
โจทย์ใหญ่ที่สุดของตลาดแรงงานตอนนี้คืองานจะมีพอให้คนรุ่นใหม่ทำหรือเปล่า ?
เพราะธนาคารโลกเคยประเมินไว้ว่าอนาคตตำแหน่งงานอาจจะโตไม่ทันคนหางาน ถึงขั้นขาดแคลนเกือบ 400 ล้านตำแหน่ง ยิ่งมี AI เข้ามาคนก็ยิ่งกลัวว่าจะโดนแทนที่หรือเปล่า แต่ในความจริงทิศทางของตลาดแรงงานยังไม่ได้ไปถึงทางตันขนาดนั้นมันแค่กำลังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมาในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคย แค่เราต้องมองให้ออกและตั้งรับให้ทัน ที่สำคัญคือการมาของ AI ไม่ได้บีบให้แค่คนสายเทคต้องเอาตัวรอดเท่านั้น แต่มันคือไฟล์ตบังคับที่ทุกอุตสาหกรรมต้องเริ่มพลิกโฉมตัวเอง
บนเวทีเสวนา ‘The Next Billion Jobs’ ของ World Economic Forum ในปีนี้เลยหยิบประเด็นนี้มาถกกันว่างานอีกพันล้านตำแหน่งในอนาคตจะมาจากไหน แล้วรัฐ ธุรกิจ รวมถึงภาคการศึกษาต้องทำยังไงเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้ได้
สิ่งหนึ่งที่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนเห็นตรงกันคือ แหล่งสร้างงานหลักในอนาคตอาจไม่ได้มากจากบริษัทยักษ์ใหญ่เสมอไป แต่น่าจะมาจากธุรกิจ SME และบรรดาผู้ประกอบการหน้าใหม่มากกว่า
Vijay Eswaran, Executive Chairman QI Group ย้ำเลยว่า SME คือกระดูกสันหลังตัวจริงของเศรษฐกิจมาแต่ไหนแต่ไร และยิ่งในยุคที่ AI โตไวแบบก้าวกระโดด เขาเลยแนะนำว่า เด็กรุ่นใหม่ไม่ควรตีกรอบตัวเองเป็นแค่ ‘คนหางาน’ อีกต่อไป แต่ควรหาลู่ทางขยับขึ้นไปเป็น ‘ผู้สร้างงาน’ เพราะโลกทุกวันนี้หมุนเร็วมากจนบางทีแค่เรียนจบเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ความรู้ที่เรียนมาก็อาจเก่าไปแล้ว
มุมมองนี้ไปสอดคล้องกับแนวคิดของ Neeti Mehta Shukla, Co-Founder Automation Anywhere มองว่าทุกครั้งที่โลกเกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ มันมักจะพัดพาเอาคลื่นลูกใหม่ของนวัตกรรมและการสร้างธุรกิจตามมาด้วยเสมอ และตรงนี้นี่แหละคือ ‘จุดกำเนิด’ ตำแหน่งงานชั้นดีเลย ดังนั้นหน้าที่สำคัญจึงตกเป็นของทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องจับมือกัน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดให้คนอยากลุกขึ้นมาทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ การแจกสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือแม้แต่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ให้คนกล้าลองผิดลองถูกได้เต็มที่
ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพเรื่องนี้ชัดเจนสุด ๆ คงต้องมองไปที่ประเทศแอลจีเรียครับ โดย Noureddine Ouadah Minister of Knowledge Economy เล่าว่าพวกเขาจับมหาวิทยาลัยมารื้อวิธีคิดใหม่หมดเลย โดยเปิดทางให้นักศึกษาสามารถส่งโปรเจกต์จบเป็นแผนธุรกิจหรือปั้นสตาร์ทอัพได้ โดยผลที่ตามมาคือ ภายในเวลาแค่สามปี มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเป็นของตัวเอง มีแหล่งเงินทุนคอยซัพพอร์ต แถมยังมีสตาร์ทอัพมาตั้งออฟฟิศทำงานกันอยู่ในแคมปัสจริง ๆ กลายเป็นการเชื่อมโลกของการศึกษากับโลกธุรกิจเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ
ถึงหลายคนจะยังแอบหวั่นใจเรื่อง AI แต่มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่งานจะหายไป แต่อยู่ที่หน้าตาของงานและทักษะที่ต้องใช้ต่างหากที่กำลังจะเปลี่ยนไปจากเดิม
เรื่องนี้ Peter Brown Global Workforce Leader, PwC หยิบข้อมูลจาก AI Jobs Barometer มาเล่าให้ฟังว่าองค์กรที่ดึง AI เข้ามาใช้งานแบบจริงจังอาจไม่ได้เล็งจะปลดคนหรือลดจำนวนพนักงานลง แต่สิ่งที่เขากำลังทำคือการรื้อระบบการทำงานใหม่ทั้งหมดและมีแนวโน้มที่จะเปิดรับคนเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า 'สเปก' ของพนักงานที่พวกอยากได้มันไม่เหมือนเดิม
