ความท้าทายของ ‘Social Enterprise’ กิจการเพื่อสังคม เติบโตอย่างไรให้ยั่งยืน

ในภูมิทัศน์โลกใหม่ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการทำธุรกิจอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและสังคมต่าง ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ภาวะโลกร้อน ต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานอย่างการเข้าถึงการศึกษาที่เสียหายไปจากช่วงการล็อคดาวน์ ทำให้ธุรกิจทั้งหลายที่หลายเมื่อ 2-3 ปีก่อนต่างก็ถูกเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งปิดตัวลง 

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างมาก ตั้งแต่การผลิตสินค้าและบริการ การขนส่งหรือส่งมอบสินค้า การตลาดและการขายสู่ผู้บริโภค ไปจนถึงการใช้สินค้าและบริการของผู้บริโภคเองก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน การใช้น้ำ การสร้างของเสียและมลพิษ รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงไปหลังยุคโควิด-19 อย่างสิ้นเชิงนี้ต่างก็ซับซ้อนมากขึ้นและไม่มีทางกลับไปเหมือนก่อน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมหรือการปรับตัวสู่ความยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ 

ความท้าทายของ ‘Social Enterprise’ กิจการเพื่อสังคม เติบโตอย่างไรให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผลกำไรแต่ต้องให้อะไรกับสังคมไปพร้อมกันด้วย

เมื่อเราพูดถึงการทำธุรกิจเพื่อสังคมเรามักจะได้ยินโมเดลหลากหลายรูปแบบเช่น การทำ CSR การเป็น SE การทำเพื่อการกุศลหรืออื่นๆ ซึ่งครั้งนี้จะมาทำความรู้จักสองโมเดลที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้คือ

  • CSR หรือ Corporate Social Responsibility (การรับผิดชอบต่อสังคม) คือ กิจกรรมหรือโครงการเพื่อสังคมของกิจการหรือธุรกิจที่แสวงหากำไรตามปกติ เป็นการแบ่งรายได้ (หรือกำไร) มาทำเพื่อสังคม อาจดำเนินการเป็นครั้ง ๆ แล้วจบไปเพื่อเป็นการ ‘คืนกำไรให้สังคม’ เช่น การแจกอุปกรณ์การเรียนให้แก่โรงเรียนในชนบท การแจกผ้าห่มในช่วงฤดูหนาว เป็นต้น
  • อีกแบบคือ SE หรือ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) คือ ธุรกิจที่มีเป้าหมายไม่ได้แสวงหากำไรสูงสุด แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนา ช่วยเหลือ หรือแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยการแสวงหารายได้ สร้างผลกำไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถพึ่งพาตนเองได้และดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน พร้อมสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มีลักษณะแบบ ล่างสู่บน (Bottom to Up) เช่น บริษัท Local Alike ที่ดึงชุมชนมาสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบใหม่เชื่อโยงระหว่างการท่องเที่ยวชุมชนกับตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ทำให้ชุมชนที่ห่างไกลได้รับนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้นรวมถึงการให้ความรู้กับชุมชนเรื่องการท่องเที่ยว 

ความต่างของสองสิ่งนี้จะอยู่ที่อัตราการนำผลของกำไร โดย พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ระบุว่ากิจการที่จะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นต้องนำกำไรไม่น้อยกว่า 70% เพื่อวัตถุประสงค์ทางสังคม รวมถึงต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 50% มาจากการขายสินค้าหรือบริการ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็น Social Enterprise ทั้งสิ้น 255 รายกระจายอยู่ทั่วประเทศถือเป็นแนวทางธุรกิจที่มีการจดทะเบียนรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับข้อกำหนดที่มีแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่วิสาหกิจเพื่อสังคมจะได้รับ จากข้อมูลของกรมสรรพากรมีวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีกว่า 62 ราย อีกทั้งสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ออกมาตราการเพื่อสนับสนุนบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมแล้ว สามารถระดมทุนจากประชาชนเป็นการทั่วไป โดยไม่ต้องเปลี่ยนสถานะเป็น บริษัทมหาชนจำกัด และไม่มีเพดานจำกัดจำนวนผู้ลงทุน รวมถึงยอดของการระดมทุน รวมทั้งในการดำเนินการ ไม่ต้องแจ้งต่อ กลต. แต่ในหนังสือชี้ชวนต้องระบุให้ชัดเจนเกี่ยวกับข้อจำกัดตามกฎหมายของการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เช่น หากจดทะเบียนเป็นประเภทไม่ปันผลกำไร หรือปันผลกำไรได้ไม่เกิน 30% ของกำไรสุทธิ จะต้องแจ้งข้อจำกัดในการปันผลกำไรดังกล่าว ซึ่งผู้สนับสนุนยังได้รับสิทธิทางภาษีอีกด้วย

