
Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ได้ร่วมสนทนาสนทนากับ Larry Fink ซีอีโอจาก BlackRock ภายในงาน World Economic Forum 2026 ถึงทิศทางของ AI ที่กำลังจะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล และนี่คือสิ่งที่พวกเขาได้พูดคุยกัน
Jensen เปรียบเทียบว่า AI คือการเปลี่ยนผ่านระดับเดียวกับยุค PC, อินเทอร์เน็ต และ Mobile Cloud แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ซอฟต์แวร์ในอดีตถูกเขียนขึ้นตามคำสั่งมนุษย์ แต่ AI ในปัจจุบันสามารถเข้าใจข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง และข้อความได้ในเวลาจริง และทำงานตามความต้องการของเราผ่านการ Prompt
เพื่อให้เห็นภาพรวม Jensen ได้แบ่งลำดับชั้นของอุตสาหกรรม AI ออกเป็น 5 เลเยอร์สำคัญ ได้แก่
1.พลังงาน - รากฐานสำคัญที่ต้องใช้ขับเคลื่อนสติปัญญาประดิษฐ์
2.ชิป - หัวใจหลักที่ NVIDIA และพันธมิตรอย่าง TSMC และ Samsung กำลังเร่งผลิต
3.คลาวด์ - โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล
4.โมเดล - เช่น ChatGPT, Claude หรือ Gemini
5.แอปพลิเคชัน - ชั้นบนสุดที่จะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับธุรกิจ เช่น การแพทย์ หรือการเงิน
ในประเด็นเรื่องความกังวลว่า AI คือภาวะฟองสบู่หรือไม่ Jensen มองว่า “ตอนนี้เราไม่ได้ลงทุนเกินตัว แต่เรากำลังลงทุนไม่พอ” เขายกตัวอย่างราคาเช่า GPU บนคลาวด์ที่พุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา แม้กระทั่งชิปรุ่นเก่า 2 เจเนอเรชันราคาก็ยังขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการอันมหาศาล
นอกจากนี้ งบประมาณวิจัยของบริษัทยักษ์ใหญ่กำลังถูกโยกย้ายลงทุนเพื่อ AI ยกตัวอย่าง Eli Lilly (บริษัทยา) ที่เมื่อ 3 ปีก่อนงบไปลงที่ห้องแล็บเปียก (Wet Labs) แต่ตอนนี้งบมหาศาลกำลังย้ายไปลงที่ Digital Biology หรือ AI Lab แทน เพื่อคุยกับโปรตีนและเคมีภัณฑ์เหมือนที่เราคุยกับ ChatGPT
Jensen บอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา มีการลงทุนมหาศาลในโรงงานผลิตชิปและโรงงานคอมพิวเตอร์ทั่วโลก โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว มีเงินทุนไหลเข้าสตาร์ทอัพกลุ่ม AI-native มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างนวัตกรรมในชั้นแอปพลิเคชัน ซึ่งหมายความว่า ตอนนี้ AI มาถึงยุคที่ต้องคิดแล้วว่าเราจะสร้างไปเพื่อใช้ทำอะไร และใช้เพื่อแก้ปัญหาใดของมนุษย์
ในขณะที่หลายคนกลัวตกงาน Jensen กลับมองว่า AI จะไม่ทำให้คนตกงาน แต่อาจทำให้เราอาจเจอวิกฤติ ‘ขาดแคลนแรงงาน’ เสียมากกว่า เพราะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องการแรงงานฝีมือจำนวนมาก ทั้งช่างประปา ช่างไฟฟ้า และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ซึ่งค่าแรงกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว
เขาได้ยกกรณีศึกษาของรังสีแพทย์ เมื่อ 10 ปีก่อนคนเชื่อว่าอาชีพนี้จะหายไปเพราะ AI อ่านฟิล์มเก่งกว่า แต่ความจริงในตอนนี้คือ เรามีนักรังสีแพทย์เพิ่มขึ้น เพราะ AI ช่วยให้อ่านผลเร็วขึ้น โรงพยาบาลรับคนไข้ได้มากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น จึงจ้างหมอเพิ่มจึ้นเพื่อมาดูแลคนไข้ในแบบ Human Touch แทนที่จะเสียเวลาไปกับการนั่งเพ่งฟิล์ม
เขาเน้นย้ำว่า AI เข้ามาช่วยจัดการ Task (งานย่อย ๆ) ไม่ใช่ Purpose (เป้าหมายของอาชีพ)
ในโลกการทำงานยุคหน้า เราจะมีเพื่อนร่วมงาน 2 ประเภทคือ เพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ (Carbon-based) และเพื่อนร่วมงานที่เป็น AI (Silicon-based) ทักษะสำคัญของมนุษย์ยุคใหม่จึงไม่ใช่การเขียนโค้ด แต่คือการบริหารจัดการ AI เหมือนที่เราบริหารคน เราต้องรู้จักสั่งงาน, วางขอบเขต และประเมินผลการทำงานของ AI
Jensen มองว่าสิ่งนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางเทคโนโลยี เพราะ AI ใช้งานง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ซอฟต์แวร์ (แค่พิมพ์สั่ง) หากคุณเขียนโปรแกรมไม่เป็น ก็แค่บอก AI ว่า “ฉันใช้ AI ไม่เป็น ช่วยสอนหน่อย”
หรือ “ฉันอยากสร้างเว็บไซต์ ช่วยเขียนโค้ดให้หน่อย” เท่ากับว่าตอนนี้ทุกคนสามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ได้โดยไม่ต้องมีใบปริญญา
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและยุโรป Jensen แนะนำว่าอย่าทำเพียงแค่นำเข้า AI แต่ควรสร้างอธิปไตยทาง AI (Sovereign AI) ของตนเองโดยใช้ข้อมูลทางวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่นเป็นทรัพยากรพื้นฐาน
โดยเฉพาะในยุโรปที่มีจุดแข็งด้านการผลิต ควรใช้ AI ต่อยอดไปสู่ยุคของหุ่นยนต์ หรือ Physical AI เพื่อก้าวกระโดดแซงหน้ายุคซอฟต์แวร์ที่สหรัฐฯ เคยครองตลาด
อ้างอิง : ข้อมูลจากงาน World Economic Forum 2026 เซสชัน Conversation with Jensen Huang
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด