AI กำลังทำให้งานแรกของเด็กจบใหม่ยากขึ้น เมื่อ 37% ของคนรุ่นใหม่ อยู่ในงานที่เสี่ยงถูกกระทบ สรุปรายงานด้านผลกระทบ AI กับเด็กจบใหม่จาก World Economic Forum

รายงานใหม่จาก World Economic Forum ร่วมกับ PwC เปิดเผยว่า 37% ของแรงงานอายุ 15-24 ปีทั่วโลกทำงานอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อ AI ระดับสูงถึงปานกลาง ตัวเลขที่ชวนคิดกว่านั้นคือ การชะลอตัวของงานระดับเริ่มต้นเกิดขึ้นก่อน ChatGPT เปิดตัวเกือบ 1 ปี 

หมายความว่า ตอนนี้อาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่มานั่งถามกันว่า AI จะทำให้งานหายไปหรือไม่ ? แต่ต้องมานั่งคิดกันแล้วว่า องค์กรและระบบการศึกษา จะออกแบบทางออกให้เด็กจบใหม่ได้ทันหรือไม่

ในช่วงระหว่างงาน Annual Meeting of the New Champions หรือที่รู้จักกันในชื่อ Summer Davos ณ เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน World Economic Forum (WEF) ร่วมกับ PwC เผยแพร่ Insight Report ชื่อ "Artificial Intelligence and the Future of Entry-Level Work" ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรายงานที่ครอบคลุมที่สุดว่าด้วยผลกระทบของ AI ต่อแรงงานรุ่นใหม่ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจแรงงานระดับเริ่มต้นกว่า 9,000 คนใน 48 ประเทศ รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้บริหารองค์กรชั้นนำกว่า 200 ราย

งานระดับเริ่มต้น (entry-level work) หมายถึงตำแหน่งที่ไม่ต้องใช้ประสบการณ์มาก และมักเป็นก้าวแรกของคนทำงานใหม่ในการสะสมทักษะและสร้างเส้นทางอาชีพ รายงานนี้ชี้ว่างานกลุ่มนี้กำลังอยู่ในจุดที่เปราะบางที่สุด

อาชีพของเด็กจบใหม่ กำลังได้รับผลกระทบจาก AI ในระดับสูง

ภาพรวมทั่วโลกสะท้อนชัดว่า แรงงานอายุ 15-24 ปีมากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 37% ทำงานอยู่ในอาชีพที่ได้รับผลกระทบจาก AI ในระดับสูงถึงปานกลาง เมื่อวัดจาก PwC AI Jobs Barometer ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินระดับความเสี่ยงของงานแต่ละประเภทต่อการถูก AI ทำแทน 

ตัวเลขนี้กระจายไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค โดยเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 75% รองลงมาคืออเมริกาเหนือ 69% และยุโรป 63% ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 38.5%

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ การเงินและประกันภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการวิชาชีพ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่งานระดับเริ่มต้นมักเกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลและงานที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ชวนคิดกว่าคือ การศึกษาของ Brynjolfsson และคณะพบว่า งานระดับเริ่มต้นในสาขาที่ AI ส่งผลกระทบสูงใน US ลดลง 16% นับตั้งแต่ปลายปี 2022 แต่รายงาน WEF ชี้ว่าการลดลงของประกาศรับสมัครงานระดับเริ่มต้นเริ่มขึ้นก่อน ChatGPT เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2022 เกือบ 1 ปี นั่นหมายความว่า AI ไม่ใช่ต้นเหตุเพียงอย่างเดียว 

"AI มักเป็นพาดหัวข่าว แต่ความจริงซับซ้อนกว่า เมื่อการจ้างงานชะลอตัว เทคโนโลยีกลายเป็นคำอธิบายที่ง่ายที่สุด ทั้งที่จริงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่างหากที่เป็นแรงขับใหญ่กว่า" ผู้บริหารระดับสูงด้าน HR รายหนึ่งกล่าวกับคณะผู้จัดทำรายงาน

ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบในการปรับตัว

รายงานชี้ชัดว่า AI ไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานที่ทุกคนตั้งต้นจากจุดเดียวกัน แม้ 86% ของนายจ้างทั่วโลกคาดว่า AI จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกกลุ่ม

ช่องว่างด้านอายุเป็นหนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดมากในยุค AI รายงานระบุว่า Baby Boomers (อายุ 57-75 ปี) ถึง 84% ไม่ได้ใช้ AI agents ในการทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับ Gen Z ที่มีสัดส่วนนี้อยู่ที่ 57% 

เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ว่า ราว 1 ใน 5 ของคนทำงานระดับเริ่มต้นทั่วโลกมาจากกลุ่ม Gen X อายุ 45-60 ปีที่เปลี่ยนสายอาชีพหรือกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ปัญหาช่องว่างนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใหม่

ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมก็มีบทบาทเช่นกัน ราว 1 ใน 3 ของพนักงานที่ใช้ AI generative ในการทำงานต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องมือเหล่านี้เอง ซึ่งหมายความว่าคนที่มีทรัพยากรมากกว่าสามารถสะสมทักษะได้เร็วกว่า 

นอกจากนี้ รายงานจาก ILO ยังพบว่างานที่ผู้หญิงทำส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสายงานบริหาร ธุรการ และบริการลูกค้า มีความเสี่ยงต่อ AI generative เกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับงานที่ผู้ชายครองส่วนใหญ่

เมื่อความเร็วสวนทางกับคุณภาพ

68% ของแรงงานระดับเริ่มต้นบอกว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พวกเขา ตัวเลขนี้ฟังดูดี แต่ 45% ของคนกลุ่มเดียวกันกลับบอกว่า พวกเขาใช้เวลาทำงานมากขึ้นหลังจากใช้ AI ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้นเสมอไป เพราะในอีกด้านหนึ่ง มันยกระดับความคาดหวังของนายจ้างให้สูงขึ้นตามไปด้วย

รายงานเรียกความเสี่ยงนี้ว่า 'cognitive atrophy' หรือการเสื่อมถอยของทักษะด้านความคิด เพราะการพึ่งพา AI มากเกินไปในงานที่ควรเป็นพื้นที่ฝึกวิจารณญาณและการแก้ปัญหา อาจทำให้คนทำงานรุ่นใหม่สูญเสียโอกาสพัฒนาทักษะเหล่านั้นอย่างถาวร

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ มีเพียง 16% ขององค์กรที่ออกแบบบทบาทและกระบวนการทำงานใหม่อย่างจริงจังเพื่อรองรับ AI ส่วนใหญ่เพียงนำ AI มาวางทับบนโครงสร้างงานเดิม งานวิจัยของ PwC พบว่าองค์กรที่ได้รับผลตอบแทนทางการเงินจาก AI สูงที่สุดมีโอกาสออกแบบกระบวนการทำงานใหม่มากกว่าองค์กรทั่วไปถึง 2 เท่า

Dropbox เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น บริษัทเลือกไม่ลดพนักงาน แต่ใช้ประสิทธิภาพที่ได้จาก AI ไปลงทุนในงานที่สร้างคุณค่าสูงกว่า พร้อมขยายโปรแกรมรับนักศึกษาฝึกงานและพนักงานจบใหม่เพิ่มขึ้น 25% ผลลัพธ์คือพนักงานรุ่นใหม่ที่เข้ามาผ่านโปรแกรมนี้มีอัตราการเลื่อนตำแหน่งสูงถึง 65% ภายในปีที่ 2 และ 87% ภายในปีที่ 3 สูงกว่าการจ้างงานจากภายนอก

เส้นทางอาชีพที่ไม่เป็นเส้นตรงอีกต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ลึกกว่าการจ้างงานที่ชะลอตัว รายงานชี้ว่าโครงสร้างองค์กรแบบปิรามิดที่คุ้นเคยกำลังถูกท้าทาย โดย 23% ของ CEO ทั่วโลกบอกว่าโครงสร้างองค์กรปัจจุบันของตน 'ไม่เหมาะสมที่สุด' และเป็นอุปสรรคต่อผลงาน การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับเริ่มต้นมากกว่าระดับกลางและระดับสูงเกือบ 2 เท่า

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ 'เส้นทาง' การเติบโตในองค์กร จากเดิมที่เคยเป็นลำดับชั้นชัดเจน เริ่มขยับไปสู่การสะสมทักษะและประสบการณ์แบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear) มากขึ้น 

Dentsu Japan เป็นตัวอย่างของการรับมือที่น่าสนใจ บริษัทเพิ่มเวลาอบรม AI สำหรับพนักงานจบใหม่มากกว่า 10 เท่าระหว่างปี 2024-2026 พร้อมสร้างระบบรับรองความสามารถ AI ภายใน 4 ระดับ ได้แก่ AI Basic (ผ่านแล้ว 20,000 คน), AI Facilitator (1,619 คน), AI Master (259 คน) และ Chief AI Master (6 คน) ณ พฤษภาคม 2026 เป้าหมายคือสร้างพนักงานที่เป็น 'AI-native' ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน

Shoosmiths สำนักกฎหมายชั้นนำของอังกฤษ ใช้วิธีสร้างแรงจูงใจแบบรวมหมู่ โดยผูกโบนัส 1 ล้านปอนด์กับเป้าหมายให้พนักงานทั่วทั้งองค์กรส่ง AI prompts รวมกันให้ได้ 1 ล้าน prompts ในปีการเงินเดียว จุดประสงค์ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มยอดใช้งาน แต่คือการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานประจำวัน

เมื่อระบบการศึกษาตามตลาดแรงงานไม่ทัน

ปัญหาที่รายงานเน้นย้ำมากที่สุดคือช่องว่างระหว่างสิ่งที่ระบบการศึกษาสอนกับสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ WEF Future of Jobs Report ระบุว่า 39% ของทักษะที่จำเป็นในตลาดแรงงานจะเปลี่ยนไปในช่วงปี 2025-2030 ขณะที่งานในกลุ่มที่ AI กระทบสูงสุดมีอัตราการเปลี่ยนทักษะสูงเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับงานระดับสูงกว่า

28% ของแรงงานระดับเริ่มต้นบอกว่า ทักษะที่พวกเขามีอยู่ในวันนี้ครึ่งหนึ่งจะไม่ relevant อีกต่อไปในอีก 3 ปีข้างหน้า มีเพียง 57% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เรียนมาในปีที่แล้วกำลังช่วยเส้นทางอาชีพของพวกเขา

ปัญหาเชิงระบบคือ หลักสูตรมหาวิทยาลัยต้องออกแบบล่วงหน้าหลายปี ขณะที่ทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยนแปลงทุกไตรมาส มีผู้นำด้านการศึกษารายหนึ่งให้ข้อมูลกับผู้จัดทำรายงาน่า "เรายังไม่มีนิยามร่วมกันของคำว่า 'AI-ready' ซึ่งทำให้การออกแบบหลักสูตรเป็นเรื่องยากมาก"

จาก 4 มิติสู่คำถามที่แท้จริง

รายงานเสนอกรอบการทำงาน 4 มิติสำหรับองค์กร รัฐบาล และสถาบันการศึกษา ได้แก่ 

  1. การเข้าถึงงาน (Job access)
  2. การออกแบบงาน (Job design)
  3. ระบบสายป้อนบุคลากร (Talent pipelines) 
  4. การปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้อง (Education system alignment) 

พร้อมกันนั้น WEF ยังประกาศ launch โครงการ First-Mile Sandbox ซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมรูปแบบใหม่ของการสร้างความพร้อมแรงงานผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนข้ามอุตสาหกรรมและภูมิภาค

แต่ข้อความที่สำคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้ไม่ใช่ตัวเลขสถิติ หากแต่เป็นประโยคจากผู้บริหารรายหนึ่งที่ว่า "ถ้าเราหยุดสร้างคนรุ่นใหม่ระดับ entry-level วันนี้ เราจะซื้อหาพวกเขาจากตลาดแรงงานข้างนอกไม่ได้ในอนาคต" เพราะทักษะและวิจารณญาณเฉพาะองค์กรเป็นสิ่งที่สร้างจากภายใน ไม่ใช่จ้างมาจากข้างนอก

อ้างอิง :  รายงาน Artificial Intelligence and the Future of Entry-Level Work: A Framework for Safeguarding and Reinventing Early Career Pathways จาก World Economic Forum


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

"20 วินาทีแรกของ Pitch สำคัญกว่า Deck ทั้งชุด" 4 ทริคการ Pitch จาก Bill Reichert ที่ทำให้นักลงทุนเข้าใจ เชื่อ และอยากไปต่อ

ถอด 4 ทริค Pitch จาก Bill Reichert นักลงทุน Silicon Valley ว่าทำไม 20 วินาทีแรกถึงสำคัญ และ Founder ควรเล่าอย่างไรให้นักลงทุนเข้าใจ เชื่อ และอยากฟังต่...

Responsive image

Nguyễn Hà Linh เส้นทาง CEO ไม่มีปริญญา เด็กสาวเวียดนามเริ่มธุรกิจตอน 16 อายุ 19 ออกจากมหาลัยมาลุยเต็มตัว

เปิดวิธีคิดนอกตำราของ เหงียน ฮา ลินห์ สาวพันล้านเวียดนาม เจ้าของ Koh Yam และกลุ่ม Nghiện Nhà 2.5 ล้านคน ที่สร้างธุรกิจจากความหลงใหล พบตัวจริงที่ Techsauce Global Summit 2026...

Responsive image

‘เราไม่มีคู่แข่งในตลาดนี้’ วลีเดียวที่นักลงทุนเห็นทุกสัปดาห์ และความน่าสนใจก็หายวับไป

Martin Olczyk นักลงทุนจาก Techstars ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพกว่า 100 บริษัท ยกตัวอย่างวลีที่ VC เห็นซ้ำในพิตช์เด็คทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ 'ไม่มีคู่แข่ง' ถึง 'Uber แห่งวงการ' พร้อมเผยสิ่งที่ม...