'วุฒิการศึกษา' อาจไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นเกราะป้องกันและแต้มต่อชิ้นสำคัญ

'วุฒิการศึกษา' อาจไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนรุ่น Gen Z และ Millennials จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ปริญญายังจำเป็นอยู่ไหม? เพราะภาพที่เคยถูกปลูกฝังว่าเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะมีงานดี เงินเดือนดีหรือมีชีวิตมั่นคง ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป  

ซึ่งงานระดับ Entry-level ในองค์กรถูกลดจำนวนลง หลายคนทำงานหนักแต่เงินเดือนโตช้า ขณะที่คนรุ่นใหม่อีกกลุ่มกลับสร้างตัวจากการสร้างธุรกิจส่วนตัว หรือการใช้เอไอสร้างรายได้จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าบางทีการเรียนมหาวิทยาลัยก็อาจไม่ได้การันตีอะไรแล้ว แต่ข้อมูลจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ กลับสะท้อนภาพนี้ต่างออกไปพอสมควร

คนจบมหาวิทยาลัยยังเป็นบุคคลที่ว่างงานน้อยที่สุด

ถ้ากางตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ มาดู จะเห็นภาพชัดเลยว่าในบรรดาคนทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มคนที่ถือใบปริญญาตรี คือกลุ่มที่เสี่ยงตกงานน้อยที่สุด ซึ่งทิ้งห่างจากคนจบวุฒิอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด 

ในทางกลับกันกลุ่มที่ไม่จบมัธยมปลายยังคงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงว่างงานมากที่สุด โดยอัตราการว่างงานสูงกว่าคนจบมหาวิทยาลัยมากกว่า 2 เท่า ส่วนคนที่มีวุฒิการศึกษาอื่น ๆ มีอัตราว่างงานอยู่ระหว่างตรงกลางของทั้ง 2 ฝั่ง และสิ่งที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว

ย้อนกลับไปในยุคโควิด หรือช่วงก่อนที่ AI และ ChatGPT จะเข้ามาเปลี่ยนตลาดแรงงาน คนที่จบระดับมหาวิทยาลัยยังคงเป็นกลุ่มที่ว่างงานน้อยที่สุด และถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ภาพก็แทบไม่ต่างจากเดิม 

มีผลสำรวจว่าในปี 2006 คนที่ไม่จบมัธยมปลายมีอัตราว่างงานอยู่ที่ 6.9% ขณะที่คนจบมหาวิทยาลัยอยู่ที่ 2.2% ส่วนในช่วงต้นปี 2026 ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 6.4% เทียบกับ 2.8% ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่แทบไม่เปลี่ยนคือ การมีวุฒิปริญญายังถือเป็น 'เกราะป้องกัน' ชั้นดีจากความผันผวนของตลาดแรงงาน 

ปริญญาอาจไม่ใช่ตั๋วทอง แต่ยังเป็น ‘แต้มต่อ’

ในทางปฏิบัติปริญญาอาจยังมีความสำคัญในตลาดแรงงาน แต่ความคาดหวังหรือความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อมันเปลี่ยนไปพอสมควร และในอดีตการเรียนจบมหาวิทยาลัยเคยถูกมองว่าเป็นเส้นทางตรงสู่ชีวิตมั่นคง มีบ้าน มีรถ และมีรายได้ที่ดีที่จะสร้างครอบครัวได้ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับพบว่าตัวเองเรียนจบสูง ทำงานหนัก แต่ยังแบกรับค่าเช่า ค่าครองชีพและหนี้การศึกษา จนแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ

หลายคนเริ่มรู้สึกว่าต่อให้มีงานทำ แต่ชีวิตก็ไม่ได้ก้าวหน้าอย่างที่เคยคิดไว้ 

กระแสนี้สะท้อนออกมาผ่านคลิป TikTok ของ Robbie Scott ชาว Gen Z ที่กลายเป็นไวรัลหลังเขาวิจารณ์คนรุ่น Baby Boomer ว่าไม่เข้าใจปัญหาที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญ เขาพูดถึงความย้อนแย้งของยุคนี้ที่คนรุ่นใหม่ทำทุกอย่างตามสูตรสำเร็จที่สังคมบอก ทั้งเรียนมหาวิทยาลัย ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สุดท้ายกลับยังมีแม้แต่เงินเก็บ 

คำพูดลักษณะนี้กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกร่วมกัน เพราะมันทำให้เห็นว่า การเรียนจบมหาวิทยาลัยหรือเรียนสูง ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตสบายหรือมั่นคงเหมือนแบบในอดีตเสมอไป