และตอนนี้สิ่งที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการและพร้อมบวกเงินเดือนเพิ่มให้สูงถึง 25% กลับกลายเป็นคนที่มีทักษะในการพลิกแพลงแก้ปัญหา สามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยได้ดี ซึ่งเอาเข้าจริงล้วนเป็นทักษะที่ไม่เกี่ยวกับเทคนิคเชิงลึกเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ Peter Brown ยังชี้ให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้ไม่ได้กลัว AI ขนาดนั้น แถมยังมองเทคโนโลยีนี้ในแง่บวกด้วยซ้ำไป แต่ความท้าทายจริง ๆ มันอยู่ที่การสร้างสะพานเชื่อมเพื่อปูทางให้เด็กจบใหม่สามารถก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานได้อย่างราบรื่นต่างหาก ที่น่าหนักใจคือข้อมูลจากฝั่งผู้บริหารระดับ CEO สะท้อนภาพความย้อนแย้งออกมาอย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ผู้บริหารเกือบครึ่งเตรียมจะหั่นโควต้าการจ้างงานเด็กจบใหม่ลง แต่เกือบ 90% กลับคาดหวังว่าเด็กจบใหม่ที่รับเข้ามาจะต้องมีประสบการณ์และพร้อมลุยงานได้ทันที ความย้อนแย้งในจุดนี้กลายเป็นโจทย์หินชิ้นใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งหาทางออกร่วมกันให้ได้
ทางด้าน Noureddine Ouadah ก็เสริมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ AI ตอนนี้คล้ายกับภาพในยุคที่เราเคยตื่นตระหนกกันว่าหุ่นยนต์จะมาแย่งงานเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่สุดท้ายหุ่นยนต์ก็เข้ามาสร้างอุตสาหกรรมใหม่และงานใหม่ๆ ขึ้นมาเพียบ ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวกว่า AI จริง ๆ แล้วคือ 'ความเร็ว' ที่เปลี่ยนแปลงไวจนแซงหน้าหลักสูตรในมหาวิทยาลัยไปไกล เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่บีบให้รัฐต้องคิดนโยบายและปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่น เพื่อจะได้วิ่งตามเทคโนโลยีทัน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ ใบปริญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก จนความรู้ที่เคยเรียนมาอาจล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่ปี
ทางด้าน Neeti Mehta Shukla มองว่าในเมื่อตอนนี้องค์กรต่างพากันทุ่มเม็ดเงินลงทุนใน AI กันอย่างหนัก แน่นอนว่าอีกไม่นานจะมีตำแหน่งงานใหม่ ๆ ที่เราอาจจะยังจินตนาการไม่ออกผุดขึ้นมาอีก สิ่งที่เราควรโฟกัสตอนนี้จึงอาจไม่ใช่การมานั่งเดาว่า ต้องสอนคนให้ไปทำอาชีพอะไร แต่มันคือการหาทางว่าจะทำยังไงให้คนคนนึงพร้อมเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลามากกว่า ทำให้ทักษะการกล้าตั้งคำถาม การอยากรู้อยากเห็นและความยืดหยุ่นในการปรับตัวกลายเป็นทักษะที่ ‘แพง’ และมีมูลค่าสูงมากในตลาดแรงงานยุคนี้
นอกจากนี้ทุกคนบนเวทีต่างเห็นพ้องว่าทักษะความเป็นมนุษย์ เช่น การคิดวิเคราะห์ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการทำงานเป็นทีมจะยิ่งมีค่าและหาตัวจับยากเมื่อ AI เข้ามาทำงานที่เกือบเป็นรูทีนแทนมนุษย์ไปแล้ว
ในช่วงท้ายของการพูดคุย Peter Brown ได้ฝากอีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่หลายคนอาจเผลอมองข้ามไป คือเรื่องของ ‘ความไว้วางใจ’ เขาอธิบายว่าต่อให้ภาครัฐจะมีนโยบายออกมา ภาคธุรกิจจะยอมควักเงินลงทุน หรือมหาวิทยาลัยจะยกเครื่องเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ยังไง ทุกอย่างก็มีสิทธิ์พังไม่เป็นท่าได้เหมือนกันถ้าคนยังไม่เกิดความเชื่อมั่นในระบบ
ผลสำรวจจาก PwC ชี้ว่าคนทำงานกว่า 40% เริ่มรู้สึกเชื่อใจเจ้านายและองค์กรของตัวเองน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ความรู้สึกนี้ดันไปเชื่อมกับการที่องค์กรเริ่มนำเอา AI เข้ามาใช้ เรื่องนี้เลยกลายเป็น 'รอยร้าว' สำคัญที่ทุกองค์กรต้องรีบหาทางอุดและสมานใจคนทำงานให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก
สุดท้าย AI แค่เข้ามาเปลี่ยน ‘หน้าตา’ ของการทำงานไปจากเดิม แต่หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนทุกอย่างก็ยังคงเป็นมนุษย์อยู่ดีและงานใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นอีกแน่อนเพียงแต่ตลาดแรงงานในวันข้างหน้าต้องการคนที่กล้าลุย และคนทำงานที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาต้องลงมือช่วยกันสร้างพื้นที่ตรงนี้จริง ๆ
อ้างอิง: World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด