พลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ ‘Small Modular Reactors’ ทางรอดวิกฤตพลังงานที่อาเซียนต้องจับตามอง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ทั่วโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญโจทย์หิน ทั้งความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ท้าทาย พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์หรือลมอาจไม่เพียงพอสำหรับการเป็นพลังงานพื้นฐานที่มั่นคง

คำถามสำคัญคือ "พลังงานนิวเคลียร์" จะเป็นคำตอบหรือไม่? และถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมใหญ่เกินไปสำหรับเมืองที่แออัดอย่างสิงคโปร์หรือกรุงเทพฯ SMRs หรือ Small Modular Reactors จะเข้ามาแก้เรื่องนี้ได้อย่างไร?

ผู้ที่จะมาไขคำตอบนี้คือ ศาสตราจารย์ Michael Short จากภาควิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมนิวเคลียร์แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเทคนิคให้กับ A*STAR ในสิงคโปร์ ทำให้เขามีความเข้าใจบริบทและความท้าทายเฉพาะตัวของภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม 'ไม่มีที่ยืน' ในอาเซียน

ศาสตราจารย์ Michael Short เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางกายภาพที่เด่นชัดที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงอย่างสิงคโปร์ หากเราพิจารณาการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ 'พื้นที่เขตวางแผนฉุกเฉิน' (Emergency Planning Zone หรือ EPZ) ซึ่งกินอาณาบริเวณกว้างขวาง หากลองวางผังโรงไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีประชากรน้อยที่สุดของสิงคโปร์อย่าง Lim Chu Kang รัศมีของเขตปลอดภัยนี้ก็จะพาดผ่านข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย หรือหากเลือกวางที่เกาะจูร่ง (Jurong Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมี รัศมีดังกล่าวก็จะทับซ้อนกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางและย่านที่พักอาศัย หรือแม้แต่บนเกาะ Tekong ก็จะไปกระทบกับสนามบินและพรมแดนระหว่างประเทศ ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนปัญหาของหลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความหนาแน่นสูงและพรมแดนที่ติดกัน ทำให้การหาพื้นที่สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยพื้นที่กันชนมหาศาลเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ต่างจากสหรัฐอเมริกาที่มีพื้นที่กว้างขวางและห่างไกลชุมชน

วิวัฒนาการสู่ SMR เล็กลง ปลอดภัยขึ้น และคุ้มค่ากว่า

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมเทคโนโลยีใหม่ถึงอาจเป็นทางออก จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปที่กลไกการทำงาน พื้นฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือการต้มน้ำให้เดือดเพื่อหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในเทคโนโลยียุคใหม่คือรูปแบบของเชื้อเพลิงและการระบายความร้อน ศาสตราจารย์ Michael Short อธิบายถึงนวัตกรรมเชื้อเพลิงแบบใหม่ที่ไม่ได้มาในรูปแบบแท่งยาวเหมือนในอดีต แต่มาในลักษณะ 'ก้อนกรวด' ที่ภายในบรรจุยูเรเนียมซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยเซรามิกแยกย่อยในระดับอนุภาค การออกแบบเช่นนี้สร้างเกราะป้องกันความปลอดภัยในตัวเอง ทำให้ลดความจำเป็นของชิ้นส่วนที่เรียกว่า 'Safety Critical' หรือชิ้นส่วนที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดลงได้มหาศาล เมื่อชิ้นส่วนเหล่านี้น้อยลง การบำรุงรักษาก็ง่ายขึ้น และโอกาสที่โรงไฟฟ้าจะต้องหยุดเดินเครื่องก็น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยชี้ขาดความคุ้มทุนของโรงไฟฟ้าไม่ใช่แค่การสร้าง แต่คือ 'Uptime' หรือระยะเวลาที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยี SMR ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะต้นกำเนิดของมันคือเตาปฏิกรณ์ในเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำแรกของโลกอย่าง Nautilus ในปี 1954 ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในพื้นที่จำกัด การหวนกลับมาสู่แนวคิด 'เล็กแต่ทรงประสิทธิภาพ' ในปัจจุบัน จึงเป็นการแก้ปัญหาความคุ้มทุนแบบกลับทิศทาง จากเดิมที่เชื่อว่ายิ่งสร้างใหญ่ยิ่งต้นทุนต่อหน่วยถูก (Economy of Scale) แต่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาพร้อมกับปัญหาสังคม การเวนคืนที่ดิน และความหวาดกลัวของชุมชน ในทางตรงกันข้าม SMR นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า 'Super-linear scaling' ในด้านความปลอดภัย กล่าวคือเมื่อลดขนาดเตาปฏิกรณ์ลงเพียงเล็กน้อย รัศมีของเขตวางแผนฉุกเฉิน (EPZ) กลับลดลงฮวบฮาบจนเหลือเพียงระดับรั้วโรงงาน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเตาปฏิกรณ์วิจัยขนาด 6 เมกะวัตต์กลางสถาบัน MIT ซึ่งมีเขตปลอดภัยครอบคลุมพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งบล็อกถนน และที่น่าทึ่งคือมีหอพักนักศึกษาตั้งอยู่ตรงมุมของเขตรั้วนั้นพอดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีขนาดเล็กสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนเมืองได้อย่างปลอดภัยหากมีการจัดการที่ถูกต้อง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยความร้อนและไฮโดรเจน

จุดเด่นที่สำคัญของ SMR นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า คือศักยภาพในการผลิต 'Process Heat' หรือความร้อนสำหรับกระบวนการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างเกาะจูร่ง การใช้ SMR หลายยูนิตกระจายตัวอยู่สามารถจ่ายไอน้ำและความร้อนให้กับโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อสร้างความร้อนลงได้ ปัจจุบันเราสูญเสียปิโตรเคมีไปถึง 20% เพียงเพื่อเผามันมากลั่นตัวมันเอง การใช้ความร้อนจากนิวเคลียร์จึงเป็นการแก้สมการที่ยั่งยืนกว่า

นอกจากนี้ ในบริบทของแผนพลังงานปี 2050 ของสิงคโปร์ที่พึ่งพาไฮโดรเจนเป็นหลัก ปัญหาใหญ่คือจะเอาพลังงานจากไหนมาผลิตไฮโดรเจน เตานิวเคลียร์ SMR แบบอุณหภูมิสูง (High Temperature Reactors) สามารถทำความร้อนได้สูงกว่า 800 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้กระบวนการแยกไฮโดรเจนด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก อีกทั้งความร้อนทิ้งจากกระบวนการยังสามารถนำไปใช้กลั่นน้ำทะเล (Desalination) ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของภูมิภาคได้อีกด้วย

โมเดลเศรษฐศาสตร์ใหม่ จากการก่อสร้างสู่การผลิตแบบโรงงาน

อุปสรรคดั้งเดิมของนิวเคลียร์คือต้นทุนการก่อสร้างที่บานปลาย เพราะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องสร้างชิ้นส่วนขึ้นรูปหน้างานแบบ 'Custom build' ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นกังหันไอน้ำขนาดมหึมาที่ต้องสั่งทำพิเศษ แต่สำหรับ SMR ที่มีขนาดราว 10-100 เมกะวัตต์ อุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้จากแคตตาล็อกมาตรฐาน เหมือนการเลือกซื้ออะไหล่รถยนต์ การเปลี่ยนจากการก่อสร้างหน้างานมาเป็นการประกอบจากโรงงานช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าและต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ได้อย่างมหาศาล

ศาสตราจารย์ Michael Short ยังชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต หากต้องการพลังงานเพิ่ม ก็เพียงแค่นำโมดูลเตาปฏิกรณ์มาวางเพิ่มในช่องที่เตรียมไว้ คล้ายกับการเติมแบตเตอรี่ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการขอใบอนุญาตที่ยุ่งยากซับซ้อนใหม่ทั้งหมดเหมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ การเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตและการผลิตซ้ำจะช่วยกดดันให้ราคาต่อหน่วยลดลงตามหลักการ 'Learning Curve' โดยคาดการณ์ว่าเมื่อเทคโนโลยีนี้เข้าที่ ราคาอาจลงมาแตะที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ ซึ่งจะทำให้ SMR กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในสนามพลังงานสะอาด

ความท้าทายทางวัสดุศาสตร์และบทสรุป

แน่นอนว่าทุกเทคโนโลยีใหม่ย่อมมีความท้าทาย ศาสตราจารย์ Michael Short ทิ้งท้ายในประเด็นทางเทคนิคเกี่ยวกับการกัดกร่อนและรังสี (Radiation and Corrosion) เมื่อชิ้นส่วนใหม่ๆ ถูกนำไปวางในสภาพแวดล้อมที่มีรังสีสูงใน SMR ทีมวิจัยของ MIT ได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจจากการทดลองยิงลำอนุภาคโปรตอนใส่โลหะในเกลือหลอมเหลว ผลปรากฏว่ารังสีกลับช่วยยับยั้งการกัดกร่อนในบางกรณี ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณเดิม การค้นพบเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้มั่นใจว่า SMR จะปลอดภัยและทนทานในระยะยาว

ในท้ายที่สุด คำถามเรื่องความปลอดภัยมักจะเป็นสิ่งที่สาธารณชนกังวลมากที่สุด แต่ศาสตราจารย์ Michael Short เตือนสติด้วยแนวคิดเรื่อง 'Inaction Bias' หรืออคติของการไม่ทำอะไรเลย การกลัวความเสี่ยงจากนิวเคลียร์จนไม่กล้าลงมือทำ เท่ากับเรากำลังยอมรับความเสี่ยงที่แน่นอนและรุนแรงกว่าจากวิกฤตภูมิอากาศ แม้ประวัติศาสตร์จะมีอุบัติเหตุอย่างเชอร์โนบิลหรือฟุกุชิมะ แต่ด้วยเทคโนโลยี SMR ที่ออกแบบให้เขตอันตรายจำกัดอยู่ในวงแคบ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่พลังงานนิวเคลียร์สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและอุตสาหกรรมได้อย่างปลอดภัย และอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปของความมั่นคงทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อ้างอิง: Keynote: Building Energy Resilience: Lessons from Nuclear Science and Engineering - Are Small Modular Reactors (SMRs) the Right Answer for Southeast Asia? จากงาน Powering Southeast Asia through 2050 Conference

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นักวิทย์บราซิลพัฒนา ‘หนังปลาห่ออาหาร’ สำเร็จ พบกัน UV ได้ดี ทำให้อาหารไม่เสียคุณภาพไว

เปลี่ยนขยะหนังปลาเป็นบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก! นักวิจัยบราซิลโชว์นวัตกรรมฟิล์มชีวภาพจากหนังปลาตัมบาทิงกา ย่อยสลายได้ 100% กัน UV ดีเยี่ยม ทางเลือกใหม่ของ Food Packaging ยุคความยั่งยืน...

Responsive image

นักวิจัยค้นพบ ‘AzoBiPy’ โมเลกุลเปลี่ยนโลก Redox Flow Battery เก็บไฟนานข้ามปีได้ โดยแทบไม่สูญเสียพลังงาน

AzoBiPy โมเลกุลอินทรีย์ใหม่ใน Redox Flow Battery ที่เก็บพลังงานได้นานข้ามปีโดยแทบไม่สูญเสียประจุ จุไฟได้ 2 เท่า และปลอดภัยกว่า Li-ion กุญแจสำคัญสู่ความเสถียรของพลังงานหมุนเวียน...

Responsive image

รู้จัก ‘Water Positive’ เทรนด์ความยั่งยืนที่ธุรกิจเลี่ยงไม่ได้

เจาะลึกแนวคิด Water Positive และวิกฤตการใช้น้ำของ Data Center ในยุค AI เฟื่องฟู ถอดบทเรียนจาก Microsoft, Google และ AWS กับนวัตกรรมเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำเย็น เพื่อความยั่งยืนทางดิจิ...