‘น้ำเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่บริหารได้’ เปิดแนวคิดอีสท์ วอเตอร์ บริษัทที่พร้อมรับคลื่น AI และ Data Center อย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารน้ำบนการคาดการณ์และความไว้วางใจ

หลายคนกังวลว่าศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังทยอยเข้ามาลงทุนในภาคตะวันออกอาจจะกลายเป็นตัวปัญหาเรื่องน้ำในอนาคต ยิ่งในปีที่หลายฝ่ายจับตาว่าเอลนีโญและภัยแล้งอาจกลับมาเยือน คำถามที่ว่าน้ำจะพอใช้สำหรับทุกคนหรือไม่ จึงดังขึ้นเรื่อย ๆ ในพื้นที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

มุมมอง คุณบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ ผู้ดูแลโครงข่ายน้ำของภาคตะวันออกมายาวนาน มองว่า Data Center เป็นหนึ่งในผู้ใช้น้ำที่ 'วางแผนส่งจ่ายให้ได้ง่ายที่สุด'  เพราะมาพร้อมความต้องการใช้น้ำที่ชัดเจนและแน่นอน เบื้องหลังความมั่นใจนี้คือหลักคิดที่ยึดมาตลอดว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่ 'เอาแน่เอานอนไม่ได้' จะบริหารให้รอดต้องบริหารบนการคาดการณ์ และต้องอาศัยความร่วมมือบนความเข้าใจและความไว้วางใจกันระหว่างฝั่งผู้ใช้น้ำกับฝั่งผู้บริหารจัดการน้ำ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่เดินหน้าได้ โดยที่คนในพื้นที่ยังมั่นใจเรื่องน้ำได้เช่นเดิม

ทางรอดในวิกฤตเอลนีโญ อยู่ที่การบริหารอุปสงค์และอุปทานอย่างแม่นยำ (Demand & Supply Engagement)

หัวใจของการบริหารจัดการน้ำให้ยั่งยืนอยู่ที่การป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ไม่ใช่การไล่ตามแก้ทีหลัง ด้วยเหตุนี้อีสท์ วอเตอร์ จึงทุ่มความพยายามส่วนใหญ่ไปกับการป้องกัน เพราะการเคลื่อนย้ายน้ำแต่ละครั้งมีข้อจำกัดทางวิศวกรรมที่ทำได้ไม่ง่ายนัก และเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วการแก้ไขก็ยากกว่าหลายเท่า การคาดการณ์ที่แม่นยำจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด

แต่การคาดการณ์น้ำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่ผันผวนตามสภาพอากาศที่แปรปรวนขึ้นทุกปี บางช่วงที่คาดว่าจะแล้งจัดกลับมีฝนตกลงมาเต็มพื้นที่ ขณะที่บางครั้งฝนที่คาดว่าจะมากกลับหายไป สิ่งที่คาดการณ์ไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงมีทั้งที่ตรงและไม่ตรงกัน ยิ่งในปี 2569 ที่มีการพูดถึงโอกาสเกิดเอลนีโญและสถานการณ์ภัยแล้ง การคาดการณ์จากฝั่งผู้บริหารจัดการน้ำเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝั่งผู้ใช้น้ำที่เข้าใจและไว้วางใจกันด้วย หรือที่เรียกว่าการประสานความต้องการและการจัดหาน้ำเข้าหากัน (Demand & Supply Engagement) โดยมีอีสท์ วอเตอร์เป็นตัวกลาง

คุณบดินทร์อธิบายว่าการประสานสองฝั่งนี้คือกุญแจที่จะพาผ่านสถานการณ์เอลนีโญไปได้ กล่าวคือ ผู้ใช้น้ำต้องแจ้งปริมาณที่ต้องการใช้จริงอย่างชัดเจน ส่วนฝั่งผู้บริหารจัดการน้ำก็ต้องมีระบบติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะมีน้ำใช้ตามปริมาณที่แจ้งมาอย่างแน่นอน นี่คือความหมายที่แท้จริงของการสื่อสารบนความไว้วางใจ และในทางปฏิบัติ อีสท์ วอเตอร์ จะวางแผนล่วงหน้าทั้งกรณีปกติที่เชื่อว่าน้ำจะเพียงพอ และกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจมีปัญหาบ้าง จากนั้นจึงติดตามสถานการณ์จริงในแต่ละช่วงเวลา หากเริ่มเห็นว่าความจริงเบี่ยงเบนไปจากที่คาดไว้ ก็จะหยิบแผนรับมือมาดำเนินการทันที เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามไปถึงฤดูกาลถัดไป

Data Center ที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่แม้จะมีจำนวนผู้ประกอบการยังไม่มาก แต่มีความต้องการปริมาณน้ำที่ชัดเจนแน่นอนหรือที่เรียกว่า Firmed Demand ทำให้อีสท์ วอเตอร์ วางแผนส่งจ่ายน้ำได้ไม่ยากนักและหากผู้ใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมอื่นแจ้งปริมาณการใช้ที่ชัดเจนแบบนี้ได้ทั้งหมด ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการส่งจ่ายน้ำโดยเฉพาะในภาวะเอลนีโญที่กำลังถูกพูดถึงอยู่ในขณะนี้ พูดอีกแบบคือ ทางรอดของ Data Center ในวิกฤตเอลนีโญไม่ได้มีเพียงการใช้น้ำทุกหยดอย่างคุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังต้องรู้และยืนยันปริมาณความต้องการใช้น้ำของตัวเองให้ชัดเจนเพื่อให้ฝั่งผู้บริหารจัดการน้ำวางแผนส่งจ่ายได้อย่างแม่นยำและมั่นใจได้ว่าจะมีน้ำเพียงพอ

การวางแผนและการคาดการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดผลจริงได้ ก็ต่อเมื่อมีระบบที่ลำเลียงน้ำไปยังจุดที่ต้องการได้จริง และหัวใจตรงนั้นคือโครงข่ายท่อส่งน้ำของอีสท์ วอเตอร์ ที่เปรียบเสมือน 'เส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงแหล่งน้ำสำคัญทั่วพื้นที่ EEC เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ' พาดยาวตั้งแต่ทางเหนือของฉะเชิงเทราและแม่น้ำบางปะกง ลงไปถึงพื้นที่มาบตาพุดและสัตหีบทางใต้ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่วังจันทร์ ตลอดเส้นทางกว่า 553 กิโลเมตรนี้พาดผ่านชุมชนเกือบ 200 แห่ง ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล และหมู่บ้าน ซึ่งล้วนได้ประโยชน์จากความมั่นคงของน้ำที่โครงข่ายนี้สร้างขึ้น 

เครือข่ายที่แข็งแกร่ง ครอบคลุม และยืดหยุ่นนี้รองรับการสูบส่งและเคลื่อนย้ายน้ำได้มากกว่า 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ช่วยกระจายน้ำไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และชุมชนในภาคตะวันออกไปพร้อมกัน นอกจากนี้ อีสท์ วอเตอร์ ยังวางแผนการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำ การสำรองน้ำในแหล่งน้ำสำรอง รวมถึงการสูบผันน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพื่อใช้ศักยภาพของโครงข่ายท่อส่งน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน

Data Center ขาดน้ำไม่ได้ แล้วอีสท์ วอเตอร์ พร้อมรับแค่ไหน?

อีสท์ วอเตอร์ ประกาศเดินหน้ารับอุตสาหกรรม Data Center อย่างเต็มตัว โดยเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ในระดับสูงสุด และไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดจนถึงขั้นหยุดจ่ายน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้น้ำและผู้บริหารจัดการน้ำทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าใจและเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

เหตุที่น้ำกลายเป็นหัวใจของเรื่องนี้ ก็เพราะน้ำเป็นทรัพยากรสำคัญที่ Data Center ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะระบบทำความเย็น (Cooling System) ที่ต้องอาศัยการส่งจ่ายน้ำอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพสูงเพราะเครื่องประมวลผลขนาดใหญ่ต้องเดินเครื่องตลอดเวลาและเกิดความร้อนสูง หากน้ำสะดุดแม้เพียงช่วงสั้น ระบบก็อาจได้รับผลกระทบทันที ด้วยเหตุนี้ การเติบโตของ Data Center จึงต้องเดินคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน

ความท้าทายตรงนี้คือสิ่งที่อีสท์ วอเตอร์ เตรียมพร้อมมาตลอด ในฐานะผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของภาคตะวันออก อีสท์ วอเตอร์ มีโครงข่ายระบบท่อส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำสำคัญหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายน้ำระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามแนวทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance หรือ ESG) อย่างต่อเนื่อง

ความพร้อมนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ด้วยโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid) ความยาว 553 กิโลเมตร ที่ส่งน้ำได้สูงสุดมากกว่า 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุมแหล่งน้ำสำคัญทั่วพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) อีสท์ วอเตอร์ จึงมีความพร้อมจัดหาน้ำคุณภาพสูงด้วยมาตรฐานการให้บริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ส่งจ่ายน้ำให้กับ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังมาแรงของไทย โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำของผู้ใช้กลุ่มอื่นในพื้นที่ 

เติบโตไปด้วยกัน ความยั่งยืนที่เริ่มจากข้อมูลจริงและความไว้วางใจ

อีสท์ วอเตอร์ มองว่าการเข้ามาของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศ แต่การเติบโตนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ อีสท์ วอเตอร์ จึงพัฒนาและบริหารโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคประชาชน ชุมชน และระบบนิเวศ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

ตามหลักการจัดสรรน้ำของกรมชลประทาน น้ำจะถูกแบ่งให้ภาคครัวเรือน การเกษตร การรักษาระบบนิเวศ และภาคอุตสาหกรรมตามลำดับ ซึ่งในภาคตะวันออก ภาคเกษตรกรรมใช้น้ำมากที่สุดราว 60% ครัวเรือนราว 10% ส่วนภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดใช้เพียงราว 7% เท่านั้น ถึงแม้จะมีสัดส่วนที่ไม่มาก แต่ เพราะน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อขายกันทั่วไป อีสท์ วอเตอร์ จึงส่งเสริมให้ผู้ใช้น้ำใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการลดการใช้ ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ (3R: Reduce, Reuse, Recycle) ควบคู่กับการวางแผนการใช้น้ำจากโครงข่ายท่อที่มีความมั่นคง เพื่อจัดการความต้องการใช้น้ำได้อย่างยั่งยืน และเพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกใช้ในปริมาณที่เหมาะสมที่สุด

นอกเหนือจากการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ความมั่นคงด้านน้ำที่แท้จริงยังไม่ได้เกิดจากท่อและอ่างเก็บน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจร่วมกันของคนในพื้นที่ด้วย ที่ผ่านมาอีสท์ วอเตอร์ จึงทำงานร่วมกับชุมชนตลอดแนวโครงข่ายท่อส่งน้ำผ่านหลายโครงการ เพื่อให้ชุมชนเข้าใจและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน และในระดับที่กว้างขึ้น สิ่งที่คุณบดินทร์ย้ำคือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการสาธารณูปโภคจำเป็นต้องสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน โดยเฉพาะข้อมูลด้านความต้องการใช้ทรัพยากรที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้วางแผนบริหารจัดการน้ำและพลังงานได้อย่างแม่นยำ ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ

ท้ายที่สุด 'ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายเห็นข้อมูลจริงร่วมกัน วางแผนร่วมกัน และไว้วางใจซึ่งกันและกัน' เพราะการบริหารจัดการทรัพยากรในยุค AI ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ไทยใช้ประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญนี้ได้เต็มศักยภาพ พร้อมกับรักษาความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนการจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ และการสร้าง Demand & Supply Engagement ที่โปร่งใสระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลของภาคตะวันออกเติบโตไปพร้อมกับความอยู่ดีกินดีของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

พลังงานใหม่โตเร็วเกินไป จนโครงข่ายไฟฟ้าตามไม่ทัน โจทย์ใหญ่ที่สุดของจีน และของทั้งโลกในเวลาเดียวกัน

ถอดระบบพลังงานจีนจากวงเสวนา Summer Davos 2026 ทั้งเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็น 10% ของ GDP สี่เสาหลักของระบบไฟฟ้าใหม่ เหตุผลที่ภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาส และสงครามราคาแบตเตอรี่ที่ยังดุเดือด ...

Responsive image

ธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องแลกกับการเติบโต ผู้นำธุรกิจจะเปลี่ยน ‘ทุนธรรมชาติ’ ให้กลายเป็น ความได้เปรียบทางการแข่งขันระยะยาวได้อย่างไร?

สรุปเวที Nature Is Infrastructure จาก Summer Davos 2026 เมื่อผู้นำธุรกิจโลกถกว่าธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ต้นทุน พร้อมบทพิสูจน์ว่าการลดคาร์บอนกับการทำกำไรไปด้วยก...

Responsive image

ช่องแคบฮอร์มุซปิดไม่กี่สัปดาห์ แต่เขย่าแผนที่พลังงานทั้งโลก! 5 ผู้นำถอดบทเรียนเส้นทางพลังงานใหม่บนเวที Summer Davos 2026

ถอดบทเรียนเซสชัน Energy Corridors, Reshuffled บนเวที Summer Davos 2026 เมื่อวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซบีบให้โลกจัดระเบียบเส้นทางพลังงานใหม่ ทั้งจุดคอขวดทางการคลัง ช่องว่างการลงทุนในแอฟริก...