รับมือคนประเภท Energy Vampire ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งเหมือนโดนดูดพลัง รู้จัก 6 สัญญาณและวิธีรับมือ

รับมือคนประเภท Energy Vampire ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งเหมือนโดนดูดพลัง รู้จัก 6 สัญญาณและวิธีรับมือ

ถ้าเคยรู้สึกเหนื่อยล้าทุกครั้งที่ต้องคุยกับคนขี้อวด ชอบสั่ง และเรียกร้องความสนใจ นั่นแปลว่าคุณอาจกำลังเจอกับ 'Energy Vampire' หรือคนที่ชอบสูบพลังจากคนรอบข้าง

คำว่าแวมไพร์ในที่นี้เป็นการเปรียบเทียบคนที่ดึงพลังงานของเราออกไปจนเรารู้สึกเหนื่อยคล้ายกับในหนังที่แวมไพร์จะดูดเลือดเพื่อเติมพลังให้ตัวเอง 

ลองสังเกตดูว่าเคยเป็นแบบนี้ไหม คุยกับใครสักคนแค่ไม่กี่สิบนาที แต่พอเลิกคุยกลับรู้สึกเพลียเหมือนทำงานมาทั้งวัน ทั้งที่เรื่องที่คุยก็ไม่ได้หนักอะไรหรือบางทีแค่เห็นชื่อคนโทรเข้าก็แทบถอนหายใจ ถ้าใครทำให้รู้สึกแบบนี้ซ้ำ ๆ คนคนนั้นแหละคือ Energy Vampire

ซึ่งพฤติกรรมนี้หลายคนทำไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แต่ผลลัพธ์ที่คนรอบข้างได้รับคือความเครียด ความเหนื่อย ความอึดอัดใจ หรือความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงทางใจหลังจากได้อยู่ด้วยกัน 

คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแปลกหน้า แต่อาจเป็นคนใกล้ตัวอย่างเพื่อนสนิท คนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อนร่วมงานที่เราต้องเจอแทบทุกวันก็ได้ 

Energy Vampire คืออะไร ? 

Energy Vampire คือคนที่ทำให้เราหมดพลังทางอารมณ์ทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วย มักมาในรูปแบบคนที่ต้องการให้คนอื่นสนใจตัวเองตลอดเวลา อยากมีคนรับฟังหรือปลอบใจอยู่เรื่อย ๆ ชอบดึงคนอื่นเข้าไปพัวพันกับปัญหาของตัวเองซ้ำ ๆ ชอบบ่น ชอบทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ผลักความผิดให้คนอื่น หรือวนทุกบทสนทนากลับมาหาตัวเองได้เสมอไม่ว่าจะเริ่มเรื่องอะไรใหม่ก็ตาม 

การบ่นหรือการขอกำลังใจเป็นครั้งคราวไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็น Energy Vampire เพราะทุกคนก็มีช่วงเหนื่อยและอยากมีคนรับฟังกันทั้งนั้น สิ่งที่ควรจับตาดูจริง ๆ คือแพทเทิร์นที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความรู้สึกของเราเองหลังคุยกับคน ๆ นั้นจบ ถ้าทุกครั้งที่คุยเราต้องเป็นฝ่ายฟังอย่างเดียว ต้องคอยช่วยแก้ปัญหาให้เขา ต้องรับอารมณ์ลบเข้ามา หรือรู้สึกหมดแรงทุกครั้ง นั่นคือสัญญาณว่าความสัมพันธ์นี้กำลังกินพลังของเรามากเกินไปแล้ว

6 สัญญาณที่อาจบอกว่าเรากำลังเจอแวมไพร์ดูดพลัง 

1. คุยเรื่องอะไรก็ดึงกลับมาเป็นเรื่องของตัวเอง

คนประเภทนี้มักต้องการเป็นจุดสนใจของบทสนทนา ไม่ว่าเราจะกำลังเล่าเรื่องอะไร พวกเขาสามารถหาทางดึงเรื่องกลับมาที่ตัวเองได้เสมอ

เช่น เราเล่าว่าเพิ่งไปเที่ยวมา อีกฝ่ายอาจตอบว่า 'เราเคยไปเหมือนกัน แต่ที่เราไปดีกว่านี้อีก' แล้วเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองต่อ หรือถ้าเรากำลังเล่าเรื่องไม่ดีที่เพิ่งเจอมา เขาอาจรีบหยิบประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าให้ใหญ่กว่าเดิม สุดท้ายจากที่เราตั้งใจจะเล่าเรื่องของตัวเองกลายเป็นต้องนั่งฟังเรื่องของเขาแทน 

2. ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

อีกรูปแบบคือ ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องธรรมดาก็จะเล่าใหญ่โตเพื่อให้คนสนใจ แถมยังชอบเกทับความทุกข์คนอื่น ไม่ว่าเราจะเจออะไรมา เขาก็จะบอกว่า 'ของฉันแย่กว่า' หรือ 'ฉันโดนมาหนักกว่านี้เยอะ' การคุยกับคนแบบนี้จึงทำให้เราเหนื่อยและเสียพลังงานไปกับการรับฟังเรื่องของเขา 

3. ทุกอย่างเป็นความผิดของคนอื่นเสมอ 

คนกลุ่มนี้มักไม่เคยยอมรับผิดและชอบปัดความรับผิดชอบ งานช้าก็โทษคนอื่น มีปัญหากับใครก็บอกว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ต่อให้ตัวเองมีส่วนผิดก็ยังหาข้ออ้างได้เสมอ การคลุกคลีกับคนแบบนี้นาน ๆ อาจทำให้เราเผลอซึมซับนิสัยชอบโทษคนอื่นตามไปด้วย หรือแย่กว่านั้นเราอาจจะกลายเป็น 'แพะรับบาป' แทนเขาได้ 

4. คุยเสร็จแล้วรู้สึกหมดแรง

นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด คือคุยด้วยแล้วรู้สึก 'โดนสูบพลัง' จากที่อารมณ์ปกติดี คุยจบกลับรู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด หรือดาวน์ลงไปเฉย ๆ จนบางทีหมดแรงไม่อยากคุยกับใครต่อ เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดนาน ๆ ครั้งยังถือว่าปกติ แต่ถ้าคุยกับใครแล้วรู้สึกแบบนี้ซ้ำ ๆ จนการเจอกันกลายเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่าย ต้องใช้พลังเยอะทุกครั้งที่เจอ นี่คือสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง 

5. ต้องการจากเราเยอะ แต่ไม่ค่อยให้อะไรกลับมา

ความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องหารครึ่งแบบเป๊ะ ๆ แต่อย่างน้อยควรผลัดกันซัพพอร์ตบ้าง แต่สำหรับคนที่ชอบสูบพลังงานเรา เขามักจะเรียกร้องให้เรารับฟังและช่วยแก้ปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว พอถึงคราวเรามีเรื่องเครียดต้องการที่พึ่งบ้าง เขากลับไม่สนใจ แถมยังชอบวกกลับไปเล่าเรื่องของตัวเองต่อหน้าตาเฉย ถ้าเจอแบบนี้บ่อยความสัมพันธ์จะกลายเป็นแบบวันเวย์ เราจะเป็นฝ่าย ให้และเหนื่อยอยู่คนเดียว ส่วนเขาก็จะเป็นฝ่าย 'รับ' แค่อย่างเดียว 

6. อยู่ด้วยแล้วเกร็ง ต้องคอยระวังคำพูด 

บางคนอยู่ด้วยแล้วทำให้เราเกร็ง ต้องคอยระวังคำพูดตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าพูดอะไรไปแล้วเขาจะอารมณ์เสียหรือเหวี่ยงใส่เมื่อไหร่  

ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า

  • คุยกับคนนี้จบแล้ว เราสบายใจขึ้นหรือรู้สึกเหนื่อย
  • อยู่ด้วยแล้วเกร็งต้องคอยระวังคำพูดตลอดเวลาไหม 
  • เริ่มไม่อยากตอบแชท ไม่อยากรับสาย พยายามเลี่ยงการเจอหน้า
  • เวลาคุยกันมีแต่เรื่องดราม่า คำบ่น หรือพลังลบ ๆ ซะส่วนใหญ่

ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ 'ใช่' ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราแล้ว

ประเภทของ Energy Vampire 

คนที่ทำให้เรารู้สึกหมดพลังไม่ได้มีหน้าตาหรือพฤติกรรมแบบเดียว บางคนมาในรูปของคนขี้บ่น บางคนมาในรูปของคนที่ชอบสร้างดราม่า หรือบางคนดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ทุกครั้งที่คุยด้วยกลับทำให้เรารู้สึกหนักใจ

ลักษณะที่พบได้ เช่น

  • คนที่ชอบรับบทเป็นเหยื่อ: มักมีเรื่องให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ รู้สึกว่าโลกไม่ยุติธรรมกับตัวเอง
  • คนที่ชอบวิจารณ์: ติได้ทุกเรื่อง ไม่มีอะไรถูกใจหรือดีพอสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือคนก็หาจุดบกพร่องมาแซะได้ตลอด 
  • คนที่ชอบสร้างดราม่า: เรื่องนิดเดียวก็ทำให้ใหญ่โตได้เสมอ มักมีเรื่องวุ่นวายให้คนรอบตัวต้องคอยโอ๋ คอยปลอบ หรือตามแก้ปัญหาให้ตลอด 
  • คนที่ชอบควบคุมสถานการณ์: อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตัวเอง บางทีก็ไม่ยอมพูดตรง ๆ แต่ชอบใช้วิธีกดดันหรือตะล่อมให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองต้องการ 
  • คนคิดลบ: มองเห็นแต่ปัญหา ความเสี่ยง หรือข้อเสีย ไม่เคยมองอีกมุมที่อาจเป็นมุมที่ดี
  • คนที่ชอบโยนความผิด: มีปัญหาเมื่อไหร่มักจะโทษคนอื่นก่อน คนอื่นคือต้นเหตุเสมอ ส่วนตัวเองลอยตัวและไม่เคยเป็นฝ่ายผิด 

ซึ่งคน ๆ หนึ่งอาจมีลักษณะมากกว่าหนึ่งแบบ และไม่ได้หมายความว่าคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็น ‘คนไม่ดี’ เสมอไป แต่ถ้าพฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และกำลังส่งผลต่อเราก็เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

แล้วทำไมบางคนถึงเป็นแบบนี้ ?

สาเหตุที่เป็นแบบนี้อาจมีหลายเหตุผล บางคนอาจจะอยากได้ความสนใจหรือเป็นคนคิดลบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่แทนที่จะพยายามหาคำตอบว่า ‘ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้’ ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่ตัวเราเองดีกว่าว่าตอนนี้เรารับมือไหวไหม และเรื่องนี้กระทบกับความรู้สึกเราแค่ไหน ในเมื่อเราเปลี่ยนนิสัยใครไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือการกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าจะเว้นระยะห่างอย่างไรเพื่อเซฟความรู้สึกของตัวเอง 

วิธีรับมือ ถ้ายังต้องเจอคนประเภทนี้อยู่ 

วิธีรับมือไม่ได้แปลว่าต้องเลิกคบหรือตัดออกจากชีวิต ยิ่งถ้าเป็นคนในบ้านหรือเพื่อนร่วมงานที่ยังไงก็ต้องเจอ สิ่งแรกที่เราทำได้คือ 'การลดช่องว่าง' พยายามถอยออกมาเพื่อไม่ให้พฤติกรรมของเขาเข้ามากระทบความรู้สึกเรา 

1. ตั้งขอบเขตให้ชัด

เราไม่จำเป็นต้องคอยรับฟังหรือพร้อมช่วยเขาทุกเรื่อง ถ้าเพื่อนร่วมงานชวนไปกินข้าวทุกวัน แต่ไปทีไรกลับมาแล้วรู้สึกโดนสูบพลังทุกที ก็แค่ลดความถี่ลง ไม่ถึงกับต้องเลิกคบ แค่หาระยะห่างที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ

2. นิ่งเข้าไว้ ไม่ต้องตื่นเต้นตามเรื่องที่เขาพูด 

เวลาที่เขาเริ่มพูดจาเว่อร์เกินจริงหรือเริ่มชวนทะเลาะ การรีบเถียงกลับมีแต่จะทำให้เรื่องยาว เปลืองพลังงานเปล่า ๆ สิ่งที่ควรทำคือการตอบสั้น ๆ หรือรับฟังแบบเป็นกลางไม่จำเป็นต้องกระโดดลงไปพิสูจน์หรือหาเหตุผลว่าใครถูกใครผิด 

3. หัดพูดคำว่า ‘ไม่’

การปฏิเสธถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเขาขอให้ช่วยแล้วเราไม่สะดวก ก็แค่ปฏิเสธตรง ๆ ว่า ‘ไม่สะดวกจริง ๆ’ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลยาว ๆ มารองรับทุกการปฏิเสธก็ได้ 

4. ลดเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกัน

ถ้าเป็นคนที่ตัดออกจากชีวิตไม่ได้อย่างเพื่อนร่วมงาน การเว้นระยะห่างคือทางออกที่เวิร์กที่สุดคุยกันเฉพาะเรื่องงาน เลี่ยงการไปไหนมาไหนด้วยนอกเวลา หรือพาตัวเองออกมาจากวงสนทนาที่รู้ว่าฟังแล้วจะหมดพลัง 

สัญญาณที่บอกว่าความสัมพันธ์นี้เริ่ม ‘ไม่เวิร์ก’

ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์จะต้องอยู่กับเราไปตลอด และการถอยออกมาจากความสัมพันธ์บางอย่างก็ไม่ได้หมายความว่าเราทำผิด

ถ้าเราลองตั้งขอบเขตแล้ว แต่อีกฝ่ายยังคงละเมิดขอบเขตเดิมซ้ำ ๆ ความสัมพันธ์ยังคงเป็นเราที่ต้องยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายจนกระทบชีวิตตัวเองก็อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวน

สัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ เช่น

  • รู้สึกเหนื่อย เครียด หรือกังวลทุกครั้งที่ต้องเจอกัน
  • อีกฝ่ายไม่เคารพขอบเขตที่เราพยายามตั้ง
  • เราเป็นฝ่ายให้และรับฟังอยู่เกือบตลอด
  • เคยพูดคุยกันตรง ๆ แล้ว แต่พฤติกรรมเดิมยังเกิดขึ้นซ้ำ
  • รู้สึกว่าต้องยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายจนละเลยความต้องการของตัวเอง
  • ความสัมพันธ์เริ่มกระทบกับงานหรือการใช้ชีวิต
  • เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับอีกฝ่าย

ถ้ามาถึงจุดนี้ เราอาจต้องเริ่มถอยห่างออกมาทีละนิด ลดเวลาที่อยู่ด้วยกันลง แล้วกลับมาแคร์ความรู้สึกตัวเองให้มากขึ้น เราไปบังคับไม่ได้หรอกว่าคนอื่นจะคิด พูดหรือทำตัวกับเรายังไง แต่เราเลือกได้ว่าจะไม่ปล่อยให้พฤติกรรมเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิต 

บางครั้งการเซฟพลังงานตัวเอง ไม่ได้แปลว่าต้องหักดิบตัดใครทิ้งทันที แต่อาจเริ่มจากแค่รู้ว่าตอนไหนควรฟัง ตอนไหนควรปฏิเสธ และตอนไหนควรถอยออกมา 

อ้างอิง: verywellmind

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...

Responsive image

Ajay Banga ประธานธนาคารโลกชี้ เงินช่วยเหลือแก้จนได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งต้องแก้ด้วยงาน

สรุปเวที Civil Society Townhall: Ajay Banga ประธานธนาคารโลก เผยแนวทางแก้จนยุคใหม่ ปรับโฉมองค์กรอนุมัติงานเร็วขึ้น พร้อมดัน "สุขภาพจิต" และการสร้างงานเป็นศูนย์กลาง...