ชายคนนี้ลาออกจากหมอ ในวัย 30 เพื่อมานั่งเขียนโค้ด จนสามารถสร้าง Startup AI มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท

นี่คือเรื่องราวของอดีตนายแพทย์ Thomas Kelly ที่ตัดสินใจลาออกจากงานในวัย 30 ต้น ๆ ในวันที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์สู่การเป็นศัลยแพทย์หลอดเลือดผู้เชี่ยวชาญ แต่เขากลับเลือกทิ้งมีดผ่าตัด เพื่อมาจับ คีย์บอร์ดสร้างสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า Heidi ซึ่งมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จุดเปลี่ยนจากห้องผ่าตัดสู่สนามรบปัญญาประดิษฐ์

เหตุผลที่ทำให้คุณหมอ Kelly ยอมทิ้งอาชีพที่มั่นคงที่สุดอาชีพหนึ่งของโลก เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ความอัดอั้นในสายอาชีพ’

เขาพบว่าในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เวลาส่วนใหญ่ของเขาไม่ได้ถูกใช้ไปกับการวินิจฉัยโรคหรือปลอบโยนคนไข้ แต่กลับหมดไปกับการนั่งจดบันทึกและทำเอกสารที่ซ้ำซากจำเจ เขาตระหนักว่าถ้าเขายังเป็นหมอต่อไป เขาอาจช่วยคนได้ทีละคนในห้องตรวจ แต่ถ้าเขาสร้างเครื่องมือที่แก้ปัญหานี้ได้ เขาจะช่วยหมอได้ทั้งโลกและเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไปตลอดกาล

ด้วยเหตุนี้ Heidi จึงถูกปั้นขึ้นมาในฐานะ AI Scribe ที่คอยฟังบทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้แล้วสรุปออกมาเป็นบันทึกทางการแพทย์ที่แม่นยำในทันที 

การที่ Kelly ตัดสินใจกระโดดลงมาทำเต็มตัวนั้นมาจากความเชื่อมั่นที่เขาวิเคราะห์ตัวเองมาอย่างดีแล้ว เขาเคยกล่าวว่า "ผมจะเสียใจไปตลอดชีวิตถ้าไม่คว้าโอกาสนี้ไว้" เพราะเขารู้ว่าเขาคือ ส่วนผสมที่ลงตัว เป็นหมอที่เข้าใจความเจ็บปวดของเพื่อนร่วมอาชีพ และยังเป็นคนที่เก่งคณิตศาสตร์และเขียนโปรแกรมเป็น 

เพราะเขามีประสบการณ์จากการสร้างระบบ AI ชื่อ Oscar มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งช่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้ฝึกสื่อสารกับคนจำลองได้เสมือนจริง สิ่งนี้พิสูจน์ว่าเขามีพื้นฐานที่แน่นพอที่จะลงสนามแข่งระดับโลกได้โดยไม่บาดเจ็บหนัก สิ่งเหล่านี้จึงเป็นทักษะที่หาได้ยากยิ่งในคนคนเดียว

ความสำเร็จของ Heidi ดูเหมือนจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงานที่กำลัง Burnout อยากจะลาออกมาปั้นฝันแบบเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง โลกของสตาร์ทอัพ AI คือสมรภูมิที่โหดเหี้ยมกว่าที่คิดมาก ข้อมูลจาก Digital Silk ระบุว่า สตาร์ทอัพด้าน AI กว่า 90% ต้องปิดตัวลง และมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างผลกำไรให้ลูกค้าได้จริง ความสำเร็จของ Kelly จึงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้ทักษะที่ติดตัวมาอย่างถูกที่ถูกเวลา

และอีกความจริงที่น่าตกใจคือ การลาออกมาเป็นผู้ประกอบการไม่ได้ช่วยลดความเครียดเสมอไป ข้อมูลพบว่าเจ้าของธุรกิจใหม่มักเผชิญกับภาวะหมดไฟไม่ต่างจากงานประจำ แถมยังมีความเสี่ยงทางการเงินที่สูงกว่าหลายเท่า

สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของคุณหมอ Kelly อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ทุกคนจะทำตามได้ง่าย ๆ แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ว่า 'ความกล้าที่จะก้าวออกจากเซฟโซน' เมื่อบวกกับทักษะที่ถูกที่ถูกเวลาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ หากวันนี้คุณกำลังมองหาความหมายใหม่ในงานที่ทำอยู่ บางทีคำถามอาจไม่ใช่แค่เราจะลาออกเมื่อไหร่ แต่คือเรามีอาวุธชิ้นไหนในมือที่จะช่วยเปลี่ยนโลกได้แบบที่เขาทำบ้าง

อ้างอิง : moneywise

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...

Responsive image

Ajay Banga ประธานธนาคารโลกชี้ เงินช่วยเหลือแก้จนได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งต้องแก้ด้วยงาน

สรุปเวที Civil Society Townhall: Ajay Banga ประธานธนาคารโลก เผยแนวทางแก้จนยุคใหม่ ปรับโฉมองค์กรอนุมัติงานเร็วขึ้น พร้อมดัน "สุขภาพจิต" และการสร้างงานเป็นศูนย์กลาง...