อาหารแปรรูปจากปลาส่วนใหญ่ มักจะทิ้งหนังปลาจนกลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล ซึ่งล่าสุดนักวิจัยในบราซิลเพิ่งค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพวกนี้ให้กลายเป็นแผ่นฟิล์มชีวภาพ ที่เอามาห่ออาหารแทนพลาสติกได้ แถมยังมีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีกว่าพลาสติกทั่วไปด้วย !

ปลาตัมบาทิงกา ไม่ใช่แค่ปลาทั่ว ๆ ไป แต่เป็นปลาลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแม่ปลาตัมบากี และพ่อปลาปิราพิทิงกา ซึ่งนักวิจัยพบว่ามันมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการทำบรรจุภัณฑ์ เพราะโครงสร้างโมเลกุลที่แข็งแกร่ง เนื่องจากเป็นปลาเขตร้อน หนังของมันจึงมีระดับกรดอะมิโนที่สูงกว่าปลาเขตหนาว ส่งผลให้เจลาตินที่สกัดออกมามีโครงสร้างที่เหนียวและทนทานกว่าปกติ
หนังปลาชนิดนี้อุดมไปด้วยคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนหลักในการสร้าง "พอลิเมอร์ชีวภาพ" ทำให้แผ่นฟิล์มที่ได้มีความยืดหยุ่นสูง ไม่เปราะหักง่าย และสุดท้ายคือ ปลาชนิดนี้เป็นปลาเศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทำให้มี หนังปลา ซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมประมงเข้าสู่ระบบจำนวนมาก
สิ่งที่ทำให้ฟิล์มชีวภาพจากหนังปลาตัวนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในวารสาร Foods ไม่ใช่แค่เรื่องของความเหนียว แต่คือความสามารถในการทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันให้กับอาหาร เพราะหนังปลาทาบิงกาสามารถบล็อกรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ได้ในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งโดยปกติแล้วแสงแดดคือตัวการหลักที่ทำให้อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันเกิดอาการเหม็นหืนและเสื่อมสภาพเร็ว
ต่อมาคือเรื่องของความยั่งยืน เพราะในขณะที่พลาสติกจากปิโตรเลียมต้องใช้เวลานับร้อยปีในการย่อยสลาย แต่ฟิล์มหนังปลากลับสามารถสลายตัวตามธรรมชาติได้ 100% โดยไม่ทิ้งไมโครพลาสติกไว้ในสิ่งแวดล้อม และข้อสุดท้ายคือการทำหน้าที่เป็นตัวกั้นไอน้ำที่ดีกว่าฟิล์มเจลาตินรุ่นก่อน ๆ ช่วยรักษาคุณภาพของสินค้าที่อยู่ภายในให้ยาวนานขึ้น
กระบวนการเปลี่ยนหนังปลา เริ่มต้นจากการนำหนังปลามาทำความสะอาดอย่างละเอียดเพื่อกำจัดไขมันและสิ่งสกปรก จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสกัดเจลาตินด้วยน้ำร้อนร่วมกับกรดอะซิติกในปริมาณที่เหมาะสม สารละลายเจลาตินที่ได้จะถูกนำมาผสมตามสัดส่วนที่แม่นยำก่อนจะเทลงในแม่แบบและผ่านกระบวนการอบแห้งอย่างเป็นระบบ
ผลลัพธ์ที่ได้คือแผ่นฟิล์มที่ใสและมีพื้นผิวสม่ำเสมอ สามารถพับงอและขึ้นรูปได้ตามต้องการ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดการใช้สารเคมีรุนแรงและมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง
แม้ว่าผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการจะน่าประทับใจ แต่ความท้าทายสำคัญที่ทีมวิจัยกำลังเร่งแก้ไขคือ ความไวต่อความชื้นของวัสดุธรรมชาติ เนื่องจากเจลาตินยังมีคุณสมบัติในการคืนรูปเมื่อโดนน้ำโดยตรง ทำให้ในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ชนิดนี้จึงยังเหมาะสมที่สุดสำหรับสินค้าประเภทอาหารแห้ง เช่น เมล็ดถั่ว ธัญพืช หรือผลไม้อบแห้ง
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ Paulo José do Amaral Sobral และทีมงานกำลังพัฒนาสูตรผสมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกันน้ำ ซึ่งจะช่วยเปิดประตูไปสู่การใช้งานในวงการยา ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และบรรจุภัณฑ์อาหารสดในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้และคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการประมงทั่วโลกอีกด้วย
อ้างอิง: phys.org
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด