
Fauxductivity หรือ ‘ภาวะแกล้งยุ่ง’ คือการที่พนักงานสร้างภาพว่าทำงานหนัก แต่ไม่ได้มีเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอัน
คำนี้มาจาก Faux ที่แปลว่า 'ปลอม' กับ Productivity หรือ 'ประสิทธิภาพในการทำงาน' พอเอามารวมกันจึงหมายถึงการทำตัวให้ดูขยัน ดูยุ่ง เหมือนกำลังทำงานตลอดเวลา ทั้งที่จริงงานไม่ได้เดินหน้าเท่าที่ควร
พฤติกรรมที่เจอบ่อยคือ ชอบเข้าประชุมที่ไม่จำเป็น ออนระบบทิ้งไว้ให้หน้าจอแอคทีฟ หรือเอาแต่พูดว่าตัวเองยุ่ง แต่พอถามว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง ก็ตอบได้แค่ ‘ยุ่งมากเลย’ โดยไม่มีงานจริงมาโชว์ออกมาเห็น
ในหลายกรณีสาเหตุลึก ๆ มาจากการที่พนักงานรู้สึกเครียด งานล้นมือและขาดความผูกพันกับองค์กร จนเลือกใช้วิธีสร้างภาพว่ายุ่ง เพื่อเอาตัวรอดไปวัน ๆ แทนการรู้สึกที่อยากทุ่มเทกับงานและสร้างผลงานจริง ๆ
Fauxductivity ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่พยายาม 'อู้งาน' แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วย เพราะยิ่งองค์กรให้ความสำคัญกับการ 'ดูยุ่ง' มากกว่าผลลัพธ์ของงานมากเท่าไหร่ คนทำงานก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะทำตัวให้ดูยุ่งตามมากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการออนไลน์ตลอดเวลาแม้จะนอกเวลางาน ตอบข้อความแบบทันทีทุกครั้ง หรือพยายามทำให้เห็นว่าตัวเองมีงานอยู่เต็มมือ เพราะแค่แสดงให้เห็นว่ากำลังยุ่ง ก็ไม่มีใครมาจับผิดหาว่าอู้งานหรือว่าไม่ทำงานได้ ก็ไม่แปลกที่บางคนจะเลือกทุ่มแรงไปกับการทำให้ตัวเองดูยุ่ง แทนที่จะโฟกัสกับการทำงานจริง ๆ
ดังนั้น Fauxductivity จึงสะท้อนทั้งพฤติกรรมของคนทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่อยู่รอบตัว ว่าองค์กรกำลังให้คุณค่ากับ 'การทำตัวยุ่ง' หรือ 'ผลลัพธ์ของงานที่ออกมา' มากกว่ากัน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่พนักงานทั่วไปที่แกล้งทำเป็นยุ่ง แต่หัวหน้าเองก็ทำเหมือนกัน ข้อมูลจาก Forbes ระบุว่าแม้แต่หัวหน้างานเองก็ยังยอมรับว่าแกล้งทำเป็นยุ่งบ่อยกว่าลูกน้อง ด้วยเหตุนี้หัวหน้าที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจึงมักระแวงว่าลูกน้องในทีมกำลังแกล้งทำเป็นยุ่งอยู่เช่นกัน
และเมื่อทั้งหัวหน้าและลูกน้องแสดงออกว่าตัวเองดูยุ่งตลอดเวลา ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความขี้เกียจส่วนบุคคล แต่เป็นเพราะ 'ระบบและวัฒนธรรมองค์กร' ที่กำลังสร้างแรงกดดันให้ทุกคนต้องทำแบบนั้น ดังนั้นคำถามที่บริษัทควรใส่ใจ ไม่ใช่การมานั่งจับผิด แต่ต้องมาหาคำตอบว่าทำไมทุกคนถึงมีพฤติกรรมนั้นและสภาพแวดล้อมแบบไหนที่บีบให้คนในออฟฟิศต้องทำแบบนี้
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะในหลายออฟฟิศ คนที่ดูยุ่งมักจะถูกมองว่าเป็นคนขยัน ดูทำงานหนัก ส่วนคนที่ไม่ได้ดูวุ่นวายอาจถูกเข้าใจว่าไม่ได้ทำอะไร สุดท้ายมันเลยกลายเป็นค่านิยมที่กำลังบีบให้คนต้องสร้างภาพ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นระดับหัวหน้าหรือพนักงาน สาเหตุหลัก ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมนี้ คือ
พอพนักงานต้องเจอกับความเครียดและแรงกดดันสะสม โดยไม่ได้พักหรือไม่มีคนคอยซัพพอร์ต อาการหมดไฟก็จะตามมา และแทนที่จะอยากทำงานสำคัญให้เสร็จ พวกเขาก็อาจจะเลี่ยงไปทำงานที่ดูเหมือนได้งาน แทน เช่น นั่งตอบอีเมลที่ไม่จำเป็นหรือกดเข้าร่วมประชุมมันทุกรอบ
การจู้จี้จุกจิกหรือใช้โปรแกรมจับตาดูการทำงาน ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ‘ต้องทำตัวให้ดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา’ พอรู้ว่าโดนจับตามอง คนก็จะเลิกโฟกัสที่คุณภาพงาน แต่หันไปสร้างภาพว่ากำลังยุ่งแทน เช่น ต้องรีบตอบแชทกลับแบบทันที คอยรายงานผลงานยิบย่อยเกินเบอร์เพื่อให้หัวหน้าเห็น
เวลาที่คนมีงานล้นมือ พวกเขาอาจจะพยายามจับงานหลายอย่างพร้อมกันจนสุดท้ายงานไม่เดินสักอย่าง หรือในทางกลับกัน ถ้างานน้อยไปหรือวางแผนมาไม่ดี พนักงานก็อาจจะต้องหา ‘งานอื่น’ มาทำฆ่าเวลาให้ดูยุ่ง นอกจากนี้พวกขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนยุ่งยากเกินเหตุ ยังกลายเป็นข้ออ้างให้คนหยิบเอางานจุกจิกพวกนั้นมาทำบังหน้าแทนงานสำคัญ และที่น่าปวดหัว คือระบบแบบนี้ดันไปเอื้อให้คนเหล่านี้ดูมีผลงานโดดเด่นกว่าคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานจริง ๆ อีก
กฎที่ตึงเปรี๊ยะ มักจะบีบให้คนเน้น ‘โชว์ตัว’ มากกว่าเน้นผลงาน ยิ่งถ้าบริษัทชอบประเมินคนจากความพร้อมแสตนด์บายตลอดเวลามากกว่าดูจากผลลัพธ์ พนักงานก็จะหันมาทำทรงให้ดูขยันมากกว่า เช่น ล็อกอินแต่เช้าตรู่ หรือโชว์ว่าอยู่ดึก ๆ เพื่อให้ดูทุ่มเท ทั้งที่จริง ๆ งานไม่ได้เดินหน้าไปไหนเลย
ออฟฟิศที่คนไม่ไว้ใจกัน จะทำให้พนักงานเกิดความกังวลว่า ทำงานหนักแค่ไหนก็ยัง ‘ดีไม่พอ’ พอเจอกับความคาดหวังที่สูงปรี๊ด แถมไม่สามารถเปิดใจคุยปัญหากันได้ตรง ๆ พนักงานจะเริ่มกลัวโดนตำหนิ และเมื่อกลัวว่าทำไปก็อาจจะไม่ถูกใจ สิ่งที่พวกเขาเลือกทำเพื่อป้องกันตัวเองคือการทำตัวให้ดูยุ่งเข้าไว้เพื่อไม่ให้โดนเพ่งเล็ง ทำนองว่าถึงผลงานจะยังไม่ออก แต่อย่างน้อยก็ดูพยายามอยู่นะ ยิ่งถ้าบริษัทดันเป็นพวกที่ชอบตัดสินคนจาก ‘ภาพความขยัน’ มากกว่า ‘ผลลัพธ์’ ปัญหานี้ก็จะยิ่งหนักขึ้น
ซึ่งพฤติกรรมพวกนี้ไม่ได้จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มันค่อย ๆ สะสมมาพร้อมกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป
การมีเทคโนโลยีเข้ามาอาจทำให้เราทำงานไวขึ้นก็จริง แต่มันก็เพิ่มภาระจุกจิกมาให้ด้วยเหมือนกัน เช่น ต้องคอยล็อกอินหลายระบบ อัปเดตโปรแกรม หรือทำตามขั้นตอนความปลอดภัยต่าง ๆ เรื่องพวกนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่พอมารวมกันทั้งวันมันก็สูบพลังงานและทำให้คนทำงานเหนื่อยล้าได้
ขณะเดียวกันรูปแบบการทำงานก็ห่างเหินกันมากขึ้น การคุยงานกลายเป็นแบบต่างคนต่างทำ ส่วนประชุมออนไลน์ก็แค่เข้าให้ตรงเวลา พอจบก็กดออก บรรยากาศการทักทาย คุยเล่น หรือแวะถามไถ่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวันแทบจะหายไป เพื่อนร่วมงานเลยกลายเป็นแค่ ‘ชื่อ’ ในแชท พอความสัมพันธ์ห่างเหิน การสร้างความไว้ใจก็ยากขึ้น ทำให้คนทำงานรู้สึกโดดเดี่ยว
แต่ถึงแม้สภาพแวดล้อมเหล่านี้จะชวนให้เหนื่อยหรือหมดไฟแค่ไหน การเลือกแก้ปัญหาด้วยการแกล้งทำเป็นยุ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องอยู่ดี
และเมื่อเจอกับงานที่ล้นมือบวกกับความรู้สึกไม่อินกับบริษัท พนักงานกลุ่มนี้กลับเลือกวิธีที่มักง่ายและเอาตัวรอดไปวัน ๆ แทนที่จะพยายามบริหารจัดการงานให้ดีขึ้นหรือสื่อสารปัญหาออกมาตรง ๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว พฤติกรรมแกล้งทำนี่แหละ ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรเลย แถมยังเป็นตัวบ่อนทำลายทั้งประสิทธิภาพของทีมและองค์กรในระยะยาว
เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จหรือวิธีแก้แบบทำปุ๊บหายปั๊บ เพราะ Fauxductivity ผูกอยู่กับวัฒนธรรมการทำงานโดยตรง ในเมื่อพฤติกรรมนี้มักเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษที่บีบให้คนต้องแสดงออกว่าทำงานหนัก วิธีแก้ที่เวิร์กที่สุดจึงหนีไม่พ้นการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในที่ทำงาน
หัวหน้าหรือผู้บริหารต้องมองให้ออกก่อนว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพนักงานขี้เกียจแต่เป็นปัญหาที่สะท้อนว่าระบบการทำงานมีช่องโหว่ สเต็ปแรกจึงต้องหาให้เจอก่อนว่า อะไรคือต้นตอที่ทำให้คนในบริษัทต้องมานั่งแกล้งยุ่ง เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด
สิ่งที่สำคัญมากคือ พนักงานควรรู้ว่าองค์กรกำลังเดินไปทางไหน และงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่มีความสำคัญยังไงกับเป้าหมายนั้น เรื่องนี้จะแค่พูดวิสัยทัศน์หรือนโยบายให้ดูดีเฉย ๆ ไม่ได้ แต่ผู้นำต้องทำให้เห็นด้วยเพราะถ้าสิ่งที่บริษัทพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันสวนทางกัน พนักงานก็จะยิ่งรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่มีความหมายอะไรเลย
ส่วนวิธีปรับบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้นแบบจับต้องได้ อาจเริ่มจากเรื่องพื้นฐานรอบตัว เช่น
เมื่อองค์กรดูแลคนทำงานให้ดีขึ้น ทำให้เขาเห็นคุณค่าในงานที่ทำ อาการแกล้งทำเป็นยุ่งก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเอง
อ้างอิง: linkedin, dahlconsulting
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด