ก่อนจะเข้าบทความ เหงียน ฮา ลินห์ (Nguyễn Hà Linh) คือหนึ่งในสปีกเกอร์ของงาน Techsauce Global Summit 2026 ใครอยากฟังเธอตัวจริง ซื้อบัตรได้แล้วที่ https://bit.ly/4gh6YhI

คนทั่วไปรู้จัก Nguyễn Hà Linh (เหงียน ฮา ลินห์) ในฐานะเด็กสาวพันล้านของวงการสตาร์ทอัพเวียดนาม เจ้าของร้านอาหารกว่าสิบสาขา ผู้ก่อตั้งคอมมูนิตี้ 2.5 ล้านคน และชื่อในทำเนียบ Forbes Vietnam 30 Under 30
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขทรัพย์สินของเธอ คือวิธีคิดที่ไม่ค่อยเหมือนนักธุรกิจคนอื่น เธอสร้างธุรกิจจากสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ลงทุนก้อนใหญ่ด้วยเหตุผลทางอารมณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็คิดเลขโหดจนน่าตกใจ และที่แปลกที่สุด คือเธอปฏิเสธฉายาสาวพันล้านที่คนยกให้
บทความนี้ขอชวนไปดูชุดความคิดนอกตำราของเธอ ที่อธิบายว่าทำไมคนคนนี้ถึงสร้างของที่ลอกตามได้ยาก

ลินห์เกิดปี 1988 ที่ฮานอย เธอมีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 16 ปี ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่ เธอก็เริ่มรับกระเป๋าเป้ดีไซน์สวยราคาจับต้องได้มาส่งร้านแถวโรงเรียน นี่คือบทเรียนแรกที่ไม่มีในตำรา คือการอ่านว่าคนวัยเดียวกันอยากได้อะไร แล้วหาของมาขายให้ตรงจุด
พออายุ 19 ปี ระหว่างเรียนปี 1 เธอเปิดธุรกิจจริงจังตัวแรกเป็นศูนย์ติว IELTS โดยเริ่มจากเงินทุนเพียง 250,000 ดอง ร่วมกับเพื่อนที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ธุรกิจนี้โตเร็วจนกลายเป็นจุดหักเหของชีวิต
เมื่อศูนย์ติวเริ่มไปได้ดี ลินห์ก็เจอทางแยกที่ต้องเลือก เพราะธุรกิจมันโตเร็วกว่าที่ห้องเรียนจะตามทัน สุดท้ายเธอเลือกธุรกิจ และไม่กลับไปเรียนอีกเลย
หลายคนคงคาดว่าคนเรียนไม่จบจะต้องมีสักวันที่นั่งเสียดาย แต่ลินห์ยืนยันว่าไม่ เธอเคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า ถึงวันนี้เธอก็ยังไม่เคยเสียดายการตัดสินใจของตัวเอง เพราะมันไม่เคยเป็นการเลือกที่ผิดจังหวะ
จุดยืนของเธอไม่ใช่การด่าระบบการศึกษา เธอยังบอกคนรุ่นน้องเสมอว่าถ้าเรียนได้ให้ตั้งใจเรียน ถ้าจะทำงานเสริมก็ให้ทำสิ่งที่รัก แต่อย่าให้กระทบการเรียน สิ่งที่เธอทำคือรู้จักตัวเองมากพอจะรู้ว่า สำหรับเธอ จังหวะมันมาถึงแล้ว
และการตัดสินใจครั้งนั้นก็พิสูจน์ว่าไม่ผิด เพราะเส้นทางหลังออกจากห้องเรียนพาเธอมาไกลเกินคาด ทุกวันนี้ลินห์ถือธุรกิจหลายสายที่กระจายความเสี่ยงไว้อย่างดี ทั้งเชนร้านอาหารไทย Koh Yam ราว 12 สาขา... แฟรนไชส์ร้านกาแฟ Cộng อีก 4 สาขา ธุรกิจ Airbnb และโฮมสเตย์ ไปจนถึงพอร์ตอสังหาของตัวเอง
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ อะไรคือวิธีคิดเบื้องหลังที่พาเด็กขายกระเป๋าหน้าโรงเรียน มาถึงจุดนี้ได้
นักธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มจากการมองหาช่องว่างในตลาด แล้วสร้างสินค้ามาเติม แต่ลินห์เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองหมกมุ่นก่อน
กลุ่ม Facebook ที่เธอปั้นชื่อ Nghiện Nhà (เงียน หญ่า) แปลตรงตัวว่าติดบ้าน เป็นพื้นที่ให้คนที่คลั่งไคล้การแต่งบ้านมาแชร์กัน เธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ติดเรื่องนี้งอมแงม จึงเข้าใจหัวอกสมาชิกตั้งแต่ต้น ผลคือกลุ่มโตทะลุ 2.5 ล้านสมาชิก กลายเป็นคอมมูนิตี้แต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของเวียดนาม
ในรายการพอดแคสต์ เธอสรุปวิธีคิดของตัวเองด้วยการเล่นคำเวียดนามว่า เปลี่ยนความติด (nghiện) ให้กลายเป็นอาชีพ (nghiệp) ความหลงใหลที่คนอื่นมองว่าเสียเวลา เธอมองว่าเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของธุรกิจ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เราเข้าใจลูกค้าได้ลึกกว่าใคร ในเมื่อเราก็เป็นลูกค้าคนนั้นเองเช่นกัน
นี่คือจุดที่ขัดแย้งกันในตัวเธอแบบน่าสนใจที่สุด
ด้านหนึ่ง เธอกล้าตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่ด้วยเหตุผลทางอารมณ์ล้วน ๆ มีดีลหนึ่งที่เธอมีเงินเก็บแค่ 3 พันล้านดอง (ราว 3 ล้านบาท) แต่กล้าวางมัดจำซื้อที่ดินราคา 1.3 หมื่นล้านดอง (ราว 16 ล้านบาท) แล้ววิ่งหาทุนจากเพื่อนอยู่ 6 เดือนจนปิดดีลได้ทัน แรงผลักไม่ใช่ตัวเลขผลตอบแทน แต่คือความอยากมีบ้านหลังใหญ่ให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า เธอเคยบอกว่าการลงทุนที่ได้ผลทุกครั้งของเธอ มาจากความรักครอบครัวและความกตัญญูต่อพ่อแม่ สามปีต่อมาที่ดินผืนนั้นขึ้นราคาเท่าตัว และตึก 8 ชั้นบนที่ดินทำค่าเช่าให้เดือนละ 50 ล้านดอง หรือประมาณ 60,000 กว่าบาท
แต่อีกด้านหนึ่ง พอเป็นเรื่องการลงทุนทำธุรกิจ เธอกลับคิดเลขโหดมาก กฎเหล็กข้อหนึ่งของเธอเรื่องการทำ Airbnb คือ ถ้าคืนทุนไม่ได้ภายใน 1 ปี เธอไม่ทำ เธอเตือนนักลงทุนว่าอย่าทุ่มเงินแต่งห้องให้สวยเกินจำเป็น เพราะยิ่งแต่งแพง ยิ่งคืนทุนช้า และย้ำว่าลงเงินไป 10 บาท ต้องคำนวณก่อนว่าจะได้กลับมากี่บาท
หัวใจกับเครื่องคิดเลขที่ทำงานพร้อมกัน คือสิ่งที่ทำให้เธอกล้าในจังหวะที่ควรกล้า และระวังในจังหวะที่ควรระวัง
ทั้งที่คนเรียกเธอว่าสาวพันล้าน แต่ลินห์ไม่เคยรับฉายานี้ เธอเคยพูดตรง ๆ ว่าไม่คิดว่าตัวเองเป็นสาวพันล้าน และยอมรับด้วยซ้ำว่าไม่เคยนั่งคำนวณว่าตอนนี้ตัวเองมีเงินอยู่เท่าไหร่