ในส่วนของการเผชิญปัญหาเนื่องจากเป้าหมายในการแก้ปัญหาเพื่อสังคมครอบคลุมทั้งการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้สู่ชุมชน การลดมลภาวะ หรือรีไซเคิลขยะ จึงทำให้แต่ละกิจการมีความท้าทายจากวิกฤติค่าเงินและโรคระบาดแตกต่างกันไป เช่นในกรณีของอภัยภูเบศที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากโควิด-19 ตรงข้ามกับหลายกิจการที่ต้องปิดตัวหรือหยุดกิจการไป

ความท้าทายที่ต่างกันจากรูปแบบธุรกิจที่ต่างกัน

ผู้ประกอบการหลายเจ้าหรือแม้กระทั้งมูลนิธิหลายแห่งต่างก็กลายมาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ถือเป็นการสร้าง “คุณค่าร่วมกัน” ระหว่างภาคธุรกิจ สังคม และผู้บริโภคเพื่อเติบโตไปพร้อมกัน แต่ในตอนนี้โลกเผชิญการถดถอยทางเศรษฐกิจและโรคระบาด วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือธุรกิจที่ขยายตัวเองมาลงทุนด้านความยั่งยืนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงไม่ได้ตั้งเป้าที่ผลกำไรยิ่งทำให้เจอกับการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ความคาดหวังเรื่องความช่วยเหลื่อจากสังคมก็ยิ่งมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจระยะยาวส่งผลให้เกิดการว่างงานมากขึ้น จึงกลายเป็นว่ามีภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านการปรับตัวและการแก้ปัญหาสังคม ซึ่งต่างจากการทำ CSR ที่สามารถปรับหรือลดกิจกรรมได้หากไม่มีผลกำไร โดยที่การจะเป็นธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนมีปัจจัยท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญได้แก่

การขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของผู้ที่เริ่มกิจการเพื่อสังคมคือการเข้าถึงการระดมทุน เนื่องจากตัวธุรกิจเองที่ไม่ได้หวังกำไรสูงสุดแต่ต้องพึ่งพิงสินค้าหรือบริการตัวเองให้อยู่รอดได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะระดมเงินทุนให้เพียงพอในตอนเริ่มต้นเมื่อเทียบกับกกิจการที่มุ่งหวังผลกำไรตั้งแต่ต้น ความเข้าใจผิดพื้นฐานที่ว่าองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยสังคมไม่สามารถทำกำไรได้ และมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องว่าเงินที่ให้ยืมจะได้รับคืนหรือไม่ ดังนั้น ผู้ประกอบการเพื่อสังคมส่วนมากจึงเริ่มจากทุนของตัวเอง

ความสามารถในการขยายขนาด

ปัญหาของ Social Enterprise เมื่อดำเนินการไปสักระยะคือการขาดความสามารถในการขยายตัวสู่อีกระดับหนึ่ง ในหลาย  ๆ ประเทศเผชิญเรื่องนี้เนื่องจากขาดการสนับสนุนรวมถึงนโยบายการทำเพื่อสังคมที่แต่ละประเทศมีความต่างกันรวมถึงโมเดลการแก้ปัญหาสังคมที่ต่างกันออกไปทำให้ซึ่งแต่ละกิจการมีรูปแบบและวัตถุประสงค์ต่างกันออกไปทำให้การขยายขนาดเป็นเรื่องยาก

อัตลักษ์ของธุรกิจ

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมต่างต้องการที่จะสร้างคุณค่าทางสังคมโดยจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม อย่างไรก็ตาม ยังต้องไม่ลืมวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถตั้งเป้าที่จะทำกำไรผ่านโมเดลธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ได้เช่นกัน แต่มุมมองของคนส่วนมากยังมองว่าเป็นการทำเพื่อการกุศล มุมมองนี้เองเป็นปัญหาใหญ่สำหรับกิจการเพื่อสังคม ผู้ประกอบการทางสังคมบางรายหารายได้จากการระดมทุนโดยพิจารณาว่านี่เป็นวิธีการทำธุรกิจที่มีจริยธรรม บางคนทำสิ่งนี้ด้วยภารกิจเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม และบางคนพยายามสร้างคุณค่าทางสังคมผ่านรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าอัตลักษณ์ของกิจการเพื่อสังคมมีความคลุมเครือมากขึ้นเนื่องจากปัญหาที่ต้องการแก้มีความหลากหลายมากขึ้น

  • ขาดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสม

การขาดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสมจะทำให้สินค้าและบริการไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ การสนใจเรื่องของการแก้ปัญหาสังคมโดยละเลยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองนอกจากนี้ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสมเพื่อแข่งขันในตลาด เนื่องจากกิจการเพื่อสังคมจำนวนมากแข่งขันกับวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ การขาดทักษะของผู้ประกอบการก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญ ดังนั้น การบริหารประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนและเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสียในระบบห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดในการจะอยู่รอดได้นั้นต้องสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ

การรับมือกับธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน

การคำนึงถึงทุกภาคส่วนทั้งด้านของผู้บริโภคและตัวของเป้าหมายที่กิจการเพื่อสังคมจะแก้ปัญหาเป็นสองสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปตลอด ซึ่งขั้นแรกสามารถทำได้โดยวางรากฐานความยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายที่ยั่งยืนไม่เพียงเฉพาะการทำธุรกิจระยะยาวแต่ยังรวมถึงการส่งมอบผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป การกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมเช่น ลดการปล่อยของเสียและมลพิษในทุก ๆ ปีหรือการลดการใช้พลาสติกหรือพลังงาน ในแง่หนึ่งจะเป็นการทั้งการลดต้นทุนและสร้างการรับรู้ให้กับตัวธุรกิจเองได้

พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันทีเปลี่ยนไปกับการเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้น ตอนนี้ผู้บริโภคจำนวนมากรู้แล้วว่าสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคือพลาสติก เพราะเป็นสิ่งที่ย่อยสลายได้ยาก และสิ่งต่อไปที่ผู้บริโภคนึกถึงคือมลพิษที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อม โดยผู้บริโภคคิดว่าการคมนาคมและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นตัวการสำคัญ ดังนั้นการประกอบธุรกิจที่ดีโดยมีแนวคิดและการกระทำเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างตั้งใจจริง เป็นอีกส่วนสำคัญที่ผู้บริโภคจับตามอง

ในหนังสือชื่อ The Most Good You Can Do โดย ปีเตอร์ ซิงเกอร์ศาสราจารย์ด้านชีวจริยธรรม แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่วถึง "การทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ" ไว้อย่างน่าสนใจและมีมุมมองที่สามารถนำมาใช้กับการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน  ซึ่งหลายคนมองว่าการทำเงินได้มากที่สุดจะเป็นเรื่องตรงข้ามกับการทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่ในความจริงแล้วกำไรที่สูงในธุรกิจหมายถึงโอกาสเพื่อนำไปใช้ให้กับสังคมที่มากขึ้น นอจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้สนับสนุนการกุศล สำหรับหลายองค์กรที่ต้องได้รับการสนับสนุน ไม่ว่าจากการลงทุนหรือการบริจาค ยิ่งต้องแสดงออกถึงความโปร่งใส มีพันธกิจที่ชัดเจนจะยิ่งได้รับการสนับสนุนที่มากกว่าและยั่งยืนกว่าเปรียบเทียบกับการลงทุนจำนวนน้อยและกระจายไปยังหลายองค์กร ดังนั้นกิจการเพื่อสังคมที่ต้องการทุนสนับสนุนจึงควรสร้างตัวตนและทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในกิจการ 

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความยั่งยืนอีกอย่างคือ การสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อแสดงให้เห็นคุณค่าของการซื้อสินค้าหรือบริการ ที่จะนำไปช่วยเหลือสังคมต่อไปและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการใช้เงินเพื่อพัฒนาสังคม ดังนั้นการสื่อสารกับผู้ลงทุน ผู้บริโภคผ่านระบบออนไลน์ยังช่วยให้เกิดการมองภาพเดียวกัน เกิดความเชื่อมั่นในกิจการ 

สร้าง Ecosystem ของเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

การสร้าง Ecosystem สำหรับสนับสนุน SE ไม่ได้มีเพียงแค่ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ภาครัฐ และผู้บริโภค แต่ยังครอบคลุมไปถึงกรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม ปัจจุบันเทคโนโลยีจะเข้ามาลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นรวมถึงเข้าถึงง่ายขึ้น กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมมีการปรับตัวเพื่อการเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้มีกลุ่ม SE ที่ใช้ระบบ  Finance Cloud Funding โดยการเข้าถึงทุนผ่านเทคโนโลยี หนึ่งในนั้นก็คือบริษัทเทใจดอทคอม ที่ใช้ระบบ Cloud Funding ให้ผู้สนใจโครงการต่าง ๆ สามารถสนับสนุนทุนเพื่อให้องค์กรหรือวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีโครงการแต่ต้องการทุนสนับสนุนสามารถระดมทุนได้ โดยในตอนนี้มีมากกว่าร้อยโครงการ ซึ่งผู้บริจาคจะได้สิทธิลดหย่อนทางภาษี ทางผู้ประกอบการเพื่อสังคมก็จะลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำเนินกิจกรรม 

วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสังคมการพัฒนาสังคมในมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน และมีบทบาทหลักในการเชื่อมโยงประชาชนมาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสังคมได้ง่ายขึ้นผ่านการสนับสนุนทางเทคโนโลยี โดยที่มีการนำมาปรับใช้ในหลายรูปแบบทั้งเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม การแก้ปัญหาทางธุรกิจ รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กิจการเติบโตได้และจะยิ่งเร่งให้เกิดการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้อีก ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจได้เห็นการนำเทคโนโลยีที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมเช่น Cryptocurrency หรือ Blockchain เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโมเดลด้านความยั่งยืนแบบใหม่ได้เช่นกัน


Reference

https://www.osep.or.th/

https://newstartup.rd.go.th/wSocial/report.jsp

https://www.sethailand.org/

https://hotcubator.com.au/social-entrepreneurship/what-are-the-challenges-faced-by-social-enterprises/


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

แนะนำ 10 หนังสือเด็ด ที่นักลงทุนต้องอ่านในปี 2026 ตั้งแต่ AI จนถึงจิตวิทยาการเงินที่ต้องรู้

รวมรายชื่อหนังสือน่าอ่านปี 2026 จาก Morningstar ครบทุกรสทั้งการลงทุน AI จิตวิทยา และประวัติศาสตร์การเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักลงทุนและผู้นำธุรกิจก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง...

Responsive image

‘ทำเรื่องเดิมให้ดีที่สุด’ สูตรลับสร้างธุรกิจที่คนมองข้าม

ค้นพบความลับของการเติบโตทางธุรกิจที่ไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่คือ 'ความน่าเชื่อถือ' (Reliability) และการลงมือทำที่ไร้ที่ติ เจาะลึกกลยุทธ์สร้าง Customer Experience ที่ช่วยเพิ่มรายได้และม...

Responsive image

Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 ได้แก่ ‘เหนื่อยจนแทบขาดใจ’ สะท้อนวิกฤตคนทำงานที่กำลังหมดไฟ เมื่อ AI บุกและเศรษฐกิจบีบ

Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 คือ ‘Fatigue’ สะท้อนภาวะคนทำงานหมดไฟจากพิษเศรษฐกิจและ AI Disruption พร้อมเจาะลึกเทรนด์ Job Hugging ที่คนจำใจกอดงานแน่น...