3 บทเรียนใช้ชีวิตแบบแมงกะพรุน รู้ว่าเมื่อไหร่ควรนิ่ง เมื่อไหร่ควรขยับ และเมื่อไหร่ต้องปฏิเสธ

ใช้ชีวิตแบบแมงกะพรุน รู้ว่าเมื่อไหร่ควรนิ่ง เมื่อไหร่ควรขยับ

แมงกะพรุนดูเป็นสัตว์ทะเลที่ลอยไปลอยมาตามกระแสน้ำ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อยขนาดนั้น แมงกะพรุนสามารถว่ายน้ำและบังคับทิศทางตัวเองได้ บางตัวใช้วิธีหดและคลายตัวเป็นจังหวะเพื่อดันตัวเองไปข้างหน้า บางตัวก็ใช้ขนเส้นเล็ก ๆ ตามตัวโบกพัดน้ำเพื่อเปลี่ยนทิศทาง แถมหลายชนิดยังมีพิษไว้ป้องกันตัวด้วย

ถ้าเอามาคิดกับการใช้ชีวิต แมงกะพรุนก็ทำให้เห็นว่า ‘การไหลไปตามกระแส’ ไม่ได้แปลว่าเราต้องปล่อยให้ชีวิตถูกพัดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทำอะไร บางช่วงเราสามารถผ่อนคลาย ปล่อยให้อะไร ๆ เป็นไปตามจังหวะของมันได้ แต่บางช่วงก็ต้องออกแรงเพื่อเปลี่ยนทิศทาง และไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหน เราก็ต้องรู้ว่าพื้นที่ของเราอยู่ตรงไหน และไม่ปล่อยให้ใครล้ำเส้นเข้ามาง่าย ๆ 

นี่คือ 3 บทเรียนการใช้ชีวิตแบบแมงกระพรุน 

1. ยืดหยุ่นให้เป็น ไม่ต้องแบกทุกเรื่องไว้ 

ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายตลอดเวลา ทุกคนมีงาน มีภาระ และมีเรื่องที่ต้องจัดการ และสิ่งที่เรายังพอควบคุมได้คือวิธีรับมือกับเรื่องเหล่านั้น 

แมงกะพรุนเคลื่อนไหวช้า ๆ ไม่เร่งรีบ เราสามารถเอาจังหวะแบบนี้มาใช้กับชีวิตได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าให้อยู่เฉย ๆ แต่หมายถึงไม่ต้องทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องใหญ่ และรู้จักผ่อนจังหวะของตัวเองลงบ้าง

วิธีที่ช่วยให้ใจเย็นขึ้นมีไม่กี่อย่าง และทำได้ในชีวิตประจำวัน เช่น

  • นอนให้พอ ร่างกายจะได้พัก และพร้อมสำหรับวันต่อไป
  • ออกกำลังกาย การขยับร่างกายช่วยลดความเครียดได้
  • นั่งสมาธิ ช่วยฝึกให้ใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้า
  • อ่านหนังสือ เป็นกิจกรรมช้า ๆ ที่ช่วยให้ได้พักจากเรื่องรอบตัวสักพัก

อีกวิธีคือแยกปัญหาออกเป็นสองแบบ เรื่องไหนที่เปลี่ยนไม่ได้ก็ต้องยอมรับ ส่วนเรื่องไหนที่แก้ได้ก็หาทางแก้แล้วลงมือทำ เพราะการนั่งกังวลซ้ำไปซ้ำมาไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่ถ้าใจนิ่งพอ เราจะคิดได้ชัดขึ้นว่าต้องทำอะไรต่อ 

2. กล้าเปลี่ยนทิศทาง เมื่อรู้ว่าทางเดิมไม่ได้ผล 

อย่างที่บอกไปตอนต้น แมงกะพรุนไม่ได้แค่ปล่อยตัวให้ลอยไปตามน้ำเท่านั้น หากจำเป็นมันก็สามารถว่ายเปลี่ยนทิศทางได้เอง  

คนเราก็ไม่ต่างกัน เราสามารถเปลี่ยนทิศทางชีวิตได้และทำได้มากกว่าแมงกะพรุนหลายเท่า เพราะเราสังเกตได้ว่ารอบตัวกำลังเกิดอะไรขึ้น และเลือกได้ว่าจะทำยังไงต่อ แต่หลายครั้งเรากลับไม่ค่อยใช้ความสามารถนี้ บางคนอยู่ในงาน ความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ แต่ก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะหวังว่าเดี๋ยวมันคงดีขึ้นเอง บางครั้งถ้ารู้แล้วว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่ต้องการ การเปลี่ยนทิศทางก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจอปัญหาแล้วต้องหนีทุกครั้ง สิ่งที่ต้องทำคือดูให้ออกว่าปัญหาคืออะไร ส่วนไหนแก้ได้ หรือจุดไหนที่ไม่ควรไปต่อและควรเปลี่ยน การตัดสินใจแบบนี้เป็นทักษะที่ฝึกกันได้ ยิ่งเราได้ลองตัดสินใจและลงมือทำด้วยตัวเองบ่อย ๆ ก็จะยิ่งรู้ว่าตัวเองรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ได้แค่ไหน 

3. รู้จักตั้งขอบเขตให้ตัวเอง

แมงกะพรุนไม่ได้ดูเป็นสัตว์ที่น่ากลัว แต่บางชนิดก็รู้จักป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะแมงกะพรุนกล่องที่มีพิษรุนแรง แค่สัมผัสก็อาจเป็นอันตรายได้

พูดง่าย ๆ คือแมงกะพรุนมี ‘ระยะของตัวเอง’ อะไรที่เข้ามาใกล้เกินไป มันก็มีวิธีป้องกันตัว

คนเราก็ต้องมีระยะแบบนี้เหมือนกัน และขอบเขตของคนไม่ได้มีแค่เรื่องพื้นที่ส่วนตัว แต่รวมถึงเวลา ความรู้สึก งาน และสิ่งที่เรายอมหรือไม่ยอมให้คนอื่นทำกับเรา

สิ่งที่ทำให้หลายคนตั้งขอบเขตได้ยาก คือการพยายามเป็นคนดี หรือพยายามทำให้ทุกคนพอใจ หลายคนตอบว่า ‘ได้’ ทุกครั้งที่มีคนขอให้ช่วย ทั้งที่ไม่มีเวลา หรือไม่ได้อยากทำ เพียงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายผิดหวัง

แต่การปฏิเสธบ้างไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใจร้าย ถ้าการรับปากทุกอย่างทำให้เราไม่เหลือเวลาให้ตัวเอง เหนื่อยจนเกินไป หรือสุดท้ายต้องใช้ชีวิตแบบที่ไม่ได้อยากเป็น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องตั้งขอบเขตให้ชัดขึ้นแล้ว

เราใจดีกับคนอื่นได้ แต่ก็ไม่ควรใจดีจนตัวเองจนไม่เหลืออะไรเลย เพราะการมีขอบเขตไม่ได้แปลว่าต้องผลักทุกคนออกไป แต่คือการรู้ว่าอะไรสำคัญกับเรา จนกล้าบอกได้ว่าเรื่องไหนโอเค และเรื่องไหนไม่โอเค

ถ้าจะสรุปวิธีใช้ชีวิตแบบแมงกะพรุนให้สั้นที่สุด ก็มีอยู่ 3 เรื่อง

  • ใจเย็นลงบ้างไม่ต้องทำให้ทุกปัญหากลายเป็นเรื่องใหญ่ และหาวิธีดูแลตัวเองให้ใจนิ่งขึ้น
  • เปลี่ยนทิศทางได้ ถ้าจำเป็น ถ้าสถานการณ์ไหนไม่เหมาะกับเรา การฝืนอยู่ที่เดิมก็อาจไม่ใช่คำตอบ
  • ตั้งขอบเขตให้ตัวเอง รู้ว่าอะไรรับได้ อะไรรับไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องตอบตกลงทุกเรื่องแค่เพื่อให้คนอื่นพอใจ

ถึงแมงกะพรุนจะดูเหมือนสัตว์ที่ปล่อยตัวไหลไปตามกระแสน้ำ แต่จริง ๆ แล้วมันก็รู้จักว่าย รู้จักเปลี่ยนทิศ และรู้จักป้องกันตัวเอง

การใช้ชีวิตแบบแมงกะพรุนจึงไม่ได้หมายถึงการปล่อยชีวิตไหลไปเรื่อย ๆ แต่อาจหมายถึงการรู้ว่าเมื่อไรควรปล่อย เมื่อไรควรขยับ และเมื่อไรต้องกล้า 'ขีดเส้นแบ่งความเกรงใจ'

อ้างอิง: minihabits

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานได้ไหม? ดราม่าที่ ‘ไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟเลย’ แต่กำลังสะท้อนการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ในที่ทำงานยุค AI

ดราม่าถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานลามทั่วโซเชียล Beth Kowitt แห่ง Bloomberg Opinion ชี้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟ แต่คือการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ว่าใครจะกำหนดกฎของที่ทำงานยุค AI...

Responsive image

รู้จัก Fauxductivity หรือ 'ภาวะแกล้งยุ่ง’ ทำตัวงานล้น เพื่อให้ดูขยัน อันตรายจากการเน้น ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่าผลงาน

Fauxductivity หรือ ‘ภาวะแกล้งยุ่ง’ คือการที่พนักงานสร้างภาพว่าทำงานหนัก แต่ไม่ได้มีเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอัน...

Responsive image

รับมือคนประเภท Energy Vampire ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งเหมือนโดนดูดพลัง รู้จัก 6 สัญญาณและวิธีรับมือ

Energy Vampire คือคนที่ทำให้เราหมดพลังทุกครั้งที่ต้องอยู่ด้วย มักมาในรูปแบบคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ชอบพูดแต่เรื่องตัวเอง หรือดึงเราไปพัวพันกับปัญหาของเขาซ้ำ ๆ...