ถอดโมเดลจุฬาฯ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น Sandbox เปิดพื้นที่ให้นิสิตสร้าง Startup

ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่แค่สถานที่เรียนจบเพื่อเอาใบปริญญา แต่กำลังกลายเป็นสนามซ้อมให้ได้ลองทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ในเซสชั่น A University’s Model for Growing Startups ได้รับเกียรติจากตัวแทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิติทิพย์ ทิพยมนตรี Director CU Innovation Hub, ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง Executive Director CSII (BAScii) และ ผศ. ดร.พิชญา อินนา CTO Algae Deep Tech & Lecturer, Faculty of Science

ซึ่งสิ่งที่ทั้ง 3 คนมองเห็นเหมือนกัน คือหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยไม่ใช่การแจกเงินทุนหรือสร้างจำนวน Startup ให้ได้เยอะๆ แต่คือการสร้าง ‘คน ทีมและสภาพแวดล้อม’ ที่ปลอดภัยให้คนกล้าเอาไอเดียมาลองทำ

ผศ.ดร.ฐิติทิพย์ มองว่าในช่วงแรกมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องไปบอกนักศึกษาว่าต้องทำอะไร แค่คอยซัพพอร์ตให้เขาค่อย ๆ หาคำตอบของตัวเองให้เจอ เพราะบางคนเริ่มจากความรู้สึกแค่ ‘อยากทำ’ แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากทำอะไร หรือไอเดียที่มีจะขายได้จริงไหม CU Innovation Hub จึงเปิดพื้นที่ให้เข้ามาคุย มาลอง และเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่ง 'พื้นที่' ที่ว่านี้เปรียบเหมือน Sandbox หรือพื้นที่เซฟโซนที่ให้มาทดลองทำโดยไม่ต้องกลัวโดนตัดสิน ล้มก็มีคนคอยพยุง ติดปัญหาก็มีคนช่วยหาทางออก ซึ่งการลองผิดลองถูกในรั้วมหาวิทยาลัยมีต้นทุนถูกกว่าการออกไปเจ็บจริงในโลกธุรกิจเยอะมาก

แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดาที่มองว่าเป้าหมายของการศึกษาไม่ได้มีไว้แค่สร้าง Startup หรือบังคับให้นักศึกษาทุกคนต้องออกไปเปิดบริษัท แต่คือ การสร้างคนให้มี Mindset แบบผู้ประกอบการ คือ ‘คิดเป็น ปรับตัวได้ และกล้าลอง’ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะออกไปเป็น Founder แต่ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกสายงาน CSII หรือสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ จึงปลูกฝังเรื่องนี้ผ่านการให้ทำโปรเจกต์จริงตลอด 4 ปี เปิดโอกาสให้เจอปัญหาจริงและล้มให้ไวที่สุด เพราะถ้าโปรเจกต์จะเจ๊ง ก็ให้เจ๊งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีคนคอยทำแผลและช่วยพยุงขึ้นมา เรียนจบออกไปเจอโลกของจริงจะได้มีภูมิคุ้มกันและพร้อมรับมือกับปัญหาที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราเรียน

และถ้าหากมหาวิทยาลัยอยากสนับสนุนสตาร์ทอัพให้ไปรอด สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ 3 อย่าง คือ 

  • Coach คนมีประสบการณ์คอยชี้ทาง
  • Cash เงินทุนในการทำต้นแบบ
  • Connect เครือข่ายที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ

ซึ่งอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของมหาวิทยาลัยคือเรื่อง Connection เพราะในรั้วมหาวิทยาลัยมีทั้งนิสิต อาจารย์ ศิษย์เก่าและเครือข่ายธุรกิจอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้คนเก่ง ๆ เหล่านี้ได้มาเจอกัน

เหตุผลที่คนต้องมาเจอกันก็เพราะว่า Startup หนึ่งทีมไม่ควรมีแค่คนเก่งเรื่องเดียว เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากประสบการณ์ของ ผศ. ดร.พิชญา CTO Algae Deep Tech ที่ทีมของเธอเกิดจากการรวมตัวของคนต่างคณะจากการไปแข่ง Hackathon 

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ทีมเดินมาได้ไกลคือการเอาคนที่มีความรู้คนละด้านมาอุดรอยรั่วให้กันและกัน เพราะนักวิจัยอาจเก่งเทคโนโลยีแต่ไม่เก่งการตลาด ในขณะที่นิสิตอาจเข้าใจผู้บริโภคมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามการทำงานข้ามสายก็มาพร้อมความท้าทายเรื่อง Mindset เพราะนักวิจัยมักถูกฝึกให้ทำงานละเอียดและเกลียดการถูกชี้ว่าทำผิด แต่ใน โลกของ Startup มันคือโลกของการทดลองและความล้มเหลว คนทำจึงต้องยอมรับให้ได้ว่าไอเดียเราไม่ได้สมบูรณ์แบบและเราไม่สามารถเก่งครอบจักรวาลได้ การเถียงกันในทีมจึงไม่ใช่เรื่องแย่ แต่คือโอกาสที่จะทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ

การยอมรับความล้มเหลวนี้ ย้ำภาพชัดเจนอีกครั้งจาก ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดาที่มองว่ามหาวิทยาลัยควรทำตัวเป็น ‘Sandbox’ หรือกระบะทรายที่อนุญาตให้นิสิตล้มได้ การให้ทำโปรเจกต์จริง เจอคนจริง และทำพลาดจริง ๆ คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะถ้าจะเจ๊ง มันก็ยังเจ๊งอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งเจ็บตัวน้อยกว่าการออกไปล้มในโลกธุรกิจ 