AI ทำให้คนรุ่นใหม่กังวลหนัก

อีกปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มั่นใจ คือกระแส AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว

ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีหลายรายเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่ AI จะเข้ามาแทนงานออฟฟิศ ขณะที่งานสาย Blue Collar อาจเป็นที่ต้องการมากขึ้น จากการขยายตัวของ Data Center และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI 

ภาพเหล่านี้ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามว่า ถ้างานสาย Corporate ไม่มั่นคงอีกต่อไป ปริญญาจะยังสำคัญแค่ไหน

แต่ในโลกความจริงองค์กรก็ยังเลือกคนมีปริญญาอยู่ดี ? 

แม้หลายบริษัทใหญ่ เช่น Google, Microsoft และ Apple จะประกาศลดข้อกำหนดเรื่องวุฒิการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีวุฒิปริญญา แต่ในทางปฏิบัติเรื่องนี้อาจยังเปลี่ยนไม่ได้จริงทั้งหมด

Steve Preston ซีอีโอของ Goodwill Industries International เคยให้ความเห็นว่าแม้ผู้บริหารระดับบนจะผลักดันแนวคิดนี้ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการคัดเลือก HR จำนวนมากก็ยังคงให้ความสำคัญกับปริญญาเหมือนเดิมอยู่ดี

ไม่เพียงแต่โอกาสได้งานที่มากกว่า แต่ช่องว่างด้านรายได้ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลพบว่าคนจบปริญญาตรีมีรายได้ต่อสัปดาห์สูงกว่าคนจบ ม.ปลาย ถึง 66% และหากพิจารณาในกลุ่มงานรายได้สูงระดับท็อป โดยเฉพาะตำแหน่งที่ให้ค่าตอบแทนเกิน 200,000 ดอลลาร์ต่อปี จะพบว่าส่วนใหญ่ยังคงกำหนดวุฒิการศึกษาระดับสูงเป็นเกณฑ์พื้นฐาน แม้ปริญญาอาจไม่ได้การันตีความสำเร็จหรือความร่ำรวยเหมือนที่หลายคนเคยเชื่อในอดีต แต่สิ่งนี้ก็ยังช่วยเพิ่มโอกาสทั้งในเรื่องงาน รายได้และความมั่นคงในการทำงานได้อยู่ 

ทำไมคนเริ่มตั้งคำถามกับปริญญา 

คนรุ่นก่อนอาจมองว่าปริญญาเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้มีงานมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ไม่ยากนัก แต่คนรุ่นใหม่กำลังอยู่ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าเดิมมาก

ปริญญาอาจไม่ได้การันตีชีวิตสบายเหมือนในอดีตแล้ว แต่จากข้อมูลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มันก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงในการตกงาน และเพิ่มโอกาสในการมีรายได้สูงขึ้นได้อยู่ดี

อ้างอิง: fortune

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก Capybara Mode แนวคิดการทำงานที่โฟกัสหน้าที่ของตัวเอง ไม่ขอเป็นเดอะแบกให้ใคร

Capybara Mode คือการทำงานแบบ ‘ชิว แต่ไม่ชุ่ย’ ซึ่งเรายังคงทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่และดีที่สุดเหมือนเดิม และพร้อมยื่นมือช่วยคนอื่นถ้าเรายังไหว แต่จะไม่ก้มหน้ารับทุกงานที่โดนโยนม...

Responsive image

MIT เปิดลิสต์หนังสือน่าอ่านของปี 2026 รวม 43 เล่มจากปลายปากกาอาจารย์และบุคลากร MIT

MIT เปิดลิสต์หนังสือน่าอ่านรับซัมเมอร์ 2026 รวม 43 เล่มจากอาจารย์และบุคลากร MIT ที่ตีพิมพ์ช่วงกรกฎาคม 2025 ถึงมิถุนายน 2026 ครอบคลุมนิยาย บทกวี วิทยาศาสตร์ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจ ...

Responsive image

รู้จัก ‘Disciplined Entrepreneurship’ Framework จาก MIT ที่กำลังเปลี่ยนวิธีสร้าง Startup ในยุค AI

รู้จัก Disciplined Entrepreneurship Framework จาก MIT แนวทางสร้าง Startup อย่างเป็นระบบผ่าน 24 ขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าใจลูกค้า เลือกตลาด ไปจนถึงการใช้ AI Platform อย่าง Orbit Jetpac...