปัญหาทิ้งไว้เฉย ๆ หัวใจสำคัญคือการช่วยให้งานมันเดินต่อไปได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงไปทำเองทุกอย่าง
ถ้าเป็นงานของเราก็จัดการให้เสร็จภายในเวลางาน ไม่ควรต้องมานั่งทำ OT ฟรีจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเวลาเลิกงานก็คือเวลาพักผ่อนของเรา หากองค์กรอยากให้ทำเพิ่มนอกเวลาก็ควรมีการชดเชยที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นค่าโอทีหรือวันหยุดชดเชย
ในทางกลับกันถ้างานไหนไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราก็แค่ส่งต่อให้คนหรือทีมที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง การปฏิเสธไม่ใช่การโยนภาระ แต่คือการส่งงานไปให้อยู่ในมือของคนที่เหมาะสมที่สุดต่างหาก
และอีกเรื่องที่หลายคนอาจลืมไปคือการรีบปั่นงานไม่ได้แปลว่างานจะออกมาดีเสมอ แน่นอนงานมันมีเข้ามาใหม่เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว การค่อยๆ ทำไปตามจังหวะ ไม่หักโหมจนหมดไฟตั้งแต่แรกจะช่วยให้เราทำงานได้ดีและยั่งยืนกว่าในระยะยาว
หลาย ๆ ทีมมักจะมี ‘คนเก่งประจำทีม’ จนกลายเป็นว่าไม่ว่าจะมีโปรเจกต์ไหน ทุกคนก็มักจะนึกถึงแต่คนนี้และโยนงานมาให้คนเดิมตลอด
จริงอยู่ว่าการได้รับความไว้วางใจเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเจอแบบนี้ซ้ำ ๆ กับงานที่ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของเราโดยตรง สุดท้ายเรานี่แหละที่จะกลายเป็น 'เดอะแบก' และทำงานหนักเกินไปโดยไม่รู้ตัว
วิธีรับมือกับเรื่องนี้คือเราไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นไม่เก่ง หรือปฏิเสธแบบหักหน้าใคร แค่ลองอธิบายเหตุผลไปตามตรง การบอกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราปัดความรับผิดชอบ แต่มันคือการเปิดโอกาสให้คนที่ดูแลงานนี้จริง ๆ ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ในขณะเดียวกันเราก็จะได้มีเวลาไปโฟกัสกับงานที่เป็นหน้าที่ของเราจริง ๆ ด้วย
นอกจากนี้ไม่ว่าบริษัทจะเล็กหรือใหญ่ เชื่อเถอะว่าเรื่องซุบซิบหรือดราม่าในที่ทำงานเป็นของคู่กันเสมอ วิธีรับมือที่เวิร์กมากคือการเปิด 'Capybara Mode' ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราต้องปลีกวิเวกหรือเลิกคบใคร แต่คือการรู้จัก ‘เลือก’ ว่าจะเอาตัวเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องไหนต่างหาก เรายังพูดคุยเฮฮากับเพื่อนร่วมงานได้ตามปกติ แค่ไม่จำเป็นต้องออกความเห็นกับทุกข่าวลือ ไม่ต้องคอยส่งต่อทุกคำพูดหรือไม่ต้องไปเลือกข้างเวลาใครทะเลาะกัน
การรักษาระยะห่างจากดราม่าแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนเย็นชาหรือหยิ่ง ในทางกลับกันมันกลับช่วยให้ความสัมพันธ์ในที่ทำงานราบรื่นขึ้นด้วยซ้ำ เพราะทุกคนจะรู้สึกสบายใจและไม่มีใครมองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ข้อนี้อาจจะสำคัญที่สุด เพราะหลายคนน่าจะเคยเจอเหตุการณ์ที่หัวหน้าทักแชทมาสั่งงานตอนดึก ๆ หรือโทรตามงานในวันหยุด ทั้งที่มันหมดเวลางานไปตั้งนานแล้ว แน่นอนว่าบางตำแหน่งอาจจะมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องรีบแก้ แต่ถ้ามันไม่ใช่เรื่องด่วนหรือเรื่องคอขาดบาดตาย การตอบกลับหรือจัดการในวันถัดไปก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
และการแยก 'เวลางาน' กับ 'เวลาส่วนตัว' ออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่รับผิดชอบ แต่มันคือการให้ความสำคัญกับเวลาพักผ่อนให้เท่า ๆ กับเวลาทำงาน เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราไม่ได้พักชาร์จแบตให้ตัวเองเลย เราก็คงไม่มีพลังเหลือพอที่จะไปลุยงานต่อในวันพรุ่งนี้
ที่ผ่านมาเรามักถูกปลูกฝังว่าต้องทำงานแบบวิ่งสู้ฟัดตลอดเวลา ต้องตอบแชทไว ทำงานให้เยอะ แบกรับให้ได้ทุกอย่าง ราวกับว่าใช้ 'ความยุ่ง' เป็นไม้บรรทัดวัด 'ความสำเร็จ'
แต่ในโลกการทำงานจริง คนที่ยืนระยะได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่รู้จังหวะของตัวเอง รู้ว่าตอนไหนควรใส่เกียร์เดินหน้า ตอนไหนควรหยุดพัก และที่สำคัญคือรู้ว่าเมื่อไหร่ควรปฏิสธ
แนวคิดแบบ Capybara Mode เลยไม่ใช่การชวนให้อู้งานหรือหนีความรับผิดชอบ แต่มันคือการทำงานที่รู้จักขีดเส้นแบ่งขอบเขตให้ชัดเจน รู้จักปกป้องเวลาของตัวเอง และไม่ปล่อยให้คำว่า 'เกรงใจ' มาบังคับให้เราต้องแบกงานไว้คนเดียว เพราะสุดท้ายแล้วการทำงานอย่างมีสติ รู้จักบาลานซ์ชีวิตให้ดีอาจจะพาชีวิตการทำงานของเราไปได้ไกลและยั่งยืนกว่าการหลับหูหลับตาวิ่งตามงาน
อ้างอิง: medium
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด