
ในชีวิตของเราต้องมี เพื่อนร่วมงานบางคนที่ทำให้เรากลายเป็นที่ระบายให้โดยไม่รู้ตัว…
ทุกครั้งที่เขาเจอเรื่องไม่พอใจจากหัวหน้าหรือจากงาน เขาจะเทพลังงานลบทั้งหมดมาไว้ที่เรา ให้เรารับฟัง ให้เรารับความรู้สึกแทน แล้วก็เดินจากไปพร้อมความรู้สึกที่เบาลง ทิ้งไว้แต่ความเหนื่อยล้าไว้กับคนที่รับฟัง
ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความตั้งใจร้ายจากฝ่ายไหนเลย มันเริ่มจากความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แล้วค่อยๆ เอียงไปทางเดียวจนฝ่ายหนึ่งกลายเป็นผู้รับพลังลบอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่ทั้งคู่แทบไม่ทันสังเกตว่าสมดุลมันเสียไปแล้ว
Amy Gallo นักเขียนของ Harvard Business Review เรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า emotionally draining friendship หรือมิตรภาพที่ดูดพลังชีวิตไปทีละนิด เธอเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทความ What to Do When a Work Friendship Becomes Emotionally Draining และย้ำไว้ตั้งแต่ต้นว่า เพื่อนในที่ทำงานเป็นของดีจริงๆ คนที่มีเพื่อนสนิทในออฟฟิศมักมีความสุขในงานมากกว่า ทำงานได้ดีกว่า และลาออกน้อยกว่าคนที่ไม่มี
แต่ของดีก็พังได้ ถ้าไม่มีใครคอยดูแลขอบเขตของมัน
Gallo อธิบายว่าจุดเปลี่ยนที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ตอนที่เพื่อนมาขอความช่วยเหลือ แต่คือตอนที่บทสนทนาทั้งหมดหดเหลือแค่โหมดเดียว นั่นคือการบ่นร่วมกัน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า commiserate
ฟังดูเหมือนเรื่องปกติ เพราะใคร ๆ ก็ระบายเรื่องงานกับเพื่อนสนิทกันทั้งนั้น แต่ปัญหาคือเมื่อเรื่องที่ระบายเป็นเรื่องเดิมซ้ำ ๆ อย่างหัวหน้าคนเดิม สถานการณ์เดิม ความไม่พอใจเดิม บทสนทนาจะไม่ได้ช่วยระบายความเครียดออกไปเหมือนที่ควรจะเป็น แต่กลับกลายเป็นการปั๊มความ Negative กลับเข้าไปในตัวทั้งสองฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งคุย ยิ่งเครียด ไม่ใช่ยิ่งคุย ยิ่งโล่ง
และเพราะมันมาในคราบของการเป็นเพื่อนที่ดี คนที่อยู่ในวงจรนี้เลยไม่ค่อยรู้ตัวว่ากำลังเสียพลังงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณพวกนี้ในชีวิตตัวเอง
ถ้าอ่านแล้วรู้สึกคุ้น ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้บ่อยที่สุด มักเป็นคนที่ใจดีและเป็นที่พึ่งของคนรอบตัวอยู่แล้วนั่นแหละ คนแบบนี้มักรู้สึกผิดทุกครั้งที่คิดจะถอยห่าง เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นเพื่อนที่ไม่ดีในสายตาอีกฝ่าย ทั้งที่จริง ๆ แล้วการดูแลขอบเขตของตัวเองไม่ใช่การทรยศมิตรภาพแต่อย่างใด
Gallo ไม่ได้บอกให้ตัดขาดเพื่อนคนนั้นทันที เธอบอกว่าในเคสส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องยุติความสัมพันธ์แบบหักดิบ เพราะการตัดขาดกะทันหันมีแต่จะทำร้ายทั้งสองฝ่ายและอาจทำลายความสัมพันธ์ในที่ทำงานไปเลย
สิ่งที่ควรทำแทนคือค่อย ๆ ปรับวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กัน ให้ความเข้มข้นของความสัมพันธ์ลดลงทีละนิดจนกลับมาอยู่ในระดับที่พอดีกับทั้งคู่
วิธีที่เธอแนะนำมีตั้งแต่เรื่องเล็กที่ทำได้ทันที ไปจนถึงเรื่องที่ต้องใช้ใจแข็งขึ้นหน่อย
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าออฟฟิศต้องเป็นพื้นที่เย็นชาไร้เพื่อน เพราะมิตรภาพในที่ทำงานยังเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตออฟฟิศน่าอยู่ขึ้นจริง ๆ และงานวิจัยหลายชิ้นก็ยืนยันตรงกันว่าคนที่มีเพื่อนสนิทในที่ทำงานมักผูกพันกับองค์กรมากกว่า
แต่มันคือการเตือนสติว่า ความสัมพันธ์ที่ดีต้องมีขอบเขตที่ดีกำกับอยู่ด้วยเสมอ ถ้าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นถังขยะอารมณ์ของใครสักคนโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งคนที่เหนื่อยที่สุดในออฟฟิศอาจไม่ใช่คนที่มีงานเยอะที่สุด แต่เป็นคนที่แบกความรู้สึกของคนอื่นไว้เยอะที่สุดต่างหาก
คำถามที่อยากให้ลองถามตัวเองดูตรง ๆ คือ ตอนนี้คุณกำลังเป็นเพื่อนที่ซัพพอร์ตกัน หรือกำลังเป็นที่ปรึกษาฟรีที่ไม่มีวันหยุดกันแน่
อ้างอิง: hbr
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด