สรุปหน้าตา Layoff ไตรมาสแรก ชี้ AI เริ่มลงสนามแย่งงานเอง ทำสายเทคฯ ปลิว 52,000 ตำแหน่ง

Layoff 2026 Q1

เรามักจะได้ยินคำว่า ‘AI จะไม่แย่งงาน แต่คนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะแย่งงาน’ แต่จากข้อมูลล่าสุดในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าประโยคนี้อาจจะต้องถูกนำมาทบทวนใหม่ เพราะในความจริง AI เองกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการลดขนาดองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ‘คนสายเทค’ และพนักงานออฟฟิศ 

รายงานตัวเลขการเลิกจ้างล่าสุดจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas Inc. ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ยังฉายภาพให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เมื่อบริษัทต่างๆ เริ่มโยกย้ายเม็ดเงินจากการจ้าง ‘คน’ ไปสู่การลงทุนใน AI 

หน้าตาของการเลย์ออฟในไตรมาสแรก

หากกางตัวเลขการประกาศเลิกจ้างในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะพบสถิติว่าภาคส่วนเทคโนโลยีคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยสามารถสรุปภาพรวมได้ดังนี้

  • ภาพรวมการเลิกจ้าง: ยอดรวมทุกอุตสาหกรรมพุ่งไปถึง 60,620 ตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ถึง 25%
  • การเลิกจ้างเฉพาะสายเทคฯ: มีการประกาศลดคน 18,720 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมปี 2025
  • ยอดสะสมสายเทคฯ ตลอดไตรมาส 1: ทะลุ 52,000 ตำแหน่ง เป็นไตรมาสแรกของปีที่มีการปลดคนในอุตสาหกรรมนี้มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023
  • สัดส่วนสาเหตุจาก AI: ที่น่าตกใจคือ 25% หรือ 1 ใน 4 ของการประกาศเลิกจ้างทั้งหมดในทุกอุตสาหกรรมมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทหันไปลงทุนด้าน AI

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเป็นผู้นำในการปรับโครงสร้างพนักงานให้มีความลีนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการนำ AI เข้ามาใช้งาน

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ผู้ช่วย แต่คือตัวแปรในการลดต้นทุน

สิ่งที่น่าตกใจจากรายงานฉบับนี้คือ 1 ใน 4 ของการประกาศเลย์ออฟมีสาเหตุหลักมาจาก AI

Andy Challenger ผู้บริหารของ Challenger, Gray & Christmas ให้มุมมองว่า ปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ กำลังทำสงครามโยกย้ายงบประมาณ โดยดึงเงินที่เคยใช้จ้างคนไปทุ่มให้กับการลงทุนด้าน AI 

ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ภาพของการ ‘เข้ามาแทนที่ ชัดเจนมาก โดยเฉพาะในสายงาน Coding ที่ AI รุ่นใหม่ๆ สามารถทำงานได้แล้ว ส่งผลให้ความต้องการแรงงานคนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งยักษ์ใหญ่ระดับท็อปอย่าง Meta Platforms Inc., Oracle Corp. และ Block Inc. ล้วนอยู่ในช่วงการปรับลดจำนวนพนักงาน เพื่อนำทรัพยากรไปเทหน้าตักให้กับ AI ส่วนในอุตสาหกรรมอื่นๆ แม้ AI จะยังไม่สามารถแทนที่คนได้แบบ 100% แต่การเริ่มนำ AI เข้ามาทำงานบางส่วนก็ทำให้หลายตำแหน่งงานหายไปเยอะแล้วเหมือนกัน

สภาพตลาดแรงงานตอนนี้ ไม่รับคนเพิ่ม แต่ก็ไม่ปลดออก

แม้ว่าตัวเลขการเลย์ออฟเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนจะดูน่ากลัว แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวมแบบปีต่อปี กลับพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและดูจะย้อนแย้งในตัวเอง

เพราะภาพรวมตอนนี้คือ การปลดคนน้อยลง โดยยอดประกาศเลิกจ้างในเดือนมีนาคมลดลงถึง 78% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนฝั่ง การรับคนเข้าทำงานก็เริ่มมีสัญญาณบวก แผนการรับพนักงานใหม่ในเดือนมีนาคมพุ่งสูงกว่าเดือนกุมภาพันธ์เกือบ 3 เท่า ซึ่งตรงกับข้อมูลของสถาบันวิจัย ADP ที่ระบุว่ามียอดการจ้างงานเพิ่มเข้ามาอีก 62,000 ตำแหน่ง แต่ถึงตัวเลขรายเดือนจะดูดี แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีก็ยังถือว่าซบเซา เพราะถ้านับรวมยอดการเปิดรับคนทั้งหมด ก็ยังถือว่าน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2025 อยู่ดี

ข้อมูลชุดนี้เลยสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะ ‘Low-hire, low-fire’ คือบริษัทไม่ได้แห่ปลดคน แต่ในขณะเดียวกันก็ระวังการรับพนักงานใหม่มากขึ้น ซึ่งนอกจากปัจจัยเรื่อง AI แล้ว องค์กรต่างๆ ยังอ้างถึงเหตุผลด้านการปิดกิจการ การปรับโครงสร้าง และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมร่วมด้วย

สรุป

ภาพรวมของไตรมาสแรกนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าว่าผลกระทบจาก AI ต่อตลาดแรงงานไม่ใช่เรื่องอนาคตที่ไกลตัว แต่มันคือ ‘เรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้’ ซึ่งเห็นได้จากการโยกย้ายงบประมาณและนโยบายรัดเข็มขัดของหลายๆ องค์กร

การลดคนกว่า 52,000 ตำแหน่งในภาคอุตสาหกรรมเทคฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นความเปลี่ยนแปลง ;ซึ่งตอนนี้องค์กรกำลังเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้ได้มากขึ้นในจำนวนคนที่น้อยลง ภายใต้การประยุกต์ใช้ AI 

สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม White-collar และสาย Tech ทักษะในการปรับตัวและการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบ แต่มันคือสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดในโลกการทำงานยุคถัดไป

อ้างอิง: bloomberg

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สิงคโปร์ออกแผน ‘ช่วยเลี้ยงจนอายุ 17’ รัฐอัดฉีดเงินช่วย 1.8 ล้าน / ลูก 1 คน

สิงคโปร์แก้เกมประชากรลด อัดฉีดสวัสดิการเลี้ยงลูกรวม 2 ล้านบาท เพิ่มวันลา 24 วัน และกดค่า Daycare เหลือสี่พัน เจาะลึกนโยบายดันคนรุ่นใหม่กล้ามีลูก...

Responsive image

รู้จัก HIPPO Effect ภาวะคล้อยตามคนมีอำนาจ จนเผลอมองข้ามข้อมูลและเหตุผล

HiPPO Effect คืออะไร ภาวะที่องค์กรเอนเอียงไปตามคนที่มีอำนาจมากที่สุดแทนที่จะยึดข้อมูลจริง ๆ เป็นหลัก...

Responsive image

ยิ่งคนไทยแข็งแรง ธุรกิจประกันยิ่งไปรอด คณิตศาสตร์ชุดใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวงการประกันสุขภาพ

อัตราส่วนค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันสุขภาพไทยกำลังไต่สู่ 89% ในปี 2026 พร้อมเงินเฟ้อทางการแพทย์ 10.8% ทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนจากการจ่ายค่ารักษา มาเป็นการลงทุนให้คนไม่ป่วย เปิดแนวค...