ทำไมวงการ AI ถึงไม่ค่อยมีผู้หญิง ? เปิดเบื้องหลังโลกเทคฯ ที่ความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่

ทำไมวงการ AI ถึงไม่ค่อยมีผู้หญิง

ณ ตอนนี้หลายคนอาจกำลังมองว่า AI คือสนามแข่งความเร็วระดับโลกที่ไม่ว่าในระดับพนักงาน บริษัทหรือแม้แต่ระดับประเทศต่างก็เร่งเพื่อคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีนี้ แต่ถ้ามองการแข่งขันนี้ผ่านเลนส์ของความเท่าเทียม เราจะพบว่าผู้หญิงกำลังตกอยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI แย่งงาน เช่น งานบริการลูกค้าหรือคอลเซ็นเตอร์ 

แม้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเอง ผู้หญิงมักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนทำงานเบื้องหลังอย่างงานเตรียมข้อมูล ซึ่งมีสัดส่วนเกินครึ่งของแรงงานทั้งหมด แต่ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นสัดส่วนผู้ชายก็ยิ่งทิ้งห่างผู้หญิงไปถึง 2 เท่า ในขณะเดียวกันเม็ดเงินมหาศาลที่กำลังไหลเข้าสู่ธุรกิจ AI กลับไปถึงมือของผู้หญิงในฐานะผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของกิจการน้อยมาก 

โลกของนักลงทุนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผู้ชาย

หากซูมดูข้อมูลเชิงสถิติในปัจจุบัน แม้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทั่วโลกจะเริ่มแคบและลดลงได้แล้วประมาณ 68.8% แต่กลายเป็นว่ายิ่งเทคโนโลยีโตเร็ว เรายิ่งต้องรอนาน เพราะสังคมอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ ๆ กว่าจะทลายเรื่องความเท่าเทียมได้ ซึ่งตอนนี้คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะองค์กรทั่วโลกกำลังวางรากฐานระบบ AI ขึ้นมาใหม่ ซึ่งระบบเหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดและตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต ถ้าเราปล่อยให้คนพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขาดความหลากหลาย สุดท้ายเราจะได้ AI ที่มีอคติ และมองโลกผ่านฐานข้อมูลของผู้ชายเป็นหลัก 

ถ้าหันมามองในมุมนักลงทุนก็น่าใจหายเหมือนกัน เพราะมีเงินเพียง 2% เท่านั้นที่ไหลไปสู่บริษัทที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัทที่มีผู้หญิงบริหารสามารถสร้างผลตอบแทนและผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดีกว่าบริษัทที่นำโดยผู้ชายถึง 2.5 เท่า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากในโลกการลงทุน

ความเหลื่อมล้ำนี้เห็นได้ชัดที่สุดในเรื่องเงินทุน เพราะเม็ดเงินกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในอุตสาหกรรม AI ส่วนใหญ่ไหลไปหาผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้ชาย และต่อให้ตัดยักษ์ใหญ่อย่าง Anthropic หรือ Scale AI ออก เงินอีก 3 หมื่นล้านที่เหลือก็ยังแทบไม่ตกถึงมือผู้หญิงอยู่ดี สาเหตุหลักมาจากคนคุมกระเป๋าเงินอย่างผู้บริหารกองทุน VC ใหญ่ๆ เป็นผู้ชายถึง 82% ทำให้ผู้หญิงเข้าถึงโอกาสและคนซัพพอร์ตได้ยากมาก กำแพงที่มองไม่เห็นนี้สูงจนทำให้ทั้งโลกมีผู้หญิงเพียง 26 คนเท่านั้นที่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ โครงสร้างทางการเงินที่ผูกขาดแบบนี้อาจทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมได้ทั้งที่ผู้หญิงเปิดรับและปรับตัวเข้ากับ AI ได้เร็วมากเหมือนกัน 

กับดักความมั่นใจและความกลัวการถูกปฏิเสธ 

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีได้อย่างเต็มตัว ไม่ใช่เรื่องของสติปัญญา แต่คือเรื่องของความมั่นใจและการรับรู้ตนเอง จากสถิติพบว่าผู้หญิงมักจะประเมินความสามารถของตนเองต่ำกว่าผู้ชายที่มีทักษะเท่ากันถึง 40% และมักจะรอให้ตัวเองมีความพร้อมครบถ้วน 100% ก่อนจึงจะกล้าลงมือทำหรือกล้าสมัครงาน ในขณะที่ผู้ชายมักจะกระโจนเข้าหาโอกาสก่อนแล้วค่อยไปเรียนรู้วิธีหน้างาน ช่องว่างความมั่นใจตรงนี้เลยกลายมาเป็นช่องว่างแห่งโอกาส 

ดังนั้น ผู้หญิงจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันและมองคำปฏิเสธให้เป็นแค่เรื่องธรรมดาในโลกธุรกิจ อย่าปล่อยให้การถูกบอกปัดมาทำให้เราคิดว่าไอเดียตัวเองไม่มีค่า เพราะความจริงมันคือเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว 

ภาพจำทางสังคมและภาระหน้าที่ครอบครัว

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่วัยเด็ก ในหลายพื้นที่ทั่วโลกเด็กผู้หญิงมักจะถูกปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ว่างานสายเทคโนโลยีเป็นเรื่องของผู้ชาย ไม่ใช่ที่สำหรับพวกเธอ ยิ่งไปกว่านั้นคือการไม่มี 'ต้นแบบ' ที่น่าดึงดูดใจให้เด็กผู้หญิงอยากเดินรอยตาม และอุปสรรคทางสังคมอีกอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือภาระการดูแลครอบครัว เพราะถ้าเกิดความจำเป็นที่ต้องมีคนคอยดูแลลูกหรือพ่อแม่ที่ป่วย ผู้หญิงมักจะถูกคาดหวังและกลายเป็นคนแรกที่ต้องยอมเสียสละหน้าที่การงาน ลาออกมาเพื่อทำหน้าที่ตรงนี้ ทำให้โอกาสที่จะเติบโตหรือต่อยอดในสายงานเทคต้องหยุดไว้ก่อน

เพราะฉะนั้นการจะทำให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในยุค AI ไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงหลายด้านไปพร้อมกัน  

  • หัวใจ: สร้างความเชื่อร่วมกันว่าผู้หญิงมีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในยุค AI ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้หญิงในองค์กรเพื่อให้ดูมีความหลากหลาย
  • สมอง: สร้างโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงการเรียนรู้และใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง
  • ร่างกาย: การลงมือทำจริง เพราะการเรียนรู้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้หญิงจำเป็นต้องกล้าลองผิดลองถูกและพร้อมเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกันหากต้องการให้ผู้หญิงได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากนักลงทุนและผู้นำองค์กร ซึ่งเป็นคนคุมเม็ดเงินส่วนใหญ่ในตลาด ลำพังแค่การพูดเรื่องความเท่าเทียมอาจยังไม่พอ แต่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยเหตุผลทางธุรกิจควบคู่กันไปด้วย 

อ้างอิง: World Economic Forum

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

14 หนังสือที่ J.P. Morgan แนะนำให้อ่านในปี 2026 ตั้งแต่เบื้องหลังไอเดียเปลี่ยนโลก AI ไปจนถึงศิลปะ มรดกโลก และ สุขภาพสมอง

J.P. Morgan เปิด Summer Reading List 2026 คัด 14 เล่มจากหลายร้อยเล่มที่ที่ปรึกษาลูกค้าทั่วโลกเสนอชื่อ ครอบคลุมภาวะผู้นำ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ศักยภาพมนุษย์ สุขภาพสมอง ศิลปะ และมรดกโลก...

Responsive image

ทำไมคนรุ่นใหม่ IQ ลดลง? สรุปผลวิจัยปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับที่คนทำคอนเทนต์ต้องรู้

ทำความเข้าใจ "ปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ" (Reverse Flynn Effect) สาเหตุที่คะแนน IQ และข้อสอบมาตรฐานทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมวิเคราะห์ทักษะสมองที่กำลังเปลี่ยนไป...

Responsive image

รู้จัก Workplace Telepressure ภาวะกดดันที่ทำให้ต้องรีบตอบแชทงาน แม้เลิกงานแล้ว

เคยสังเกตตัวเองไหมว่าทั้งที่เลิกงานไปแล้ว แต่พอมีแจ้งเตือนเรื่องงานเด้งขึ้นมา เราก็มักจะรีบหยิบมือถือมาอ่านทันที เพราะลึก ๆ ในใจรู้สึกว่าต้องรีบตอบเดี๋ยวนั้น Workplace Telepressure...