Zhou Yi เป็นเด็กชาวจีนที่ไม่ค่อยเก่งวิชาคณิตศาสตร์เท่าไร เขายังมีความเสี่ยงที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่หลังจากที่บริษัท Squirrel AI ได้นำเสนอบริการติวเตอร์ให้กับเขา ซึ่งไม่เหมือนกับบริการติวเตอร์ทั่วไป แทนที่จะเป็นคุณครูทำการติวให้ Squirrel AI ได้ใช้อัลกอริทึมทำการสร้างบทเรียนให้เหมาะสมกับเขา หลังจากที่ Zhou Yi ได้เรียนผ่านระบบ เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา คะแนนสอบของเขาเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 62.5% สองปีต่อมาเขาได้คะแนนจากการสอบปลายภาคในระดับมัธยมต้นคะแนนขึ้นมาถึง 85% นี่ทำให้ทัศนคติที่เขามีต่อวิชาคณิตศาสตร์เปลี่ยนไป

"ผมคิดมาตลอดว่าวิชาคณิตศาสตร์นั้นน่ากลัว แต่หลังจากได้ติวกับ Squirrel AI ก็ทำให้ผมตระหนักได้ว่า วิชาคณิตไม่ได้ยากขนาดนั้น มันช่วยทำให้ผมกล้าที่จะเริ่มทำความเข้าใจมันใหม่ในทางที่ต่างออกไป"

Squirrel AI ปฎิรูปการศึกษาด้วยประดิษฐ์

Squirrel AI นำปัญญาประดิษฐ์มาปรับวิธีการเรียนให้ตรงกับรูปแบบการเรียนของผู้เรียน (adaptive learning) โดยนักเรียนจะต้องทำแบบทดสอบเพื่อทำการประเมินหาจุดแข็งและจุดอ่อน จากนั้นระบบจะทำการสอนในเนื้อหาที่เด็กไม่ถนัด หากนักเรียนมีความรู้ของในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบจะติดตามกลับไปที่ชุดความรู้รากที่เด็กมี หลังจากที่นักเรียนได้เข้าใจความรู้นั้นๆ แล้ว ระบบก็จะเริ่มทำการสอนเนื้อหาในปัจจุบันต่อไป

แนวคิดการก่อตั้ง Squirrel AI เกิดขึ้นเนื่องจากต้องการลดเวลาในการศึกษาในห้องเรียน ลดช่องว่างเรื่องความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าถึงบทเรียนเช่นเดียวกันกับนักเรียนในเมืองใหญ่

ปัจจุบันมีนักเรียนเข้ามาใช้ระบบ 2 ล้านคน โดยมีศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์และออฟไลน์ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการเปิดศูนย์การเรียนรู้ 2,000 สาขา ในปี 2018 มีรายได้ต่อปีกว่า 150 ล้านเหรียญ ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่า 1.1 พันล้านเหรียญ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ทุ่มงบประมาณในด้านการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนา AI บริษัท Tech giant ยักษ์ใหญ่ Startup และผู้ดำรงตำแหน่งด้านการศึกษาต่างก็กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นในด้านนี้ ตอนนี้มีนักเรียนหลายล้านคนที่ใช้ AI ในการเรียนรู้ไม่ว่าจะผ่านโปรแกรมการสอนพิเศษนอกห้องเรียนเช่น Squirrel หรือผ่าน 17 ZuoYe อีกหนึ่ง Startup ด้าน EdTech ของจีน

3 ปัจจัยที่กระตุ้นให้จีนเร่งปฏิรูปการศึกษาด้วยปัญญาประดิษฐ์

  1. การลดหย่อนภาษีและแรงจูงใจอื่นๆ สำหรับการพัฒนา AI เพื่อการศึกษา: ที่ทำการพัฒนาทุกอย่างตั้งแต่การเรียนรู้ของนักเรียน การฝึกอบรมครู ไปจนถึงการจัดการโรงเรียน สำหรับ VCs นี่หมายถึงการลงทุนดังกล่าวเป็นการเดิมพันที่ดี จากการประมาณการครั้งหนึ่งจีนได้เป็นผู้นำในการลงทุนด้านการศึกษา AI มากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
  2. การแข่งขันด้านวิชาการในจีนเป็นไปอย่างดุเดือด: นักเรียนจำนวนสิบล้านคนต่อปีต้องทำการสอบ Gaokao หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีน โดยคะแนนที่ได้จะเป็นตัวกำหนดว่านักเรียนจะได้ศึกษาต่อหรือไม่
  3. ผู้ประกอบการจีนมีคลังข้อมูลจำนวนมากไว้ในครอบครอง: ทำการฝึกอบรมและปรับอัลกอริทึมของตัวเอง เนื่องจากประชากรมีจำนวนมากความเห็นของผู้คนต่อประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล (data privacy) นั้นค่อนข้างหละหลวมอยู่เมื่อเทียบกับทางฝั่งตะวันตก อีกทั้งผู้ปกครองก็มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาได้เห็นว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ

AI จะมาแทนที่ครู?

ภาพ Yu Wei/Unsplash

ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยคุณครูในการสอนได้ แต่อย่างไร มันก็ยังไม่สามารถมาแทนที่คุณครูได้อยู่ดี โดยเฉพาะในด้านอารมณ์ความรู้สึก อย่างการให้กำลังใจเด็กๆ มันอาจจะเข้ามาช่วยคุณครูในการเรียนการสอนที่สามารถทำซ้ำๆ ทำให้คุณครูมีเวลามากขึ้น และใช้เวลาที่เหลือไปโฟกัสที่นักเรียนแต่ละคน

แนวทางของ Squirrel อาจให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในการปรับปรุงการเรียนรู้แบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เตรียมนักเรียนให้สามารถปรับตัวในโลกของการทำงานได้

ผู้เชี่ยวชาญยังได้แสดงความกังวลว่า การที่จีนเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการศึกษา หากมองในแง่ดี AI สามารถช่วยครูในการดึงศักยภาพของเด็กทั้งในด้านความสนใจส่วนตัวและจุดแข็งให้ออกมาได้ หากมองในอีกแง่ มันอาจยึดติดกับแนวโน้มเทรนด์โลกในด้านการเรียนรู้ และการเข้าระบบการทดสอบตามมาตรฐาน ทำให้คนรุ่นต่อไปไม่พร้อมที่จะปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อเครื่องจักรสามารถทำงานในงานที่ทำซ้ำๆ ได้ดีขึ้น จึงมีความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องให้ความสำคัญกับทักษะที่ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) การสื่อสาร (Communication) และการแก้ปัญหา (Problem-solving)

พวกเขาจะต้องปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากทักษะจำนวนมากจะตกเป็นของระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งหมายความว่าห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 ควรจะนำจุดแข็งและความสนใจของนักเรียนแต่ละคนมาใช้แทนชุดความรู้ และปรับให้เข้ากับตลาดแรงงาน

Joleen Liang หุ้นส่วนและรองประธานอาวุโสของ Squirrel AI Learning กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ในประเด็นนี้ว่า "Squirrel AI ไม่ได้สอนเฉพาะในส่วนความรู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นในโลกของการทำงาน ซึ่งเรากำลังพัฒนาระบบ MCM (Mode of Thinking Capacity and Methodology) เข้าไปในหลักสูตรด้วย อย่างทักษะการการเข้าสังคม, ทักษะความคิดสร้างสรรค์"

"ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลว่าบุตรหลานจะติดอยู่แต่หน้าจอ หรือจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เพราะจะมีครู (ที่เป็นมนุษย์) คอยให้การช่วยเหลือนักเรียนอยู่ตลอด โดยจะใช้เวลาในการเรียนเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น" Joleen กล่าว

"เมื่อเด็กได้เรียนรู้เนื้อหาที่จำเป็นและแม่นยำจริงๆ ทำให้พวกเขามีเวลาว่างมากขึ้นถึง 80%"

เด็กต้องออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ภาพ Michael Prewett/Unsplash

Chris Dede ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แสดงความกังวลในสิ่งที่ Squirrel AI กำลังสร้างว่า “การเรียนรู้ที่ปรับวิธีการให้ตรงกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน (adaptive learning) และการเรียนรู้เฉพาะบุคคล  (personalized learning) นั้นต่างกัน สิ่งที่ Squirrel ทำเป็น adaptive learning คือทำความเข้าใจในสิ่งที่นักเรียนรู้และไม่รู้เท่านั้น แต่ไม่ได้สนใจในเรื่องของสิ่งที่นักเรียนอยากเรียนรู้ หรือเปิดโอกาสให้พวกเขาหาวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง"

การเรียนรู้เฉพาะบุคคลนั้น จะให้ความสำคัญไปที่ความสนใจและความต้องการส่วนบุคคลของนักเรียน เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เด็กสามารถพัฒนาในแบบของตัวเองได้

เมื่อเรื่องของการเรียนรู้ได้ออกแบบมาให้เหมาะกับเฉพาะบุคคล ในการเรียนรู้เนื้อหาเดียวกัน นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันจะได้รับอนุญาตให้ใช้เวลาต่างกัน นักเรียนอาจได้รับแรงจูงใจที่แตกต่างกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน อีกทั้งเนื้อหาในการเรียนการสอนจะถูกนำเสนอในรูปแบบต่างกัน (เช่น หากใครเรียนรู้ได้ดีผ่านการมอง ก็เรียนผ่านวิดีโอ หรือใครเรียนรู้ได้ดีผ่านการท่องจำ ก็เรียนรู้ผ่านวิดีโอ) และสุดท้ายแล้ว นักเรียนก็จะสามารถกำหนดอนาคตของพวกเขาเองได้ว่า จะเลือกเรียนต่ออาชีวศึกษาหรือมหาวิทยาลัย หรือทำอาชีพไหน

นักเรียนต้องเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง ต้องกำหนดสิ่งที่ต้องการเรียนรู้เอง และต้องสร้างความรักในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ซึ่ง Squirrel AI ไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย บริษัททำเพียงช่วยการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะเตรียมนักเรียนเข้าสอบเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันเท่านั้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2018 กระทรวงศึกษาธิการของจีนได้ผ่านการปฏิรูปหลายครั้งเพื่อลดการสอบลง รวมถึงการออกใบอนุญาตที่เข้มงวดสำหรับติวเตอร์ รัฐบาลได้เปิดตัวแนวทางที่มุ่งเน้นไปที่การศึกษาด้านกายภาพ ศีลธรรม ศิลปะ และลดการสอบน้อยลง แม้ว่านักวิจารณ์ชี้นี่ยังไม่ได้ทำให้ความตึงเครียดในการสอบ gaokao ลดลงก็ตาม แต่เจ้าของแพลตฟอร์มติวเตอร์ก็ยังคงมองโลกในแง่ดีอยู่ และยังมีความตั้งใจที่จะช่วยประเทศค้นหาแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในด้านการศึกษา AI อีกทั้งนี่อาจจะเป็นการพลิกโฉมวงการศึกษาในระดับโลก

อ้างอิงเนื้อหาข่าวจาก MIT Technology Review, Bloomberg

ภาพหน้าปก NOAH SHELDON


RELATED ARTICLE

Responsive image

67% ของพนักงานบอกว่าการประชุมที่มากเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

67% ของพนักงานที่ร่วมทำแบบสำรวจบอกว่าการประชุมที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อการทำงาน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ...

Responsive image

ทำความรู้จัก TAGTHAi (ทักทาย) แอปจองทริปท่องเที่ยวไทยครบวงจร

แอป TAGTHAi เปิดตัวครั้งแรกด้วยการรองรับถึง 3 ภาษา ทั้ง ไทย จีน อังกฤษ โดยมีจุดเด่นด้วยการเป็น One Stop Service แนะนำ ที่เที่ยว ที่พัก ที่กิน แหล่งช้อปปิ้ง และกิจกรรมที่น่าสนใจ พร้...

Responsive image

Transformation ของ ‘วิชาช่าง’ Upskill ด้วยคอร์สเรียนออนไลน์จากสยามเทค

Transformation ของ ‘วิชาช่าง’ Upskill ด้วยคอร์สเรียนออนไลน์จากสยามเทค...