สิงคโปร์ติดมือถือจนไม่อ่านหนังสือ รัฐบาลจ่ายเงินให้ ‘อ่านวันละ 15 นาที’ อ่านครบ 50 วัน แลกเงินได้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์

รัฐบาลสิงคโปร์กำลังทดลองตอบโจทย์ที่หลายประเทศพยายามแก้ไม่ตก นั่นคือจะทำอย่างไรให้คนวางมือถือลงแล้วหันมาอ่านหนังสือ คำตอบที่เลือกใช้ตรงไปตรงมากว่าที่คิด คือจ่ายเงินให้

หน่วยงานหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (National Library Board หรือ NLB) เพิ่งเปิดตัว ReadSG ขบวนการส่งเสริมการอ่านระดับชาติที่วางแผนเดินหน้ายาว 5 ปี หัวใจของมันคือการเปลี่ยนเวลาอ่านหนังสือให้กลายเป็นเหรียญเสมือน (Virtual Coins) ที่แลกเป็นเงินสดได้ โดยตั้งเป้าดึงผู้เข้าร่วม 150,000 คนภายในเดือนกันยายน 2027

เก็บเหรียญจากการอ่าน 15 นาที แล้วแลกเป็นเงินจริง

กลไกของ ReadSG อยู่บน CrowdTaskSG แพลตฟอร์มรับงานจากภาครัฐที่ดูแลโดยหน่วยงานเทคโนโลยีรัฐบาลสิงคโปร์ (Government Technology Agency หรือ GovTech) ผู้ใช้บันทึกเวลาอ่านครั้งละอย่างน้อย 15 นาทีเพื่อรับ 20 เหรียญเสมือน บันทึกได้วันละครั้งเท่านั้น และต้องสะสมให้ครบ 1,000 เหรียญจึงจะแลกเป็นเงินได้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 26 บาท)

แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือต้องอ่านครบ 50 วันเพื่อแลกเงินหนึ่งดอลลาร์ ซึ่งไม่มีใครรวยขึ้นจากโครงการนี้แน่นอน นอกจากเงินที่เข้ากระเป๋าตัวเอง ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งชื่อ Read for Good ที่เปลี่ยนเวลาอ่านของทุกคนเป็นยอดบริจาค หากผู้เข้าร่วมอ่านรวมกันครบ 7.5 ล้านนาที จะปลดล็อกเงินบริจาคสูงสุด 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ให้องค์กรอย่าง kidsREAD, MINDS และ Preschool Market โดยตั้งเป้าช่วยเหลือผู้คนราว 10,000 คน

ตัวแพลตฟอร์มยังใส่กลไกแบบเกมเข้ามาเต็มรูปแบบ ทั้งการตั้งเป้าหมายส่วนตัว การนับวันอ่านต่อเนื่องและแต้มประสบการณ์ที่ไต่ระดับไปเรื่อย ๆ Melissa Tam ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NLB อธิบายว่าการอ่านแบบยาว 'ช่วยฝึกสมาธิ การคิดเชิงวิพากษ์ และจินตนาการ' และเป้าหมายวันละ 15 นาทีถูกตั้งไว้ให้เล็กพอที่คนทั่วไปจะทำต่อเนื่องได้จริง

ตัวเลขเบื้องหลัง คนสิงคโปร์อ่านเยอะ แต่ไม่ค่อยอ่านหนังสือ

ข้อมูลจากผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านระดับชาติปี 2024 ของ NLB ชี้ว่าผู้ใหญ่ชาวสิงคโปร์ 89% อ่านอะไรสักอย่างมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 80% ในปี 2016 แต่เมื่อเจาะเฉพาะการอ่านหนังสือเป็นเล่ม ตัวเลขเหลือเพียง 28% ต่อสัปดาห์ ขณะที่ 76% อ่านข่าว และ 65% อ่านบทความบนโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์

อีกสัญญาณที่รัฐบาลกังวลคือความรู้สึกต่อการอ่านที่จืดลง ผลสำรวจความก้าวหน้าด้านการรู้หนังสือระหว่างประเทศ (Progress in International Reading Literacy Study หรือ PIRLS) พบว่าสัดส่วนนักเรียนและผู้ปกครองที่บอกว่า 'ชอบอ่านหนังสือมาก' ลดจาก 60% ในปี 2011 เหลือราว 50% ในปี 2021 ภาพรวมจึงไม่ใช่คนอ่านน้อยลง แต่เป็นการอ่านที่ถูกแทนที่ด้วยคอนเทนต์สั้นที่กวาดสายตาผ่านได้เร็ว

ทำไมเงินก้อนจิ๋วถึงอาจได้ผล

ผลตอบแทนที่ดูน้อยจนแทบไม่มีความหมายไม่ได้แปลว่าโครงการจะล้มเหลว Ivo Vlaev ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioural Science) จาก Warwick Business School อธิบายว่าหนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจของพฤติกรรมศาสตร์คือแรงจูงใจไม่ได้ทำงานตามมูลค่าตัวเงินเสมอไป

Ivo มองว่าเงินหนึ่งดอลลาร์ทุกไม่กี่สัปดาห์ไม่ใช่ค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ลงไป แต่ 'ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นมากกว่าเป็นค่าจ้าง' การกดบันทึกเวลาอ่านแล้วเห็นเหรียญเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ใช้ได้รับสัญญาณทันทีว่าพฤติกรรมของตัวเองถูกรับรู้ สถิติวันอ่านต่อเนื่องยังไม่ขาด และเป้าหมายขยับเข้าใกล้ขึ้น เมื่อลงมือเปิดหนังสือแล้ว ความเพลิดเพลินจากตัวการอ่านเองจะเข้ามารับช่วงต่อ

จุดนี้เองที่ทำให้กลไกแบบเกมอาจสำคัญกว่าตัวเงิน Patrick Taylor ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาของ Behavioural Insights Team หน่วยงานที่ถือกำเนิดจากสำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษและถูกเรียกติดปากว่าหน่วยสะกิดพฤติกรรม มองว่าส่วนที่ 'ฉลาด' กว่าคือการตั้งเป้าหมายวันละ 15 นาทีที่ทำได้จริง ผูกเข้ากับกิจวัตรเดิมอย่างการเดินทางไปทำงานหรือก่อนนอน แล้วเสริมด้วยการนับวันต่อเนื่องและการติดตามความคืบหน้าที่มองเห็นได้ตลอด

อีกเหตุผลสำคัญคือการอ่านเป็นกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว ขณะที่การเลื่อนหน้าจอให้ความสุขทันที โครงสร้างรางวัลของ ReadSG จึงเป็นการยืมจังหวะเดียวกันมาใช้กับหนังสือ

ความเสี่ยงคือวันที่เงินหยุดจ่าย

ฝั่งที่ตั้งคำถามก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน Jonathan Haidt นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ The Anxious Generation ที่พูดถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตของเยาวชน ประเมินว่าเด็กจำนวนไม่น้อยถูกกระตุ้นด้วยเงินได้ดี และ 'เด็กทุกคนตอบสนองต่อรางวัลในระดับหนึ่ง' โครงการแบบนี้จึงน่าจะช่วยตั้งต้นนิสัยการอ่านได้

แต่ Jonathan เตือนว่าผลลัพธ์จะแยกเป็นสองทาง ถ้าผู้เข้าร่วมพบว่าการอ่าน 'สนุกในตัวมันเอง' นิสัยจะอยู่ต่อ แต่กับบางคน รางวัลที่เป็นตัวเงินจะส่งสัญญาณว่าพวกเขาอ่านเพราะรางวัลจากภายนอก (Extrinsic Reward) เท่านั้น และเมื่อเงินหยุด การอ่านก็จะหยุดตาม

Lory Barile รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Warwick เห็นตรงกันว่าคำถามที่น่าสนใจไม่ใช่คนอ่านมากขึ้นหรือไม่ระหว่างที่ยังได้รางวัล แต่คือโครงการนี้ 'ช่วยให้คนสร้างนิสัยการอ่านที่อยู่ต่อได้หลังรางวัลหายไปหรือเปล่า' แม้จะยอมรับว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าการทำพฤติกรรมเดิมซ้ำอย่างสม่ำเสมอช่วยให้มันกลายเป็นอัตโนมัติขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

กลุ่มที่ได้ผลที่สุดคือคนที่อยากอ่านอยู่แล้ว

จุดที่นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันคือโครงการลักษณะนี้มักได้ผลดีที่สุดกับคนที่เคยอ่านแล้วห่างหายไป Katy Milkman ศาสตราจารย์จาก Wharton School มหาวิทยาลัย University of Pennsylvania มองว่าถ้าคนมีแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) อยู่แล้ว แรงกระตุ้นเล็ก ๆ แค่นี้ก็อาจเพียงพอที่จะผลักให้อ่านเพิ่มขึ้นอีกนิด

Ivo เสริมว่าสำหรับคนที่ตั้งใจจะอ่านแต่เริ่มไม่ได้สักที รางวัลเล็กที่ได้รับทันทีช่วยถมช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือได้

ข้อเสนอคือทำให้มันเป็นการทดลองจริง

ในอังกฤษ ระบบรางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงินสำหรับการอ่านและการเรียนรู้มีมานานแล้ว ทั้งใบประกาศสายรุ้งในโรงเรียนประถมและ Summer Reading Challenge ของ The Reading Agency ที่ให้เด็กสะสมเหรียญตราและใบประกาศ Lory ชี้ว่าคุณค่าของระบบเหล่านี้มาจากการได้รับการยอมรับและความรู้สึกว่าทำสำเร็จเป็นหลัก

หากอังกฤษจะทดลองแบบสิงคโปร์บ้าง Lory เสนอให้เทียบรางวัลตัวเงินก้อนเล็กกับรางวัลเชิงสัญลักษณ์อย่างใบประกาศหรือเหรียญตรา ควบคู่ไปกับกลไกแบบเกม การตั้งเป้าหมาย และการป้อนกลับความคืบหน้า ส่วน Patrick ย้ำว่าโครงการแบบนี้ควรเดินในรูปแบบการทดลองเพื่อให้รู้ว่าอะไรได้ผลและได้ผลเพราะอะไร

Jonathan เสนอรูปแบบการทดลองที่ละเอียดกว่านั้น โดยสุ่มแบ่งเด็กออกเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มแรกได้รางวัลเป็นเงินสด กลุ่มที่สองได้เป็นหนังสือที่เลือกเองเพื่อให้เด็กมองว่าหนังสือคือรางวัล ไม่ใช่เงินคือรางวัลของการอ่าน กลุ่มที่สามได้แค่แต้มสำหรับแข่งขันโดยไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มควบคุม (Control Group) ที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากวัดว่าอ่านหนังสือไปกี่เล่ม

คำถามที่ยังค้างอยู่คือรัฐควรจ่ายเงินให้กับสิ่งที่คนเคยทำเพื่อความเพลิดเพลินหรือไม่ แต่ Katy มองต่างออกไปว่ารัฐอุดหนุนและถึงขั้นบังคับให้เรียนรู้ในรูปแบบอื่นมาตลอดอยู่แล้ว แล้วทำไมการอ่านจะได้รางวัลบ้างไม่ได้

ตอนนี้ ReadSG เปิดให้ประชาชนสิงคโปร์ลงทะเบียนสะสมเหรียญผ่าน CrowdTaskSG ได้แล้ว และจะเป็นบททดสอบระดับชาติยาว 5 ปีว่าการจ่ายเงินก้อนเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ จะเปลี่ยนคนที่ติดหน้าจอให้กลายเป็นคนอ่านหนังสือได้จริงหรือไม่

ที่มา: The Guardian, CNN, AsiaOne

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำไมบางคน ‘ยิ่งคุย ยิ่งเครียด’ รู้จัก Emotionally Draining Friendship เมื่อเพื่อนร่วมงานกลายเป็น ‘ภาระทางอารมณ์’

Amy Gallo นักเขียนของ Harvard Business Review เรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า emotionally draining friendship หรือมิตรภาพที่ดูดพลังชีวิตไปทีละนิด จนกลายเป็นภาระทางอารมณ์...

Responsive image

รู้จัก ‘False Alignment’ ภาวะที่ทุกคนคิดว่าเห็นตรงกัน กับดักที่ทำให้องค์กรไปไม่ถึงเป้าหมาย

งานวิจัย BCG พบว่ากว่า 70% ขององค์กรเปลี่ยนผ่านไม่สำเร็จ ต้นตออยู่ที่ทีมผู้บริหารที่ทำตัวเหมือนเห็นตรงกันทั้งที่ไม่เคยตกลงกันจริง บทความ HBR อธิบายสามสาเหตุของภาพลวงนี้ พร้อมห้าขั้...

Responsive image

ถอดโมเดลจุฬาฯ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น Sandbox เปิดพื้นที่ให้นิสิตสร้าง Startup

ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่แค่สถานที่เรียนจบเพื่อเอาใบปริญญา แต่กำลังกลายเป็นสนามซ้อมให้ได้ลองทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่...