เป้าหมายของการสอนจึงไม่ใช่การผลักดันให้ทุกโปรเจกต์ประสบความสำเร็จ แต่คือการสร้างความกล้า เพื่อให้วันหนึ่งเมื่อออกไปเจอโลกของจริงจะได้รู้ว่าความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบและรู้วิธีรับมือกับมัน ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้วัดที่ว่าสร้าง Startup ได้กี่บริษัท แต่วัดที่ว่าสร้าง ‘คน’ ที่มีทักษะในการแก้ปัญหาและเอาตัวรอดได้มากแค่ไหน

แต่เมื่อพูดถึงการสนับสนุนทีมที่จะไปต่อจริง ๆ ผศ.ดร.ฐิติทิพย์อธิบายเพิ่มเติมว่ามหาวิทยาลัยจำเป็นต้อง ‘เลือก’ สนับสนุนเฉพาะทีมที่มีศักยภาพเพราะทรัพยากรมีจำกัด โดยผลงานนั้นต้องนำออกไปใช้งานได้จริงและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือสังคมได้

ปัญหาคือระหว่างงานวิจัยกับสินค้าที่ขายได้จริงมีช่องว่างที่กว้างมาก CU Innovation Hub จึงต้องเข้ามาเป็นกาวใจเชื่อม Startup กับหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อให้แน่ใจว่าของที่ทำออกมาตอบโจทย์ตลาดจริงๆ และยังเสนอด้วยว่าภาครัฐไม่ควรเป็นแค่คนให้ทุน แต่ควรเปลี่ยนมาเป็น ‘ลูกค้ารายแรก’ ให้กับ Startup ด้วย เพราะหลายทีมมีเงินทำต้นแบบแต่ไม่มีพื้นที่ให้ทดลองใช้งานจริง การที่รัฐยอมซื้อนวัตกรรมไปใช้ จะเป็นทั้งการให้ Feedback และช่วยสร้างโปรไฟล์ให้ Startup นำไปต่อยอดได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามหากมหาวิทยาลัยอยากดัน Startup ให้โตได้ทันโลก สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอย่างแรกคือ ‘ความคล่องตัว’ จะมารอพึ่งงบประมาณประจำปีหรือทำตามระบบราชการแบบเดิมคงไม่ทันการ หน่วยงานที่ดูแล Startup เองก็ต้องคิดหาวิธีหาเงินทุนให้เป็นและทำงานด้วยสปีดที่เร็วพอ ๆ กับ Startup ที่ตัวเองดูแล

นอกจากนี้ ผศ. ดร.พิชญา ยังมองว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรทำเพิ่มคือการเปิดประตูเชื่อมกับโลกภายนอกให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่พาอาจารย์และนักศึกษาต่างคณะมาเจอกันเอง แต่ต้องทำให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และคนภายนอกเห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยกำลังทำอะไรอยู่ ขณะเดียวกันก็ควรดันการเรียนผ่าน Project-Based Learning ให้เกิดขึ้นกับนักศึกษาทุกคน เพราะ ทักษะแบบผู้ประกอบการไม่ได้หมายถึงแค่การเปิดบริษัท แต่มันคือการฝึกมองเห็นปัญหา ทดลองหาวิธีแก้ และทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้กับทุกสายงาน ไม่ว่าจะทำ Startup หรือทำงานในองค์กรทั่วไปก็ตาม

และเมื่อมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า ภาพที่ทุกคนอยากเห็นคือภาพที่ผสมผสานกัน ดร.ฐิติทิพย์หวังว่าจะได้เห็น ‘ยูนิคอร์น’ ตัวแรกของจุฬาฯ ในขณะที่ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา และ ผศ. ดร.พิชญาอยากเห็นมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยนิสิตที่มีความยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกเป็น และมีหัวใจของผู้ประกอบการ

สิ่งที่ทั้ง 3 ท่านเห็นตรงกันในท้ายที่สุด คือมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นแค่สถานที่ที่คนมาเรียนแล้วแยกย้ายกลับบ้าน แต่มันคือพื้นที่เชื่อมคนต่างสายให้ได้มาเจอกัน ทั้งนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ศิษย์เก่า ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ซึ่งสำคัญมาก เพราะ Startup หนึ่งบริษัทไม่สามารถสร้างขึ้นจากความรู้ด้านเดียวได้ 

  • คนทำเทคโนโลยีอาจต้องการคนทำธุรกิจ 
  • คนทำธุรกิจอาจต้องการนักวิจัย 
  • นักวิจัยอาจต้องการนักศึกษาที่ช่วยมองตลาดในอีกมุม 
  • และทุกคนอาจต้องการลูกค้าหรือพาร์ตเนอร์เพื่อพาไอเดียออกไปสู่โลกจริง

ดังนั้นบทบาทของมหาวิทยาลัยในเรื่อง Startup จึงไม่ใช่การ ‘สร้าง Startup’ โดยตรง แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนได้เจอกัน ช่วยสร้างทีม ให้ได้ลองทำจริง และทำให้การล้มครั้งแรกไม่เจ็บจนเกินไป เพราะถ้าคนกล้าลองมากพอ บางไอเดียอาจกลายเป็นธุรกิจจริง บางไอเดียอาจไม่รอด แต่ทุกคนจะได้เรียนรู้จากมัน และนั่นคือบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในยุคที่ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

คุยกับ Richard Ireland CEO ของ GovWare พร้อมคำถามที่โรงพยาบาลไทยต้องมอง

Richard Ireland CEO ของ GovWare เล่าว่าทำไมธีม GovWare 2026 ยึดหลักการเดิมท่ามกลางความเร็วของ Agentic AI พร้อมบทเรียนสำหรับธนาคาร โรงพยาบาล และการรับมือมิจฉาชีพข้ามพรมแดนของไทย...

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...