
สูตรสำเร็จชีวิตแบบเดิมๆ อย่าง ตั้งใจเรียน → หางานที่มั่นคง → แต่งงาน → ซื้อบ้าน ใช้การันตีความมั่นคงไม่ได้อีกต่อไป
ประเด็นนี้ทำให้นักมานุษยวิทยาชาวจีนวัย 54 ปี กลายเป็นคนดังในหมู่คนรุ่นใหม่ในจีน จากการออกมาพูดถึงเรื่องที่หลายคนกำลังเผชิญ ทั้งความกังวลเรื่องงาน อนาคต การแข่งขัน และแรงกดดันที่จะต้องประสบความสำเร็จตามมาตรฐานของสังคม
เขามองว่าคนรุ่นใหม่กำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก ๆ และเมื่อสูตรชีวิตแบบเก่ามันไม่ได้ผลอย่างที่เคยเป็น มันเลยทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อย กังวล และเริ่มตั้งคำถามว่า ความพยายามทั้งหมดนี้กำลังพาชีวิตเราไปทางไหน
เขาใช้คำว่า ‘Floating’ อธิบายคนที่ต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพียงเพื่อประคองชีวิตให้อยู่รอด เปรียบเหมือนนกฮัมมิงเบิร์ดที่ต้องกระพือปีกตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ตกลงมา ควบคู่ไปกับแนวคิดเรื่อง ‘Involution’ ที่อธิบายถึงการแข่งขันที่ทุกคนต่างพยายามดิ้นรนกันมากขึ้น แต่กลับไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างมีความหมายเลย
สิ่งที่ทำให้แนวคิดของเขาได้รับความสนใจ คือเขาไม่ได้มองว่าความกังวลของคนรุ่นใหม่เป็นแค่ปัญหาของแต่ละบุคคล แต่ชวนให้เรามองไปถึงปัจจัยแวดล้อมด้วยว่า ทำไมคนจำนวนมากถึงรู้สึกกดดันและไม่มั่นคงไปพร้อม ๆ กันได้ขนาดนี้
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนเรื่องงาน ค่านิยมความสำเร็จ ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า ต้องดิ้นรนพยายามอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่แน่ใจเลยว่าความพยายามนั้นจะพาไปสู่ชีวิตแบบที่ต้องการได้จริงๆ หรือเปล่า
เขาจึงมองว่าความกังวลพวกนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่มันเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจและสังคมที่บีบให้คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนต้อง 'กระพือปีก' อยู่ตลอดเวลา เพียงเพื่อประคองตัวเองให้อยู่รอด
จากสิ่งที่พูดไปชีวิตของหลายคนจึงกลายเป็นวงจรเดิม ๆ ที่แทบไม่มีเวลาหยุดพัก ตั้งแต่ตื่นนอน แต่งตัว ไปทำงาน กลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า พยายามพักเพื่อฟื้นแรง แล้วก็นอน ก่อนจะตื่นมาทำแบบเดิมอีกครั้ง
บางครั้งเราไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่อยากเปลี่ยนชีวิตหรอก แต่อาจจะแค่เหนื่อยเกินกว่าจะคิดหาทางออก เพราะแค่ประคองตัวเองให้รอดในแต่ละวันก็ใช้พลังชีวิตไปจนเกือบหมดแล้ว และเมื่อต้องอยู่ในลูปแบบนี้นาน ๆ เราก็อาจเริ่มชินจนเผลอมองว่าความเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของงาน และการต้องสละเวลาชีวิตส่วนใหญ่ให้งาน คือสิ่งที่ต้องยอมรับเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
ขณะเดียวกันเงินที่หามาได้ก็ต้องหมุนไปกับค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หนี้สิน และต้นทุนจิปาถะอีกมากมายก่อนที่เราจะต้องกลับไปทำงานเพื่อหาเงินมาหมุนวนซ้ำอยู่แบบเดิม
ภาพวงจรชีวิตแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิด ‘Floating’ ของ Biao Xiang นักมานุษยวิทยา มันคือภาพของคนที่ต้องขยับตัวดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนนกฮัมมิงเบิร์ดที่ต้องกระพือปีกอยู่ตลอดเพื่อประคองตัวเองไม่ให้ตกลงมา
แต่ข้อดีของการได้เข้าใจแนวคิดนี้ คือมันช่วยบอกเราว่า 'สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ความผิดของเราเสมอไป' การรู้ว่าโครงสร้างสังคมกำลังบีบให้เราต้องกระพือปีกตลอดเวลา อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เราเลิกกดดันตัวเอง เลิกตั้งคำถามตอกย้ำตัวเอง และอนุญาตให้ตัวเองได้ 'พักปีก' เพื่อหายใจบ้าง เพราะท้ายที่สุดแล้วการได้กลับมาใจดีกับตัวเองและคืนเวลาเพื่อใช้ชีวิต จริงๆ อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้เราก้าวข้ามความเหนื่อยล้านี้ไปได้บ้าง
อีกคำหนึ่งที่เขาใช้อธิบายสังคมตอนนี้คือ ‘Involution’ ซึ่งหมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นจนทุกคนต้องดิ้นรนมากขึ้นตามๆ กัน พอมาตรฐานสังคมขยับสูงขึ้น คนเราก็ต้องเรียนให้สูงขึ้น ทำงานให้หนักขึ้น หรือรับผิดชอบมากขึ้น เพียงเพื่อจะรักษาสถานะของตัวเองเอาไว้ แต่ในท้ายที่สุด ผลตอบแทนหรือคุณภาพชีวิตที่ได้ กลับไม่ได้ขยับตามแรงที่เราทุ่มเทลงไป
ในโลกความเป็นจริง การทำงานหาเงินเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มักจะได้ยินคำพูดที่ว่าเวลาเป็นเงินเป็นทองซึ่งถ้ามองตามความจริงแล้ว เงินที่เสียไปยังพอหาช่องทางหาใหม่ได้ แต่เวลาที่ผ่านไป ไม่ว่าจะเป็น 1 ชั่วโมง หรือ 1 ปี มันหายไปตลอดกาลและไม่มีทางเรียกคืนได้
คำถามสำคัญของเรื่องนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การบอกให้ทุกคนเลิกทำงานหนัก เพราะแต่ละคนต่างก็มีภาระและข้อจำกัดในชีวิตที่ต้องรับผิดชอบต่างกัน แต่อาจจะเป็นการชวนกลับมาทบทวนว่า... ท่ามกลางความจำเป็นที่เราต้องทำงานเพื่อเอาชีวิตรอด เรายังพอจะบริหารจัดการ หรือเหลือเวลาให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการบ้างได้หรือเปล่า
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด