ถอดรหัส Lovable สตาร์ทอัพที่ขึ้นเงินเดือนให้ทุกคน 10% ทุกปี โดยไม่ต้องประเมินผลงาน

บริษัทนี้มีพนักงาน 200 คน สร้างรายได้ประจำปี 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นรายได้ต่อหัวปีละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสเกลระดับนี้ บริษัทส่วนใหญ่จะเริ่มคุยเรื่องการ optimize headcount แต่ Lovable สตาร์ทอัพ AI สัญชาติสวีเดนที่เพิ่งผ่านรอบระดมทุน Series B มูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลับประกาศนโยบายที่ทำให้บริษัทใหญ่หลายแห่งในซิลิคอนแวลลีย์อึ้งไปชั่วขณะ ขึ้นเงินเดือนอัตโนมัติ 10% ทุกปีให้กับทุกคน โดยไม่ต้องเจรจาและไม่มีกระบวนการรีวิวพิเศษ

ก่อนจะตัดสินว่านี่คือ ของฟรีที่แจกพนักงาน ลองทำความเข้าใจก่อนว่า Lovable กำลังแก้ปัญหาอะไรอยู่

ตลาดแรงงานที่กำลังสั่นคลอนจากข้างใน

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกกับตัวเลขเงินเฟ้อ หรือข่าวการทยอยปลดพนักงานในวงการเทคโนโลยี แต่รู้ไหมว่า... มีตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่น่ากังวลกว่านั้นมาก และมันกำลังสะท้อนว่าตลาดแรงงานกำลังสั่นคลอนจากภายในอย่างรุนแรง

ผลสำรวจจาก Gallup ระบุว่า ปัจจุบันมีพนักงานเพียงแค่ 30% เท่านั้นที่ยังรู้สึกอินและมีส่วนร่วมกับงานที่ทำ ขณะที่รายงานจาก Eagle Hill Consulting ชี้ว่า พนักงานในสหรัฐฯ เกินครึ่ง หรือราว 55% กำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟอย่างหนัก และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผลสำรวจจากแพลตฟอร์มหางานอย่าง Monster ที่พบว่า พนักงานถึง 43% ตั้งเป้าอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องหางานใหม่ให้ได้ในปีนี้

เมื่อเห็นสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ สิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ทำคือการแก้ปัญหาแบบผิวเผิน พวกเขาเลือกที่จะจัดโปรแกรม Wellness เพิ่มกิจกรรม Team Building หรือเติมสวัสดิการเก๋ ๆ เข้าไป 

แต่สำหรับ Lovable พวกเขาไม่ได้มองแบบนั้น Lovable เลือกที่จะอ่านตัวเลขเหล่านี้แล้วหันกลับมาตั้งคำถามที่แตกต่างออกไปว่า “หรือแท้จริงแล้ว ระบบ โครงสร้าง และสิ่งต่าง ๆ ที่องค์กรออกแบบมาเพื่อใช้ขับเคลื่อนธุรกิจในทุกวันนี้ คือตัวการหลักที่กำลังสร้างปัญหานี้ขึ้นมาเองโดยที่เราไม่รู้ตัว?”

Performance Theater สิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง

สถานการณ์นี้คือสิ่งที่หลายองค์กรไม่อยากเจอ เมื่อใกล้ถึงรอบ Performance Review บรรยากาศในออฟฟิศมักเปลี่ยนไป พนักงานเริ่มหันมาทำ Optics Management หรือการบริหารภาพลักษณ์เพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาหัวหน้า หลีกเลี่ยงความเสี่ยง 

และบางส่วนเริ่มส่ง CV เพื่อหาข้อเสนอใหม่มาใช้เป็นเครื่องต่อรอง ปรากฏการณ์นี้สูบพลังงานความคิดของบุคลากรไปอย่างมหาศาล และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตที่แท้จริงขององค์กร

ซึ่ง Lovable มองว่าปัญหาสำคัญเกิดจากระบบ Performance Review ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อตอบคำถาม 2 ข้อที่ขัดแย้งกันในเวลาเดียวกัน