ฟังดูเหมือนถ่อมตัว แต่จริง ๆ มันคือวิธีวัดความสำเร็จที่ต่างออกไป คนที่วัดตัวเองด้วยยอดเงินในบัญชีจะคอยนับเงินอยู่ตลอด ส่วนคนที่วัดด้วยสิ่งที่สร้างขึ้นมา จะจำได้แค่ว่าทำอะไรไปบ้าง ไม่ใช่เก็บได้เท่าไหร่ การไม่เอาเงินมาเป็นกระดานคะแนน ทำให้เธอกล้าทำในหลาย ๆ สิ่งที่อาจไม่คุ้ม
วิธีคิดเรื่องการขายของเธอก็สวนทางสามัญสำนึก
ที่ร้าน Koh Yam เธอจงใจตั้งราคาเมนูซิกเนเจอร์บางจานแบบแทบไม่บวกกำไร ไม่ใช่เพราะคิดราคาพลาด แต่เพราะตั้งใจใช้มันเป็นแม่เหล็กดึงลูกค้าเข้าร้าน แล้วไปทำกำไรจากเมนูอื่นแทน ส่วนเรื่องการตลาด เธอเชื่อในพลังของการบอกปากต่อปาก ที่เธอเรียกว่าการตลาดต้นทุนศูนย์ มากกว่าการทุ่มเงินซื้อโฆษณา
วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้มาฟรี ๆ มันคือบทเรียนราคาแพงจากตอนที่ธุรกิจของหวาน Koh Samui เคยดังเป็นกระแสทั่วฮานอย ขยายเร็วถึง 7 สาขา แล้วก็ต้องปิดตัวเมื่อกระแสจางลง ทุนที่จมไปครั้งนั้นสอนเธอว่ากระแสสร้างยอดขายได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดจริงคือของที่ดีและการตลาดที่แข็งแรง
ถ้ามองเผิน ๆ แนวคิดทั้งสี่ข้อของลินห์ดูกระจัดกระจาย ทั้งเรื่องความหลงใหล อารมณ์ ตัวเลข และการยอมขาดทุนเป็นกลยุทธ์ แต่จริง ๆ มันมีเจุดร่วมกันอยู่ คือการปฏิเสธที่จะเดินตามสูตรสำเร็จแบบที่ใคร ๆ เขาทำกัน
เธอไม่เริ่มจากช่องว่างตลาด แต่เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองอิน เธอไม่ลงทุนด้วยสเปรดชีตอย่างเดียว แต่ก็ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปจนลืมคิดเลข เธอไม่วัดความสำเร็จด้วยเงิน และไม่กลัวที่จะขายขาดทุนถ้ามันพาคนเข้ามาสู่ธุรกิจของเธอ ชุดความคิดที่ผสมกันแบบนี้เองที่ทำให้สิ่งที่เธอสร้างลอกตามได้ยาก เพราะคู่แข่งอาจเลียนแบบเมนู เลียนแบบคอนเซ็ปต์กลุ่ม หรือแม้แต่ตั้งราคาตามได้ แต่สิ่งที่เลียนแบบไม่ได้คือวิธีมองโลกของคนที่กล้าคิดต่างตั้งแต่ต้น
หมายเหตุ ข้อมูลในบทความนี้มีต้นทางจากสื่อเวียดนามเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสื่อภาษาอังกฤษที่รายงานเจาะลึกตัวเหงียน ฮา ลินห์ โดยตรง แหล่งอังกฤษที่อ้างอิงได้คือโปรไฟล์ทางการของเธอเอง เนื้อหาบางส่วนผ่านการแปลจากภาษาเวียดนาม หากมีจุดใดคลาดเคลื่อนเรื่องภาษาหรือการถอดความ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
อ้างอิง: vn.linkedin, vietcetera, cafebiz.vn, vietnamfinance.vn, hoilhpn.org.vn, infonet.vietnamnet.vn
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด