ทำไมคนรุ่นใหม่ IQ ลดลง? สรุปผลวิจัยปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับที่คนทำคอนเทนต์ต้องรู้

เมื่อร้อยกว่าปีก่อน มนุษย์เริ่มคิดค้น แบบทดสอบวัดระดับสติปัญญา หรือ IQ Test ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส (เรียกว่า Binet IQ Test) และไม่นานก็ถูกนำไปใช้ต่อในสหรัฐอเมริกา ทั้งกับเด็กนักเรียน หมอ ไปจนถึงผู้อพยพที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ช่วงปี 1930 เป็นต้นมา คะแนน IQ ของมนุษย์กลับค่อย ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ทำคะแนนได้ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่เสมอ เฉลี่ยแล้วค่าสติปัญญาของคนเราเพิ่มขึ้นราว 3 คะแนนในทุก 10 ปี ไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการทดสอบไปแบบไหนก็ตาม

การเพิ่มขึ้นทีละนิดนี้พอสะสมผ่านไปหลายรุ่น มันส่งผลก้าวกระโดดจน เพราะนั่นหมายความว่าบรรพบุรุษรุ่นทวดของเราที่เคยได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในยุคนั้น พอเอามาวัดมาตรฐานในยุคนี้ อาจกลายเป็นแค่คนฉลาดปานกลางเท่านั้นเอง

แนวโน้มที่คนรุ่นหลังฉลาดกว่าคนรุ่นก่อน ถูกตั้งชื่อว่า ปรากฏการณ์ฟลินน์ (Flynn Effect) ตามชื่อของ James Flynn นักการศึกษาที่ค้นพบและตีพิมพ์เรื่องนี้ในปี 1984

ทำไมคนเราถึงฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ

นักวิจัยตั้งสมมติฐานไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโภชนาการและอาหารการกินที่ดีขึ้น, การที่คนเรามีลูกน้อยลงทำให้ดูแลได้ทั่วถึง, เด็ก ๆ ได้เข้าโรงเรียนเร็วขึ้น, สภาพแวดล้อมรอบตัวมีความซับซ้อนกระตุ้นสมองมากขึ้น ไปจนถึงเรื่องพันธุกรรม (แต่ยีนก็น่าจะมีส่วนน้อยที่สุด เพราะยีนมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนกันง่าย ๆ ในเวลาแค่ไม่กี่รุ่นคน)

ในยุคนั้น การที่ IQ เพิ่มขึ้นถูกมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมาก เพราะคนที่ IQ สูงมักจะเรียนหนังสือได้ดีกว่า ทำงานดีกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่ยาวนานและสุขภาพดีกว่า ทุกคนจึงคิดว่ามนุษย์เราจะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ไปตลอด แม้ความเร็วอาจจะชะลอลงบ้างก็ตาม

แต่แล้ว... มนุษย์ก็เริ่มฉลาดน้อยลง

หรืออย่างน้อยที่สุด คะแนนจากแบบทดสอบ IQ ของคนรุ่นใหม่ก็เริ่มลดลงอย่างน่าประหลาดใจ

ในยุโรป หลายประเทศเริ่มรายงานว่าคะแนนทดสอบมาตรฐานของคนในประเทศเริ่มดิ่งลง และเพื่อหาคำตอบว่าเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาด้วยหรือไม่ Elizabeth Dworak นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ จึงนำเรื่องนี้มาทำเป็นงานวิจัยปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น

เธอและทีมงานได้นำข้อมูลผลการทดสอบสมองของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเกือบ 400,000 คน (อายุตั้งแต่ 18 ถึง 90 ปี) ที่เก็บรวบรวมไว้ระหว่างปี 2006 ถึง 2018 จากโครงการวิจัยออนไลน์ขนาดใหญ่ชื่อ SAPA (Synthetic Aperture Personality Assessment) มานั่งวิเคราะห์อย่างละเอียด

โดยแบบทดสอบที่ใช้คือ ICAR (International Cognitive Ability Resource) ซึ่งเป็นชุดคำถามวัดความสามารถทางสติปัญญามาตรฐานสากล

ความพิเศษของงานวิจัยนี้คือ พวกเขาไม่ได้ดูแค่คะแนนรวมว่าได้เท่าไรแล้วตัดสินเลย แต่แยกแยะสมองออกเป็น 4 ทักษะหลัก เพื่อดูว่ามนุษย์เราเก่งขึ้นหรือแย่ลงในด้านไหนบ้าง ได้แก่

  1. การคิดเชิงนามธรรมและการแก้ปัญหา (Matrix Reasoning): ทักษะการมองหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ ความสัมพันธ์ของรูปทรง หรือการแก้ปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน
  2. การคิดเชิงตรรกะแบบเป็นลำดับ (Letter and Number Series): ความสามารถในการมองหาความสัมพันธ์ของชุดตัวเลขหรือตัวอักษรเรียงต่อกัน
  3. ความสามารถทางภาษา (Verbal Reasoning): ความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ คลังคำในหัว และความรู้ทั่วไป
  4. การมองภาพ 3 มิติในความคิด (3D Rotation): ความสามารถในการจินตนาการและหมุนวัตถุในหัวว่าถ้าหมุนไปอีกด้าน หน้าตาจะเป็นอย่างไร

ผลการศึกษาตลอด 13 ปีทำเอาทุกคนตะลึง เพราะมันยืนยันตรงกันว่ากำลังเกิดปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ (Reverse Flynn Effect) หรือก็คือคนเรากำลังทำคะแนนได้ลดลงเรื่อย ๆ นั่นเอง

แม้แต่ตัว Elizabeth Dworak เองยังไม่อยากเชื่อสายตา

"ฉันใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ๆ ย้อนกลับไปเช็กโค้ดที่เขียนคำนวณทั้งหมด" เธอเปิดเผยกับนิตยสาร New York "ฉันคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรผิดสักอย่างแน่ ๆ และคงต้องเลื่อนวันส่งงานวิจัยออกไป แต่พอเอาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาดู เขากลับบอกว่า เปล่าเลย คุณคิดเลขถูกแล้ว"

แย่ลงบางเรื่อง... แต่บางทักษะกลับพุ่งสูงขึ้น

เมื่อเจาะลึกไปในแต่ละทักษะ ทีมวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจมาก คือ ทักษะทางภาษา ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนแทบนับว่าไม่ลดลง

ส่วนทักษะการมองภาพ 3 มิติ กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง คะแนนการหมุนภาพวัตถุ 3 มิติในหัวของคนรุ่นใหม่กลับ เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน (ซึ่งนักวิจัยตั้งข้อสงสัยว่า การเล่นวิดีโอเกมของคนยุคนี้อาจเป็นตัวช่วยฝึกสมองด้านนี้โดยไม่รู้ตัว) ทักษะภาพ 3 มิตินี้เพิ่มขึ้นในคนเกือบทุกช่วงวัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้การคิดเชิงตรรกะบางอย่างของเราจะช้าลง แต่สมองด้านการจินตนาการพื้นที่และรูปทรงกลับทำงานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ แบบทดสอบมาตรฐานอื่น ๆ ในสหรัฐฯ อย่าง ACT และ SAT (ซึ่งเป็นข้อสอบวัดความรู้เพื่อใช้ยื่นเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย คล้าย ๆ กับข้อสอบสอบเข้ามหาวิทยาลัยในบ้านเรา) ก็มีคะแนนเฉลี่ยของเด็กนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน

แล้วอะไรคือตัวการที่ทำให้เราฉลาดน้อยลง?

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มคะแนนที่ลดลงนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ AI (อย่าง ChatGPT) จะฮิต และเกิดขึ้นก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เสียอีก ดังนั้นเราจึงไม่สามารถโยนความผิดให้ AI ว่าทำให้คนเกียจคร้าน หรือโทษการล็อกดาวน์และโรคระบาดได้เลย

แต่ช่วงปลายทศวรรษ 2000 เป็นช่วงเวลาที่ สมาร์ตโฟน เริ่มระบาดและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์... หรือสมาร์ตโฟนจะเป็นตัวการจริง?

James Marriott คอลัมนิสต์จากสื่อใหญ่อย่าง Times of London เชื่อแบบนั้น เขามองว่าการเปลี่ยนจากการอ่านหนังสือเล่ม มาเป็นการอ่านผ่านหน้าจอสมาตโฟน คือสาเหตุที่ทำให้สติปัญญาของมนุษย์ถดถอย

"การอ่านสิ่งพิมพ์หรือหนังสือ มันบังคับให้เราต้องคิดและเรียบเรียงเหตุผลอย่างเป็นระบบ" Marriott กล่าวในพอดแคสต์ UnHerd "หัวใจสำคัญของหนังสือคือ ถ้าคุณจะเสนอมุมมองอะไรลงไป คุณต้องอธิบายให้มันสมเหตุสมผล คุณไม่สามารถแค่พูดอ้างขึ้นมาลอย ๆ สั้น ๆ เหมือนใน TikTok หรือ YouTube ได้... งานเขียนยุคเก่าจึงช่วยฝึกวิธีคิดและการประมวลผลโลกที่เป็นตรรกะ มีเหตุมีผล ได้รับข้อมูลที่ลึกซึ้ง และท้าทายสมองมากกว่า"

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ Dworak ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ 100% ว่าอะไรคือสาเหตุหลัก เพราะเป็นการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบคนต่างกลุ่มกันในช่วงเวลาที่ต่างกันไม่ได้เป็นการติดตามผลจากคน ๆ เดิมตั้งแต่เด็กจนโต จึงบอกได้เพียงว่าเกิดอะไรขึ้นกับภาพรวมของประชากร แต่ยังฟันธงสาเหตุเบื้องหลังไม่ได้

ถึงอย่างนั้น ข้อค้นพบนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า การทำงานของสมองมนุษย์ในปัจจุบันมีความซับซ้อน ทักษะบางอย่างของเราอ่อนแอลง ในขณะที่บางอย่างกลับแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่สมองของมนุษย์เราต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกวัน

อ้างอิง: sciencealert

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำไมบางคน ‘ยิ่งคุย ยิ่งเครียด’ รู้จัก Emotionally Draining Friendship เมื่อเพื่อนร่วมงานกลายเป็น ‘ภาระทางอารมณ์’

Amy Gallo นักเขียนของ Harvard Business Review เรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า emotionally draining friendship หรือมิตรภาพที่ดูดพลังชีวิตไปทีละนิด จนกลายเป็นภาระทางอารมณ์...

Responsive image

รู้จัก ‘False Alignment’ ภาวะที่ทุกคนคิดว่าเห็นตรงกัน กับดักที่ทำให้องค์กรไปไม่ถึงเป้าหมาย

งานวิจัย BCG พบว่ากว่า 70% ขององค์กรเปลี่ยนผ่านไม่สำเร็จ ต้นตออยู่ที่ทีมผู้บริหารที่ทำตัวเหมือนเห็นตรงกันทั้งที่ไม่เคยตกลงกันจริง บทความ HBR อธิบายสามสาเหตุของภาพลวงนี้ พร้อมห้าขั้...

Responsive image

ถอดโมเดลจุฬาฯ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น Sandbox เปิดพื้นที่ให้นิสิตสร้าง Startup

ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่แค่สถานที่เรียนจบเพื่อเอาใบปริญญา แต่กำลังกลายเป็นสนามซ้อมให้ได้ลองทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่...