  • Performance: รอบที่ผ่านมาทำงานได้ดีแค่ไหน? (Focus: การพัฒนาศักยภาพ)
  • Value & Compensation: คุณมีคุณค่าพอที่จะได้ปรับเงินเดือนหรือไปต่อไหม? (Focus: ความมั่นคงในชีวิต)

เมื่อองค์กรนำเรื่องการพัฒนาผลงาน ไปผูกติดกับปากท้องและรายได้ การสนทนาอย่างโปร่งใสจึงไม่เกิดขึ้น พนักงานจะเปลี่ยนโหมดจากการพูดความจริงเพื่อปรับปรุงงาน เป็นการ Defend หรือปกป้องตัวเองเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด

Elena Verna, Head of Growth จาก Lovable ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมต่อประเด็นนี้ไว้ว่า

เป้าหมายขององค์กรยุคใหม่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานโฟกัสกับการสร้างผลงานที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาต้องเสียเวลาไปกับการบริหารภาพลักษณ์เพื่อให้องค์กรพึงพอใจ

ถอดรหัสโมเดล Lovable 'ขึ้นเงินเดือนอัตโนมัติ 10% ทุกปี'

Lovable คือสตาร์ทอัพดาวรุ่งในกลุ่ม Vibe Coding ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ที่เทคโนโลยี ความน่าสนใจของบริษัทนี้คือการเติบโตที่โตเร็วผิดปกติ พวกเขาสร้างรายได้แตะ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ARR) ได้ในเวลาเพียง 8 เดือนหลังเปิดตัว ขยับสู่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 4 เดือนถัดมา และพุ่งกระโดดจาก 300 ล้านสหรัฐฯ สู่ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเดือนเดียว ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 15 ล้านคนต่อวัน

ด้วยรายได้ต่อหัวพนักงานที่สูงถึงปีละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี่เอง นโยบายการขึ้นเงินเดือน 10% จึงไม่ใช่ภาระทางการเงินที่เกินตัว แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว

และเพื่อแก้ปัญหาแนวคิดการขึ้นเงินเดือนแบบป้ายเนยถั่ว (Peanut Butter Raises หรือการเฉลี่ยแบ่งเค้กให้ทุกคนเท่า ๆ กันจนคนเก่งหมดไฟ) Lovable จึงได้ดีไซน์ระบบค่าตอบแทนออกเป็น 4 ระดับ เพื่อตอบโจทย์คนละมิติให้ชัดเจน

  • ชั้นที่ 1 Anniversary Raise (Baseline อัตโนมัติ) ขึ้นเงินเดือน 10% ทันทีทุกปีในวันครบรอบการทำงาน สำหรับพนักงานที่ทำงานได้ตามมาตรฐานทั่วไป เป็นข้อตกลงพื้นฐานที่ไม่ต้องต่อรอง ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำซาก
  • ชั้นที่ 2: Quarterly Performance Check (เน้น Feedback) การรีวิวรายไตรมาสเพื่อติดตามงานและให้คำแนะนำ โดยแยกขาดจากการตัดสินใจเรื่องเงินเดือนอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้พนักงานกล้าเปิดใจคุยจุดบกพร่องเพื่อพัฒนาตัวเองจริง ๆ
  • ชั้นที่ 3: Biannual Compensation Adjustment (รางวัลคนโตตามงาน) การปรับฐานเงินเดือนปีละ 2 ครั้ง สำหรับกลุ่มพนักงานที่มีขอบเขตความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น หรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
  • ชั้นที่ 4: Pay Equity Review (ความเท่าเทียม) ระบบตรวจสอบโครงสร้างเงินเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานที่ทำงานประเภทเดียวกัน ในภูมิภาคเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทนที่เสมอภาค ป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำสะสม

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการขยับตัวครั้งนี้ คือ Lovable เลือกที่จะแยกคำถามสองข้อที่มักจะปะปนกันในระบบประเมินผลงานแบบเดิมออกจากกันอย่างเด็ดขาด

เมื่อเกิดคำถามว่า “บริษัทสัญญากับเราไหมว่าจะเชื่อใจและเห็นคุณค่าในตัวเรา?” Lovable ตอบคำถามนี้ให้พนักงานสบายใจทันทีด้วย "เงินเดือนที่ปรับขึ้น 10% ให้โดยอัตโนมัติ" เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในความมั่นคงของชีวิต

แล้วจึงค่อยแยกคำถามที่สองตามมาว่า “แล้วในรอบการทำงานที่ผ่านมา เราทำได้ดีแค่ไหน มีอะไรต้องปรับปรุง หรือขยับขยายหน้าที่ไปตรงไหนอีกบ้าง?” ซึ่งคำถามนี้จะถูกนำไปพูดคุยกันอย่างเปิดอกผ่านกระบวนการให้ Feedback และการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งแยกต่างหาก

งานวิจัยของ Google เคยระบุไว้ว่า Psychological Safety (ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน) คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมมีประสิทธิภาพสูง แต่บริษัทส่วนใหญ่มักตีความจำกัดอยู่แค่ "การกล้าพูดในที่ประชุม" และละเลยมิติที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ ความมั่นคงทางการเงิน

Lovable เดิมพันกับสมมติฐานที่ว่า เมื่อพนักงานไม่ต้องสูญเสียพลังสมองไปกับการเล่นเกมการเมืองในออฟฟิศเพื่อความอยู่รอด พลังงานเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างผลงานที่ดีที่สุดให้กับองค์กรโดยตรง

Anton Osika CEO ของ Lovable กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้สั้น ๆ ว่า "พนักงานที่อยู่นานจะยิ่งเข้าใจและสร้างคุณค่าให้องค์กรมากขึ้น และพวกเขาไม่ควรต้องมานั่งกังวลว่าปีนี้ตัวเองจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือไม่"

ก่อนที่ผู้นำองค์กรจะตั้งคำถามว่า เราจะเลียนแบบโมเดล 10% ของ Lovable ได้อย่างไร คำถามแรกที่สำคัญกว่าคือ ระบบประเมินผลงานในปัจจุบันของคุณ กำลังสื่อสารอะไรกับพนักงาน วัฒนธรรมในห้องประชุมกำลังหล่อหลอมให้คนต้องทำตัวเด่นเพื่อเล่นละคร หรือเปิดพื้นที่ให้พูดความจริงเพื่อแก้ปัญหา?

สุดท้ายแล้ว Lovable สะท้อนว่า ค่าตอบแทนคือภาษาหนึ่งที่องค์กรใช้สื่อสาร ในตลาดแรงงานที่พนักงานเกือบครึ่งพร้อมจะเปลี่ยนงาน และภาวะ Burnout กลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่พนักงานขาดแคลนมากที่สุดอาจไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเงินในบัญชี แต่คือโครงสร้างและระบบขององค์กรที่สื่อสารอย่างชัดเจนว่า "เรามองเห็นและเชื่อมั่นในคุณค่าของคุณจริง ๆ"

อ้างอิง: entrepreneur, techcrunch, cnbc, techcrunch

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

งานเพิ่มขึ้น แต่ทำไมคนยังหางานยาก? เจาะลึกตลาดแรงงาน เมื่อทักษะเดิมอาจไม่ตรงกับงานที่กำลังโต

ถ้าดูตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจะเห็นว่าออกมาค่อนข้างดูดี เพราะมีอัตราการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานคงที่อยู่ที่ 4.3% แต่คนหางานหรื...

Responsive image

ผลวิจัย 60 ปีเผยสาเหตุหลัก ของ Burnout คือ ‘หน้าที่จับฉ่าย’ ทำหลายอย่าง แต่ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องเหนื่อยเดาใจเสมอ

เผยผลวิจัย 60 ปีจากคนทำงานเกือบ 8 แสนคน ชี้ตัวการอันดับ 1 ที่ทำให้ออฟฟิศหมดไฟ ไม่ใช่งานล้นมือ แต่คือ 'ความคลุมเครือในหน้าที่' ที่ทำพนักงานต้องเสียพลังงานสมองไปกับการนั่งเดาใจองค์กร...

Responsive image

'วุฒิการศึกษา' อาจไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นเกราะป้องกันและแต้มต่อชิ้นสำคัญ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนรุ่น Gen Z และ Millennials จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ปริญญายังจำเป็นอยู่ไหม? เพราะภาพที่เคยถูกปลูกฝังว่าเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะมีงานดี เงินเดือนดีหรือ...