
Paul Polman อดีตซีอีโอของ Unilever และผู้เขียนหนังสือ Net Positive ได้ขึ้นกล่าว Speech พิเศษในงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง โดยส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้นำองค์กรและสถาบันการเงินทั่วโลกว่า เรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดของประวัติศาสตร์ที่กฎเกณฑ์เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป
Techsauce ที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ที่ฮ่องกงด้วย จึงไม่พลาดเก็บประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าต่อให้ฟังดังนี้
Polman เปิดประเด็นด้วยการฉายภาพโลกปัจจุบันที่กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ซึ่งเกิดจากการปะทะกันของ 3 แรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่
1. การพังทลายของเสถียรภาพทางธรรมชาติ
2. ระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
3. การเปลี่ยนแปลงรากฐานเทคโนโลยี
เมื่อสามสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันคือจุดเปลี่ยนที่รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตครั้งไหน

เราสร้างระบบเศรษฐกิจบนสมมติฐานว่า พลังงานราคาถูกจะอยู่ตลอดไป ห่วงโซ่อุปทานจะไม่สะดุด และธรรมชาติจะคงเดิม แต่วันนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว
Polman ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจยุคเก่าที่เชื่อว่าการเติบโตมาจากการกอบโกยทรัพยากร แต่ความจริงแล้ว การเติบโตที่เราเห็นในอดีตเป็นเพียงผลตอบแทนที่ได้จากความเสถียรของธรรมชาติ
ซึ่งตอนนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว แนวทางแก้ไขคือต้องเปลี่ยนไปสู่ Net Positive หมายถึงการทำธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ลดผลกระทบเชิงลบ แต่ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศและสังคม เพราะในโลกที่ทรัพยากรจำกัด เพราะบริษัทจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากระบบรอบข้างล้มเหลว
เอเชียไม่ใช่ผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังเป็นผู้กำหนดจังหวะ นี่คือโอกาสของผู้นำเอเชียในการครอบครองโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และระบบกริด
ในขณะที่โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายทางการเมืองและนโยบายที่อาจชะลอตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม Polman มองว่า เอเชีย จะเป็นภูมิภาคที่มีความพร้อมที่สุดในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านพลังงานสะอาด
หากย้อนกลับไปดูสถิติปี 2024 และ 2025 จีนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่าประเทศที่เหลือในโลกรวมกัน อีกทั้ง การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกเกือบครึ่งเกิดขึ้นในจีนด้วย
ก่อนหน้านี้ Elon Musk ก็เคยให้ข้อมูลว่า จีนคือผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีกำลังการผลิตและติดตั้งมากกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า แถมจีนก้าวหน้าในเรื่องการขยายการผลิตไฟฟ้ามหาศาล ทั้งนิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์
โดยจีนผลิตโซลาร์เซลล์ได้ 1,500 กิกะวัตต์ต่อปี สหรัฐฯ ใช้ไฟเฉลี่ย 500 กิกะวัตต์ หมายความว่าจีนผลิตโซลาร์ได้มากกว่าที่อเมริกาใช้ทั้งประเทศไปแล้ว นี่จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเอเชีย และจีนจึงอาจกลายเป็นศูนย์กลางทางพลังงานใหม่ในไม่ช้า

Polman พยายามส่งสารถึงกลุ่มสถาบันการเงินว่า ต้องเลิกมองเรื่อง Climate Change และ Nature Loss เป็นเพียงปัจจัยภายนอก แต่ต้องมองเป็นความเสี่ยงหลักในงบดุลได้แล้ว
โดยอธิบายว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนในการป้องกันเสียอีก
อีกทั้ง แม้จะมีเม็ดเงินเตรียมไว้มากกว่า 5-7 ล้านล้านดอลลาร์เตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่ แต่การจัดสรรเงินทุนยังขาดประสิทธิภภาพ เพราะตลาดทุนยังให้ค่ากับผลกำไรระยะสั้นมากกว่าความยั่งยืนระยะยาว
นอกจาก Speech แล้ว ในช่วงถามตอบ Polman ยังได้ขยายความประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะเบื้องหลังของเวทีเศรษฐกิจโลก และการบริหารจัดการความเสี่ยง
เขาเริ่มต้นจากการแชร์บรรยากาศจากงาน World Economic Forum ครั้งล่าสุดว่า แม้ธีมงานจะดูสวยหรู แต่ในห้องประชุมหลักกลับถูกยึดครองด้วยกระแส AI และการเมือง จนประเด็นเรื่องความยั่งยืนแทบจะเลือนหายไป
สิ่งที่น่ากังวลคือ วงสนทนาเรื่อง AI มุ่งเน้นแต่เรื่อง Data Center หรือข้อจำกัดด้านชิป แต่กลับละเลยต้นทุนแฝทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
Polman ชี้ว่า AI กำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำและพลังงานไปอย่างมหาศาล อีกทั้งตำแหน่งงานกว่า 670 ล้านตำแหน่งทั่วโลกกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่เป็นระเบิดเวลาที่สังคมยังไม่ได้เตรียมรับมือ
อย่างไรก็ดี Polman บอกว่า แม้ในการประชุมใหญ่อาจไม่ได้พูดเรื่องนี้มากเท่าที่ควร แต่ในวงสนทนาย่อย ๆ ที่อยู่ภายในงานประชุมดาวอส ผู้นำเริ่มเลิกสร้างภาพในด้านความยั่งยืน และหันมาคุยเรื่องโปรเจกต์ที่จับต้องได้มากขึ้น
โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการแก้ปัญหาโลกร้อนเข้ากับการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เรื่องนี้อาจจะไม่ได้พูดถึงมาก แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่ได้ละทิ้งแม้แต่น้อย
แม้เม็ดเงินลงทุนในโลกจะมีมหาศาล แต่ Polman ชี้ว่ายังมี 3 พื้นที่วิกฤตที่เงินทุนยังไหลไปไม่ถึง ได้แก่
Polman ทิ้งท้ายว่า มนุษย์มักติดกับดักการคิดแบบเส้นตรง คือประเมินว่าปัญหาจะค่อยๆ เกิด แต่ความจริงแล้ววิกฤตธรรมชาติเปลี่ยนแปลงแบบ ก้าวกระโดด
เรามักประเมินต่ำไปว่าเทคโนโลยีจะถูกลงเร็วแค่ไหน และประเมินต่ำไปว่าหายนะจะรุนแรงเร็วเพียงใด
เขามองว่าสถาบันการเงินที่ยังปล่อยกู้ให้ฟอสซิลโดยไม่ดูทิศทางลม อาจพบว่าตัวเองกำลังกอดสินทรัพย์ด้อยค่าในที่สุด เพราะต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย กำลังพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้ากำไรที่เคยได้มา
อ้างอิง : สรุปจากงาน Asian Financial Forum 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด