Busy Bragging ชอบอวดว่ายุ่ง เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าทำงานหนัก

Busy Bragging ชอบอวดว่ายุ่ง

Busy Bragging คือการอวดว่าตัวเองยุ่ง เป็นพฤติกรรมของคนที่มักจะบอกคนอื่นเสมอว่าตัวเองยุ่งหรืองานล้นมือตลอดเวลา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ ทำงานหนัก และเป็นที่ต้องการตัว ซึ่งงานวิจัยพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้กลับส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะคนรอบข้างจะมองว่าบริหารเวลาไม่เป็นและทำงานด้วยยาก มากกว่าจะมองว่าเก่ง

พูดง่าย ๆ คือ ไม่ได้อวดว่าทำงานได้ดี แต่อวดว่าตัวเองยุ่งแค่ไหน เพราะยิ่งยุ่ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองสำคัญและมีค่า

ทำไมบางคนต้องอวดว่า ‘ตัวเองยุ่ง’

คนที่อยู่ในภาวะนี้จึงมักจะพูดถึงสิ่งที่ต้องทำ มากกว่าสิ่งที่ทำเสร็จแล้ว เช่น

  • เล่าให้ฟังว่าวันนี้มีประชุมกี่งาน
  • คอยพูดถึงงานที่กำลังจะต้องทำ
  • บอกคนอื่นอยู่เรื่อย ๆ ว่างานล้นมือ
  • เล่าความสำเร็จของตัวเอง แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ
  • ต้องการให้คนอื่นรับรู้หรือยอมรับอยู่เสมอว่าตัวเองทำงานหนัก

และแน่นอนว่า บางคนก็ยุ่งจริง งานเยอะจริง ประชุมแน่นจริง และมีเรื่องให้ต้องจัดการเต็มมือ การบอกว่า ‘ช่วงนี้งานเยอะ’ ไม่ได้แปลว่าคนนั้นกำลัง Busy Bragging เสมอไป

สิ่งที่ต่างกันคือ คนที่ยุ่งจริงเขาอาจแค่กำลังพูดถึงสถานการณ์ของตัวเอง แต่คนที่ทำ Busy Bragging กำลังทำให้ความยุ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์

พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ใช่แค่การบอกว่า ‘ฉันมีงานเยอะ’ แต่เป็น ‘ฉันอยากให้คนอื่นรู้ว่าฉันมีงานเยอะ’ และยิ่งคนอื่นรับรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น การมี To-do List ยาวเป็นหางว่าว ไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็น Busy Bragger สิ่งที่น่าสังเกตกว่าคือ เรากำลังพูดถึงเรื่องงานเพราะจำเป็นต้องสื่อสาร หรือกำลังพูดเพื่อให้คนอื่นมองว่าเราสำคัญ

ยิ่งพรีเซนต์ว่ายุ่ง ภาพลักษณ์อาจยิ่งดูติดลบ 

งานวิจัยจากวารสาร Personnel Psychology ได้ศึกษาพฤติกรรมที่เรียกว่า Stress Bragging หรือการชอบโอ้อวดว่าตัวเองเครียดและงานล้นมือ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ คนที่ชอบทำแบบนี้มักถูกเพื่อนร่วมงานมองว่ามีความสามารถน้อยลง แทนที่จะดูเป็นคนเก่งหรือขยันทำงาน

สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลาที่เราเอาแต่พูดถึงงานที่ล้นมือ คนอื่นอาจไม่ได้มองเห็น ‘ความขยัน’ แต่จะสังเกตวิธีจัดการงานของเขามากกว่า ถ้าเอาแต่บอกว่างานเยอะมาก แต่สุดท้ายงานกลับไม่ค่อยเดินหน้า สิ่งที่คนอื่นคิดจะไม่ใช่ภาพของคนที่เก่งและงานชุก แต่จะกลายเป็นคำถามว่า ‘ทำไมถึงบริหารเวลาไม่ได้หรือจัดการงานไม่ได้สักที’

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพฤติกรรม Busy Bragging ถึงอาจย้อนกลับมาทำร้ายภาพลักษณ์ได้เหมือนกัน 

นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่าเพื่อนร่วมงานของคนที่ชอบทำพฤติกรรมเหล่านี้มักจะมีภาวะหมดไฟสูง เพราะความเครียดเป็นสิ่งที่ส่งต่อถึงกันได้ในที่ทำงาน ต่อให้เราไม่ได้มีงานล้นมือเท่าคนที่กำลังอวด แต่การต้องมานั่งฟังเรื่องความเครียดและภาระงานของอีกฝ่ายอยู่บ่อย ๆ ก็พานทำให้เรารู้สึกเครียดตามไปได้เหมือนกัน

มีการทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วม 360 คน ลองอ่านบทสนทนาจำลองของเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งกลับจากการประชุม บางคนพูดถึงเรื่องดี ๆ จากการประชุม ในขณะที่บางคนเอาแต่บ่นว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเหมือน ‘ภาระ’ ที่งอกเพิ่มขึ้นมาจากงานที่ล้นมืออยู่แล้ว

ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมนี้ไม่ได้ทำร้ายแค่ภาพลักษณ์ของตัวคนพูดเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความรู้สึกและสุขภาพจิตของคนที่ต้องคอยรับฟังด้วย

จะรู้ได้อย่างไรว่าใครกำลัง Busy Bragging 

ถึงอย่างนั้นก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใครเพียงเพราะเขาบ่นเรื่องงานแค่ครั้งสองครั้ง เพราะคนเราต่างก็มีวันที่งานล้นมือกันได้ทั้งนั้น

แต่คนที่เข้าข่ายพฤติกรรมนี้ มักจะมีจุดสังเกตที่คล้ายกัน คือ

  • พูดถึงปริมาณงานของตัวเองให้คนอื่นฟังอยู่ตลอดเวลา
  • ปากบอกว่างานเยอะ แต่ผลงานที่เสร็จออกมาจริงๆ กลับไม่เยอะตามที่พูด
  • ชอบพรีเซนต์ความสำเร็จของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
  • โหยหาการยอมรับและคำชื่นชมจากคนรอบข้างเสมอ

สรุปแล้ว แก่นแท้ของพฤติกรรมนี้จึงไม่ใช่การเป็นคนขยันหรือการมีงานเยอะ แต่คือ การโฟกัสอยากให้คนอื่นเห็นว่า ‘ตัวเองยุ่ง’ มากกว่าการตั้งใจทำให้ ‘งานเร็จ’

ทำไม ‘การทำตัวยุ่ง’ ถึงสำคัญกับบางคน

เรื่องนี้เกี่ยวพันกับ วัฒนธรรมในที่ทำงานที่มักหล่อหลอมให้เราเผลอคิดไปว่า คนที่ดูยุ่งกว่า คือคนที่ขยันกว่า

ลองสังเกตดูว่า ถ้าใครตอบแชตตลอดเวลา เข้าประชุมทั้งวัน เลิกงานดึก แถมยังคอยพูดถึงแต่งานของตัวเอง คนรอบข้างก็มักจะมองว่าคนนี้ทุ่มเททำงานหนักมาก

ในทางกลับกัน คนที่จัดการงานเสร็จไว พอมีเวลาว่าง หรือไม่ได้ทำตัวให้ดูยุ่งตลอดเวลา กลับอาจถูกมองว่าทำงานน้อยกว่าซะงั้น ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

สอดคล้องกับรายงาน State of Work 2023 ของ Salesforce ที่ระบุว่า คนเราใช้เวลาทำงานถึงเกือบ 32% ไปกับ ‘Performative Work’ หรือการทำงานเพื่อ ‘สร้างภาพ’ ให้ดูเหมือนว่าตัวเองโปรดักทีฟ

ดังนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมในที่ทำงานดันไปให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ของความขยันการพยายามทำตัวให้ดูยุ่งเข้าไว้ จึงอาจกลายเป็นวิธีสร้างการยอมรับที่หลายคนเผลอหยิบมาใช้โดยไม่รู้ตัว

Busy Bragging ไม่ได้แปลว่าไม่ทำงาน  

จุดนี้สำคัญมาก เพราะคนที่เป็น Busy Bragger ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ทำงาน บางข้อมูลบอกด้วยซ้ำว่าพวกเขาหลายคนเป็นคนที่ทำงานเก่งจริงๆ แต่พฤติกรรมการแสดงออกกลับสร้างความรำคาญให้คนรอบข้างไปพร้อม ๆ กัน 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาทำงานเยอะหรือน้อย แต่อยู่ที่ว่าเขาเอาความยุ่งมาใช้สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองมากแค่ไหนต่างหาก

จริงอยู่ว่าคนที่ทำงานหนักย่อมอยากให้คนอื่นรับรู้บ้างว่าตัวเองกำลังแบกรับอะไรอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากแต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกว่า ‘ฉันยุ่งนะ’ กลายเป็นสิ่งที่ต้องคอยป่าวประกาศ ต้องแสดงออก และต้องการให้คนอื่นยอมรับอยู่ตลอดเวลา ความยุ่งที่ว่าก็จะไม่ใช่แค่เรื่องของภาระงานอีกต่อไป แต่มันถูกนำไปผูกติดกับคุณค่าในตัวเองเรียบร้อยแล้ว

นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่พยายามทำตัวให้ดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา ถึงไม่ได้ดูเก่งขึ้นในสายตาคนอื่นเสมอไป

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เพื่อนร่วมงานอยากเห็น คงไม่ใช่การมานั่งฟังว่าเรามีงานในมือเยอะแค่ไหน แต่คือการได้เห็นว่างานเหล่านั้นมันคืบหน้าไปถึงไหนแล้วต่างหาก

อ้างอิง: fox5ny

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

‘Floating’ ทำงานหนักเพื่อเอาตัวรอด เหมือนนกที่ต้องกระพือปีกเพื่อไม่ให้ตัวเองร่วง

คนรุ่นใหม่กำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก ๆ และเมื่อสูตรชีวิตแบบเก่ามันไม่ได้ผลอย่างที่เคยเป็น มันเลยทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อย กังวล และเริ่มตั้งคำถามว่า ความพยายามทั้ง...

Responsive image

3 บทเรียนใช้ชีวิตแบบแมงกะพรุน รู้ว่าเมื่อไหร่ควรนิ่ง เมื่อไหร่ควรขยับ และเมื่อไหร่ต้องปฏิเสธ

แมงกะพรุนดูเหมือนแค่ลอยไปตามน้ำ แต่จริง ๆ มันว่ายเปลี่ยนทิศได้ และมีพิษไว้ป้องกันตัว ชวนดู 3 บทเรียนใช้ชีวิตจากแมงกะพรุน ที่ช่วยให้ชีวิตเบาลงโดยไม่ต้องฝืน...

Responsive image

ถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานได้ไหม? ดราม่าที่ ‘ไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟเลย’ แต่กำลังสะท้อนการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ในที่ทำงานยุค AI

ดราม่าถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานลามทั่วโซเชียล Beth Kowitt แห่ง Bloomberg Opinion ชี้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟ แต่คือการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ว่าใครจะกำหนดกฎของที่ทำงานยุค AI...